กลไกการเสพติดของสมอง - National Geographic Thailand

กลไกการเสพติดของสมอง

ไม่นานมานี้ แนวคิดเรื่องการซ่อมแซมจุดเชื่อมต่อในสมองเพื่อต้านทานการเสพติดอาจเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ความก้าวหน้าด้านประสาทวิทยาศาสตร์พลิกแนวคิดเดิมๆเกี่ยวกับการเสพติดไปอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ หากเปิดตำราแพทย์เมื่อ 30 ปีก่อน เราคงจะอ่านพบว่า การเสพติดหมายถึงการต้องพึ่งพาสารอย่างหนึ่งโดยที่ความชินยามีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น จนต้องใช้ปริมาณมากขึ้นทุกทีจึงจะรู้สึกถึงผลของยา และหากเลิกใช้ก็จะทรมานจากอาการขาดยา (withdrawal) ข้อความนี้ใช้อธิบายเรื่องแอลกอฮอล์ นิโคติน และเฮโรอีนได้ดี แต่ไม่สามารถอธิบายเรื่องกัญชาและโคเคน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการสั่นเทิ้ม คลื่นไส้ และอาเจียน แบบเดียวกับอาการขาดเฮโรอีน

นอกจากนี้ แนวคิดแบบเดิมยังไม่ได้อธิบายลักษณะที่อาจเรียกได้ว่าตลบตะแลงที่สุดของการเสพติด นั่นคือการกลับ ไปเสพติดอีก (relapse)

รายงานของกรมแพทย์ทหารสหรัฐฯช่วยยืนยันเรื่องที่วงการวิทยาศาสตร์กล่าวมาโดยตลอดหลายปีว่า การเสพติดเป็นโรคอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรม ลักษณะของการเสพติดนั้นหมายถึงการกระทำกิจกรรมอย่างหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่อาจหักห้ามใจได้ แม้จะส่งผลเสียต่อชีวิต ทรรศนะนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนยอมรับความคิดที่แต่ก่อนถือว่านอกรีต นั่นคือการเสพติดไม่จำเป็นต้องมียาเสพติดมาเกี่ยวข้องก็ได้

การปรับปรุง คู่มือวินิจฉัยและสถิติความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) ซึ่งเป็นคู่มือด้านจิตเวชศาสตร์ของสหรัฐฯครั้งหลังสุด ให้การยอมรับการเสพติดพฤติกรรม (behaviorial addiction) เป็นครั้งแรก นั่นคือเสพติดการพนัน นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า เราอาจเสพติดสิ่งเย้ายวนใจหลายอย่างในชีวิตสมัยใหม่ได้ เช่น อาหารขยะ การจับจ่ายซื้อของ และการใช้สมาร์ตโฟน เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลอันทรงพลังต่อระบบการให้รางวัลของสมอง ซึ่งเป็นวงจรที่ผลักดันให้เกิดความอยากเสพ

“เราทุกคนเป็นนักล่ารางวัลชั้นเยี่ยม” แอนนา โรส ไชล์เดรสส์ นักประสาทวิทยาศาสตร์คลินิกจากศูนย์ศึกษาการเสพติดของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าว

แอนนา โรส ไชล์เดรสส์ นักประสาทวิทยาศาสตร์ ใช้การวิเคราะห์ภาพสแกนสมองของผู้ที่ฟื้นตัวจากการเสพติดโคเคน เพื่อศึกษาว่าสิ่งย้ำเตือนถึงยาซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวไปกระตุ้นระบบการให้รางวัลของสมอง และทำให้กลับมาเสพติดอีกได้อย่างไร เมื่อเธอให้ผู้ป่วยดูภาพต่างๆ เช่น ภาพโคเคนบนจอภาพทางซ้ายเพียง 33 มิลลิวินาที วงจรการให้รางวัลในสมองของพวกเขาก็ถูกกระตุ้น

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ไชล์เดรสส์และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆพยายามไขปริศนาเรื่องการเสพติดด้วยการศึกษาระบบการให้รางวัลของสมอง งานวิจัยส่วนใหญ่ของไชล์เดรสส์อาศัยการสแกนสมองของผู้ติดยาโดยใช้เครื่องสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก หรือเอ็มอาร์ไอ (magnetic resonance imaging: MRI) ซึ่งจะแสดงให้เห็นการไหลเวียนโลหิตในสมอง เพื่อวิเคราะห์กิจกรรมของเซลล์ประสาท ขั้นตอนอันซับซ้อนและการใช้รหัสสีจะแปลงข้อมูลการสแกนสมองออกมาเป็นภาพที่สามารถระบุวงจรต่างๆซึ่งทำงานเมื่อมีความอยากเสพ

