การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย - National Geographic Thailand

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์
ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส

เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา

ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก

Fourat Aljarad วัย 24 ปี แม่ของทารกเพศชายหนึ่งคนและกำลังตั้งครรภ์เจ็ดเดือน ถ่ายภาพที่ด้านนอกค่ายผู้ลี้ภัย Myrsini ในประเทศกรีซ

ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ”

และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น

เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง

“ฉันพบกับสามีที่ค่ายผู้ลี้ภัยในตุรกี เรา รู้จักกันสองวันก่อนจะหมั้นหมายกัน เรามีความสุขและรู้สึกผ่อนคลายร่วมกันค่ะ หลังจากหมั้นได้ 15 วันเราก็แต่งงานกันในค่าย ฉันไม่อาจหยุดใช้ชีวิตได้ ดังนั้นฉันจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันตั้งครรภ์หลังจากแต่งงานได้ห้าเดือน “ฉันอยากคลอดลูกในเยอรมนีค่ะ ทว่านับตั้งแต่เราอยู่ในกรีซและฉันไม่รังเกียจที่จะคลอดลูกที่นี่ ฉันก็มีความสุขที่มีบ้านที่นี่กับทุกสิ่งที่ฉันต้องการ” ฟิดา ราฮิล อัล ซาเลห์ อายุ 26 ปี

ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น เธออธิบายว่า “แนวคิดของการมีครอบครัวขณะกำลังเดินทาง เป็นเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของพวกเธอ เพื่อให้สู้ต่อไป และเพื่อให้เชื่อในชีวิตที่ดีกว่าต่อไป”

“การเดินทางจากตุรกีมายังกรีซของเรายากลำบากมากค่ะ มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเรือ เราอยู่กลางทะเลและน้ำก็ทะลักเข้ามาในเรือ เราถอดรองเท้าออกและใช้มันวักน้ำออกจากเรือเพื่อจะได้ไม่จม เรายังพยายามซ่อมเครื่องยนต์เรือด้วยค่ะ คนขับไม่รู้วิธีขับเรือ และเราทุกคนล้วนตื่นตระหนก “ฉันส่งลูกสาวให้สามี แล้วนอนพัก ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น [ไม่ว่าจะ] เพราะฉันหลับหรือเป็นลมก็ไม่รู้ค่ะ พอลืมตาฉันเห็นพระอาทิตย์กำลังขึ้น มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพยายามผูกคอตาย สามีของฉันตัดเชือกและตบหน้าเธอเพื่อให้ฟื้น “ฉันนั่งอยู่ที่หัวเรือและ เห็น คนอื่นๆทั้งหมดอยู่ตรงกลาง ฉันร้องไห้เพื่อลูกสาวและขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเรา ฉันมองเห็นได้ว่าชายฝั่งอยู่ใกล้มาก เนื่องจากเรือเต็มแปล้ เราจึงโยนข้าวของทั้งหมดลงทะเลค่ะ” ซาฮาร์ เดป อายุ 18 ปี
แต่ปาปาโดปูลอสยังตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่ผู้หญิงเหล่านี้อยู่ระหว่างการเดินทาง บ้านเดิมของพวกเธอถูกทำลาย บ้านในอนาคตก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ พวกเธอรู้สึกอับจนหนทาง “ผู้หญิงเหล่านี้มีความอดทนอย่างเหลือเชื่อค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก และเธออยากแสดงความชื่นชมความอดทนเช่นนั้นในภาพถ่ายของเธอ แทนที่จะถ่ายภาพเหมือนของผู้หญิงเหล่านี้ในห้องหรือให้ตัดกับฉากหลัง ปาปาโดปูลอสจะให้พวกเธอยืนอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยหรือท่ามกลางสภาพแวดล้อมข้างนอกค่าย “ที่นี่เป็นบ้านของพวกเธอมาหนึ่งปีแล้วค่ะ ฉันอยากให้สภาพแวดล้อมในภาพถ่ายบุคคลแสดงถึงการเดินทางรวมถึงการหยุดพักอย่างแท้จริง” ปาปาโดปูลอสกล่าว ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ได้อยู่ทั้งที่นี่และที่นั่น ไม่ได้อยู่ทั้งที่บ้านและที่อื่นๆ พวกเธอเคลื่อนที่แต่ก็หยุดนิ่ง