ระบบการให้รางวัลเป็นส่วนที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ของสมอง ซึ่งมีอยู่เพื่อรับประกันว่า เราจะเสาะหาสิ่งที่เราต้องการ และทำให้เราตื่นตัวกับภาพ เสียง และกลิ่นที่พาเราไปสู่สิ่งนั้น ระบบนี้ทำงานร่วมกับสัญชาตญาณและกิริยาสนองฉับพลัน (reflex) ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับช่วงเวลาที่การอยู่รอดพึ่งพาความสามารถในการหาอาหารและการสืบพันธุ์ให้ได้ก่อนคู่แข่ง แต่ระบบนี้ก็อาจสร้างความรำคาญให้เราในโลกปัจจุบันที่เราสามารถตอบสนองความปรารถนาต่างๆของตัวเองได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

ปาตริก เปรอตตี เสพติดโคเคนอย่างหนัก และหลังจากเข้ารับการบำบัดแล้วก็ยังกลับไปเสพอีกหลายครั้ง สุดท้ายจึงหันไป พึ่งการรักษาแบบทดลองที่คลินิกแห่งหนึ่งในเมืองปาโดวา ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นเปลือกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า การรักษาได้ผล ลุยจิ กัลลิมแบร์ตี จิตแพทย์ ใช้การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะกับ ผู้ป่วยรายอื่นและประสบความสำเร็จเช่นกัน เขาและเพื่อนร่วมงานวางแผนจะทำการทดลองในระดับใหญ่

ความปรารถนาขึ้นอยู่กับการทำงานอันซับซ้อนหลายอย่างของสมอง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งที่กระตุ้นการทำงานอันซับซ้อนนี้น่าจะได้แก่ปริมาณสารส่งผ่านประสาทโดปามีน (dopamine) ที่เพิ่มสูงขึ้น สารเคมีนี้ช่วยนำสัญญาณข้ามจุดประสานประสาท ทั้งยังมีบทบาทหลากหลายประการในสมอง และที่เกี่ยวข้องกับการเสพติดมากที่สุดคือการไหลของโดปามีนช่วยเพิ่มสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า แรงจูงใจจากสิ่งเร้า (salience) ยาเสพติดแต่ละชนิดส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองแตกต่างกัน แต่ทุกชนิดล้วนทำให้ระดับโดปามีนพุ่งพรวดเกินขีดปกติ

ลองพิจารณาผลข้างเคียงแปลกๆของยาที่เลียนแบบโดปามีนตามธรรมชาติและใช้รักษาโรคพาร์กินสัน โรคนี้ทำลายเซลล์ที่สร้างโดปามีนซึ่งส่งผลสำคัญต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย ยาที่ใช้แทนโดปามีนช่วยบรรเทาอาการต่างๆจากโรคได้ แต่ผู้ป่วยพาร์กินสันราวร้อยละ 14 ที่ใช้ยาดังกล่าวจะเกิดการเสพติดการพนัน การจับจ่ายซื้อของ สื่อลามก การกินอาหาร หรือยาที่ใช้รักษาโรคเอง

ที่คลินิกมาร์ชัค ศูนย์บำบัดการติดยาใกล้กรุงมอสโก ยาแอนทาบิวส์ที่ออกฤทธิ์นานหกเดือนถูกฝังไว้ใต้ผิวหนังของผู้ติดสุรา ที่มีอาการดีขึ้นและจะออกจากที่นี่หลังจากอยู่มานาน 30 วัน ยานี้จะทำให้เขาอาเจียนหากดื่มสุรา ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการบำบัดด้วยกลวิธียับยั้ง

ปัจจุบันเมื่อหน่วยงานด้านจิตเวชยอมรับแนวคิดว่าการเสพติดเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้ยาเสพติด นักวิจัยจึงพยายามกำหนดว่า พฤติกรรมแบบใดจัดเป็นการเสพติด กิจกรรมที่ทำให้เพลิดเพลินทุกกิจกรรมมีศักยภาพจะทำให้เราเสพติดได้หรือไม่ หรือเรากำลังมองนิสัยทุกอย่างว่าเป็นความเจ็บป่วยไปเสียหมด ตั้งแต่นิสัยชอบชำเลืองดูอีเมลทุกนาที ไปจนถึงนิสัยชอบกินของหวานตอนบ่ายแก่ๆ

ในสลอตแมชีนจำลอง หนูตัวนี้ถูกดึงดูดโดยแสงไฟกะพริบและเสียงดังเป็นจังหวะแบบที่ทำให้คนหมกมุ่นกับการเล่นพนัน ในกาสิโน ด้วยทางเลือกซึ่งเปิดโอกาสให้ได้รางวัลเป็นน้ำตาลก้อน หนูจะเลือกทางที่ได้รางวัลก้อนใหญ่ที่สุดเสมอทั้งที่มีโอกาสชนะน้อยที่สุด

ในสหรัฐฯ คู่มือวินิจฉัยและสถิติความผิดปกติทางจิต ฉบับปัจจุบันระบุว่า ความผิดปกติในการเล่นเกมทางอินเทอร์เน็ตเป็นสภาพที่ควรได้รับศึกษามากขึ้น เช่นเดียวกับการโศกเศร้าอ่อนเพลียเรื้อรัง และการติดกาเฟอีน ส่วนการติดอินเทอร์เน็ตไม่ติดโผ

แต่อย่างหลังสุดนี้อยู่ในบัญชีรายชื่อการเสพติดของจิตแพทย์ จอน แกรนต์ รวมถึงการย้ำทำในการจับจ่ายซื้อของและเพศสัมพันธ์ การเสพติดอาหาร และโรคชอบหยิบฉวย “อะไรก็ตามที่ให้รางวัลมากเกินไป อะไรที่ทำให้เกิดภาวะเคลิ้มสุขหรือสงบสบายใจ ย่อมเสพติดได้ทั้งนั้นครับ” แกรนต์บอก เขาเป็นผู้บริหารคลินิกความผิดปกติด้านการเสพติด ภาวะย้ำทำ และการถูกกระตุ้น ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก การที่อะไรจะทำให้เราเสพติดนั้นขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละคน ซึ่งได้รับผลกระทบจากพันธุกรรม การบาดเจ็บ และภาวะซึมเศร้า ท่ามกลางปัจจัยอื่นๆ “เราไม่เสพติดกันทุกคนหรอกครับ” เขาว่า

เรื่อง ฟราน สมิท

ภาพถ่าย แมกซ์ อากีเลรา-เฮลล์เวก

 

อ่านเพิ่มเติม : ชายผู้ตามหาละอองดาวบนโลกเช็คกันหน่อยดูรูปภาพนี้แล้วรู้สึกขยะแขยงหรือไม่? ถ้าใช่คุณอาจเป็น “โรคกลัวรู”

เรื่องแนะนำ

มหานทีแห่งเอเชียอาคเนย์จะอยู่รอดหรือไม่ (ตอนที่ 2)

เรื่อง สตีเฟน โลฟเกร็น   แหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหานทีสายนี้เป็นแหล่งอาศัยของปลาเกือบ 1,000 ชนิด ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับสองรองจากแม่น้ำแอมะซอน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่พบปลาขนาดใหญ่มากกว่าที่อื่นในโลก ตั้งแต่ปลากระเบนน้ำจืดจนถึงปลาคาร์ปหนัก 500 ปอนด์ “แม่น้ำโขงเป็นเหมือนสวรรค์ของนักมีนวิทยาเลยละครับ” โฮแกนกล่าว “มันสุดยอดในทุก ๆ ด้าน แต่มันก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน” “ประเทศกัมพูชาเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพที่สั่นคลอนนี้ และหนึ่งในนั้น สัตว์น้ำประจำถิ่นส่วนใหญ่กำลังเข้าใกล้การสูญพันธุ์” จากเหตุผลข้างต้น สำนักงานของโครงการจึงตั้งอยู่ในกรุงพนมเปญ หากพิจารณาจากประเทศที่ติดต่อกับแม่น้ำโขงทั้งหมด กัมพูชาเป็นประเทศที่มีดินแดนติดต่อกับแม่น้ำโขงมากที่สุด ราวกับได้นั่งอยู่ใจกลางของแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการประมาณการณ์ว่า แม่น้ำโขงมอบผลผลิตทางประมงมากกว่าสามล้านตันต่อปี เป็นจำนวนที่มากถึงหนึ่งในสี่ของผลผลิตจากประมงน้ำจืดทั่วโลก บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงยังเป็นแหล่งเพาปลูกข้าวชั้นดี ประเทศกัมพูชารวมถึงประเทศอื่นๆ ที่อยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำโขงสามารถผลิตข้าวรวมกันได้มากกว่า 100 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 15 จากผลผลิตทั้งหมดของโลก ทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาทางตอนกลางของกัมพูชาเกิดจากการทับถมของดินตะกอนแม่น้ำ ที่แม่น้ำโขงพัดพามาในช่วงฤดูน้ำหลากช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ในความเป็นจริง หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงมันจะส่งผลกระทบไปยังสิ่งอื่นด้วย เหล่าผู้เชี่ยวชาญกำลังหวาดกลัวเกกับการสร้างเขื่อนในประเทศลาวและที่อื่นๆ บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาจะทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาอพยพ และสามารถนำไปสู่การสูญพันธุ์ของปลาหลายชนิดที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น ปลาที่ใกล้สูญพันธุ์อย่าง “ปลาเทโพ” ที่มีความยาวได้ถึง 10 ฟุตเมื่อโตเต็มวัย   จากวิทยาศาสตร์แบบองค์รวมถึงเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ในขณะที่เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง […]