“ชีวิตของพวกเธอถูกแช่แข็งค่ะ คุณเข้าใจใช่ไหมคะ พวกเธอดำเนินชีวิตต่อไป แต่ชีวิตจริงของพวกเธอถูกแช่แข็งค่ะ”

 

เรื่องแนะนำ

เมืองไทยในอดีต : ภาพเก่าสยามประเทศจากคลังภาพ National Geographic

เมืองไทยในอดีต : สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยที่เคยตีพิมพ์ในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เพียงไม่ถึงหกปีหลังตีพิมพ์สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกว่าด้วยการคล้องช้างครั้งสำคัญในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในฉบับเดือนธันวาคม ปี 1906 นิตยสาร National Geographic ก็ได้รับต้นฉบับสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยจากนักเขียนและช่างภาพฝีมือดีชื่อ พันเอก Lea Febiger แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ  ผู้ได้รับหมายให้เป็นผู้แทนทางการทหารของสหรัฐฯ ในการเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 2-10 ธันวาคม ปี 1911 (พุทธศักราช 2454) นี่จึงเป็นสารคดี ” เมืองไทยในอดีต ” เรื่องที่สองที่ได้รับการตีพิมพ์ใน National Geographic ในครั้งนี้ นิตยสาร National Geographic อุทิศเนื้อที่ถึง 27 หน้าตีพิมพ์ภาพถ่ายและสารคดีเรื่อง “The Coronation of His Majesty King Maha-Vajiravudh of Siam” ในนิตยสารฉบับเดือนเมษายน 1912 ลองไปชมบรรยากาศ ภาพเก่าเมืองไทย ที่หาดูได้ยากชุดนี้ ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่พระราชพิธีก่อนวันบรมราชาภิเษก เช่น การเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษกและสรงมุรธาภิเษกภายในพระอุโบสถ […]

ออกตัวไปแล้วและไปลับ บอกลากีฬาแข่ง สุนัขเกรย์ฮาวนด์

การแข่ง สุนัขเกรย์ฮาวนด์ ในสหรัฐ ใกล้ปิดฉาก หลังรัฐฟลอริดายกเลิกการพนันในสนามแข่งสุนัข ท่ามกลางความวิตกกังวลเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ คืนวันเสาร์เดือนสิงหาคม เวลา 20.30 น. ดวงจันทร์ข้างแรมลอยต่ำอยู่บนท้องฟ้า แสงนวลของมันเทียบไม่ได้เลยกับแสงจากป้ายไฟนีออนที่เขียนว่า สนามแข่ง สุนัขเกรย์ฮาวนด์ และเดอร์บีเลน ผู้ชมราว 300 คนนั่งกระจายบนอัฒจันทร์ที่นี่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัฐฟลอริดา ซึ่งเคยจุคนนับพัน พวกเขา คุยกันจ้อกแจกขณะลำโพงเล่นดนตรีแนวบิ๊กแบนด์และร็อกกะบิลลี แล้วเงียบเสียงลงเมื่อเฟรเดอริก เดวิส เดินนำขบวนสุนัขออกมา “ทีเอ็นที เชอร์ล็อก” ผู้ประกาศขานชื่อสุนัขรูปร่างปราดเปรียวตัวแรกจากแปดตัวขณะเดวิสหยุดพวกมันไว้ตรงหน้าอัฒจันทร์ สุนัขแต่ละตัวมีหมายเลขระบุบนเสื้อกั๊ก จากนั้น เดวิส วัย 41 ปี และผู้ควบคุมสุนัขแปดคนที่เขาเดินนำมา พาสุนัขเข้าคอกปล่อยตัว หุ่นกระต่ายวิ่งฉิวผ่านไปส่งเสียงดังเอี๊ยดและประกายไฟสีน้ำเงินออกมา ประตูคอกเปิดออก สุนัขเกรย์ฮาวนด์พุ่งออกไปบนลู่แข่งอย่างรวดเร็ว อุ้งเท้าของสุนัขสะบัดทรายขึ้นในอากาศ ขณะพวกมันควบไปรอบลู่แข่งรูปวงรีเป็นเวลา 30 วินาที ด้วยความเร็วสูงถึง 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดอร์บีเลนซึ่งเปิดกิจการเมื่อปี 1925 เป็นสนามแข่งสุนัขเกรย์ฮาวนด์ที่ดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องเก่าแก่ที่สุด ในสหรัฐฯ แต่เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2020 สนามแห่งนี้ก็จัดการแข่งขันนัดสุดท้าย สองปีก่อนหน้านั้น […]