ฉลามให้กำเนิดลูกโดยไม่ผ่านการผสมพันธุ์

เรื่อง เบกกี ลิตเติ้ล เตรียมพบกับเรื่องราวที่จะทำให้คุณเซอร์ไพรส์ นักวิทยาศาตร์ได้เผยแพร่การค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ฉลามเพศเมียได้ให้กำเนิดลูกน้อยของมัน โดยไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ มันคลอดทั้ง ๆ ที่ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ ฉลามเสือเพศเมียชื่อ ลีโอนี (Leonie) ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำได้วางไข่และลูก ๆ ทั้งสามตัวของมันฟักออกจากไข่อย่างฉลามทั่วไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉลามเสือ (Stegostoma fasciatum) ออกไข่โดย “ไม่ผสมพันธุ์” แต่มันเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกพฤติกรรมนี้ไว้ได้ ลีโอนีตกลูกครอกก่อนหน้านี้ในปี 2012 โดยการผสมพันธุ์กับฉลามหนุ่มในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำรีฟเอชคิว เมืองทาวนส์ฮิลล์ รัฐควีนส์แลนด์ และหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จับลีโอนีแยกมาอยู่ในบ่อที่เธอไม่มีโอกาสเจอตัวผู้อีกเลย ในบ่อใหม่ ลีโอนียังคงวางไข่ของเธอต่อไป อย่างเช่นที่แม่ไก่ทำ แต่เราไม่รู้ว่าไข่เหล่านั้นได้รับการปฏิสนธิหรือไม่ สามปีหลังแยกจากตัวผู้ เธอได้สร้างความประหลาดใจแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแล ไข่บางฟองที่เกิดจากเธอฟักออกมาเป็นตัว นับเป็นครั้งแรกที่เราสังเกตุพฤติกรรมนี้ได้ในปลาฉลาม แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศไปเป็นแบบพาร์ธีโนเจเนซิส (การสืบพันธุ์ที่ตัวอ่อนเจริญโดยไข่ไม่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม) พบมาก่อนหน้านี้ในปลากระเบนลายจุดและงูสายรุ้งกัมพูชา การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศลักษณะนี้ มีการสำรวจพบในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอีกหลายชนิดซึ่งมักจะไม่ค่อยเกิดขึ้นในภาวะปกติ นักวิทยาศาสตร์ในสวนสัตว์หลุยส์วิลล์ประหลาดใจมากที่งูเหลือมในการดูแลออกไข่โดยไม่ได้รับการผสมพันธุ์ พวกเขาตั้งข้อสังเกตุว่า อาจเกิดจากการที่พวกมันเก็บสเปิร์มของงูตัวผู้ไว้ในตัว ในกรณีงูเหลือมที่หลุยส์วิลล์ ลูกของมันไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับสเปิร์มแน่นอน เพราะว่างูเหลือมสาวตัวนี้ไม่เคยได้ต้องกายงูเหลือมหนุ่มตัวใดเลย แต่ลีโอนีเคย และเมื่อตอนที่เธอให้กำเนิดลูกออกมา นักวิทยศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำควีนส์แลนด์กล่าวหาว่า เธอเก็บสเปิร์มของตัวผู้ไว้ หลังจากการทดสอบทางพันธุกรรมร่วมแรมปีแสดงให้เห็นว่า […]

เมืองไทยในอดีต : ภาพเก่าสยามประเทศจากคลังภาพ National Geographic

เมืองไทยในอดีต : สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยที่เคยตีพิมพ์ในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เพียงไม่ถึงหกปีหลังตีพิมพ์สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกว่าด้วยการคล้องช้างครั้งสำคัญในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในฉบับเดือนธันวาคม ปี 1906 นิตยสาร National Geographic ก็ได้รับต้นฉบับสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยจากนักเขียนและช่างภาพฝีมือดีชื่อ พันเอก Lea Febiger แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ  ผู้ได้รับหมายให้เป็นผู้แทนทางการทหารของสหรัฐฯ ในการเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 2-10 ธันวาคม ปี 1911 (พุทธศักราช 2454) นี่จึงเป็นสารคดี ” เมืองไทยในอดีต ” เรื่องที่สองที่ได้รับการตีพิมพ์ใน National Geographic ในครั้งนี้ นิตยสาร National Geographic อุทิศเนื้อที่ถึง 27 หน้าตีพิมพ์ภาพถ่ายและสารคดีเรื่อง “The Coronation of His Majesty King Maha-Vajiravudh of Siam” ในนิตยสารฉบับเดือนเมษายน 1912 ลองไปชมบรรยากาศ ภาพเก่าเมืองไทย ที่หาดูได้ยากชุดนี้ ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่พระราชพิธีก่อนวันบรมราชาภิเษก เช่น การเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษกและสรงมุรธาภิเษกภายในพระอุโบสถ […]

ค้นพบกบพิษชนิดใหม่ในเปรู

เรื่อง แครรี อาร์โนลด์ ลึกเข้าไปในป่าแอมะซอน เขตประเทศเปรู ภายในเขตสงวนชีวมณฑลมานู ชีร์เลย์ เจนนิเฟอร์ เซร์เรโน โรฆาส หมอบตัวลงใกล้กับลำธารรสายหนึ่ง เธอเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังระงมมาจากทุกทิศทาง ในขณะที่เครื่องบันทึกเสียงของเธอก็ทำหน้าที่ของมัน ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงหนึ่งที่แปลกหู เป็นเสียงร้องของกบที่เธอไม่เคยได้ยิน แต่ก่อนที่เธอจะจับทิศทางของต้นเสียงได้ เสียงที่ฟังไม่คุ้นนี้ก็อันตรธานไปเสียก่อน มันเป็นช่วงฤดูร้อนในปี 2013 เซร์เรโน โรฆาส หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ภาคสนามแห่งมูลนิธิครีส์ กำลังสำรวจสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในภูมิภาคนี้ของเปรู เธอเคยได้ยินมาทั้งหมดแล้วว่าแต่ละชนิดมีเสียงร้องอย่างไร แต่เสียงนี้เธอไม่คุ้นเลยจริง ๆ หลังจากการสำรวจในวันนั้น แอนดรูว์ วิทเวิร์ธ ที่ปรึกษาของเธอ ได้ฟังเสียงจากเครื่องบันทึกและยืนยันกับเธอว่า เหมือนเธอจะพบชนิดพันธุ์ใหม่ การสำรวจเกิดขึ้นอีกหลายครั้งในลำธารสายเดิม กระทั่งพวกเขาได้ตัวเจ้าของเสียงปริศนาตัวนั้น มันคือกบพิษลำตัวสีดำขลับและมีแถบสีส้มพาดที่ด้านข้าง การศึกษาเจ้ากบชนิดนี้เป็นเวลาแรมปี ทั้งการตรวจสอบทางพันธุกรรมและการวิเคราะห์สายวิวัฒนาการ ในที่สุด กบตัวนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นน้องใหม่แห่งวงการวิทยาศาสตร์ด้วยชื่อ Ameerega shihuemoy งานวิจัยที่พรรณาเจ้ากบชนิดใหม่นี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Zootaxa และเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา กบเจ้าเสน่ห์ กบพิษหรือที่รู้จักในชื่อกบลูกดอก เป็นสมาชิกในกลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่มีความหลากหลายมาก โดยส่วนมากกบพิษจะขับยางหรือพิษจากผิวหนังได้ ชนพื้นเมืองจึงใช้ประโยชน์จากพิษของมันในสร้างลูกดอกล่าสัตว์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและสัตว์เลื้อยคลานสนใจพวกมันมากกว่าแค่เรื่องความมีพิษ ไคล์ […]