กำเนิดผีน้อยไทยในเกาหลีใต้

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งยอมเป็น ผีน้อย หรือแรงงานผิดกฎหมายเพื่อไปขายแรงงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ แม้จะมีเสียงตำหนิก่นด่าจากเพื่อนร่วมชาติไว้เบื้องหลัง สำหรับในประเทศไทย ค่านิยมการออกไปค้าแรงงานในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกแรงงานไปต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตะวันออกกลาง หลังจากนั้น ค่านิยมการไปขายแรงงานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง เอเชีย แม้กระทั่งยุโรปหรืออเมริกา ก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยที่ต้องการค่าตอบแทนที่มากกว่าการทำงานในประเทศของตัวเองเรื่อยมา แม้จะต้องแลกกับชีวิตที่ต้องห่างไกลบ้านและต้องปรับตัววิถีชีวิตที่แตกต่างกับบ้านเกิดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังเริ่มปรากฏปัญหาของแรงงานไทยที่ผิดกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศเกาหลีใต้ที่กระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ออกมาให้ข้อมูลในปี 2018 ว่ามีคนไทยอาศัยอยู่ 188,206 คน และกว่าร้อยละ 65 หรือประมาณ 120,000 เป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารการทำงานและอาศัยอยู่ในเกาหลีใต้เกินอายุวีซ่า นอกจากการได้ค่าตอบแทนที่สูงแล้ว ปัจจัยใดที่ทำให้คนไทยนับแสนต้องยอมเสี่ยงละเมิดกฎหมาย การไปทำงานแบบถูกกฎหมายที่ยังมีอุปสรรคสำคัญ เป็นที่ทราบกันดีว่า ค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการค้าแรงงานในประเทศ คือแรงจูงใจหลักที่ทำให้คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคเกษตรกรรมที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งต้องพบเจอปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และปัญหารายได้ในการทำเกษตรกรรมที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย สนใจเข้ามาค้าแรงงานในเกาหลีใต้ และยังมีแรงงานในหัวเมืองใหญ่ที่พบว่าค่าตอบแทนที่ได้รับไม่เพียงพอในการตั้งตัวและมีชีวิตที่ดีกว่าได้ จึงเริ่มต้นกระบวนการหางานในต่างประเทศ โดยเกาหลีใต้คือหนึ่งในนั้น โดยงานที่คนไทยนิยมมักเป็นงานภาคการผลิตที่อยู่ในโรงงาน งานก่อสร้าง แรงงานภาคเกษตร งานนวดแผนไทย เป็นต้น ซึ่งจะมีการส่งแรงงานถูกกฎหมายจากประเทศไทยไปทำงานอยู่เป็นระยะๆ กระบวนการจัดส่งแรงงานไปประเทศเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายโดยคร่าวๆ ต้องเริ่มจากการเข้าระบบ EPS ที่ย่อมาจาก […]