เมืองไทยในอดีต : สีสันย่านนิยม - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

เมืองไทยในอดีต : สีสันย่านนิยม

เมืองไทยในอดีต
เส้นสายคดเคี้ยวของถนนเยาวราชในย่านสำเพ็งแสดงให้เห็นถึงเขตการค้าเก่าแก่ของชาวจีน ซึ่งคึกคักมาแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ สองฝากฝั่งถนนสายนี้มีร้านทองเรียงรายอยู่มากที่สุดในกรุงเทพฯ จนได้รับการขนานนามว่า “ถนนสายทองคำ” ร้านแรกที่เปิดขายในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ “ตั้งโต๊ะกัง”

ในสมัยสยามเปิดประเทศ ชาวตะวันตกมีส่วนอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางของการเมืองและการกำเนิดย่านต่างๆ การตัดถนนเจริญกรุงตามเสียงเรียกร้องขอของฝรั่งชักนำวิถีคมนาคมทางบกมาสู่แผ่นดินกรุงเทพฯ แม้จะยังมีผู้ใช้บริการถนนไม่มากนักและลำคลองยังเป็นเส้นทางสัญจรหลัก แต่ทุกแห่งหนที่ถนนตัดผ่าน วิถีความเป็นเมืองค่อยๆคืบคลานอย่างช้าๆ

การค้าที่กระจุกตัวอยู่ในย่านสำเพ็งขยายตัวออกไปจนเกิดตลาดน้อยและตลาดวัดเกาะ ย่านชาวจีนแห่งนี้มีทวีความเจริญมากขึ้นมีการตัดถนนเจริญกรุง ถนนดังกล่าวทอดขนานไปกับย่านสำเพ็งจนถึงบางคอแหลม ส่งผลให้ย่านสำเพ็งขยายตัวออกไปตั้งแต่บริเวณวัดจักรวรรดิราชาวาส วัดปทุมคงคา วัดสัมพันธวงศ์ เรื่อยไปจนถึงริมถนนเจริญกรุง ต่อมาแผ่ไปยังแถบถนนบำรุงเมือง กระทั่งมีการตัดถนนเยาวราชในสมัยรัชกาลที่ 5

ขณะเดียวกัน การก่อสร้างตึกแถวของพระคลังข้างที่เพื่อเก็บค่าเช่าก็ก่อให้เกิดการกระจุกตัวของย่านค้าขาย ตึกแถวก่อกำเนิดวิถีพาณิชย์ริมถนนกระจายไปตามถนนตัดใหม่เกือบทุกสาย แม้ว่าวิถีชีวิตของชาวสยามบนลำน้ำจะยังปรากฏอยู่ทั่วไปก็ตาม

ตึกแถวส่วนใหญ่มีผู้เช่าเป็นพ่อค้าคหบดีมีฐานะ เจ้าของส่วนใหญ่มักไม่ใช่คนไทย แต่เป็นนายทุนชาวจีนหรือนายห้างฝรั่ง สนธิสัญญาเบาว์ริงชักนำทุกขนาดใหญ่เข้ามา และย่านการค้าที่นายทุนเหล่านี้เลือกก็คือบริเวณที่ถนนตัดผ่าน โยเฉพาะถนนเจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร ราชดำเนิน และถนนสาขา ถนนเหล่านี้เป็นที่ตั้งของห้างร้านมากมาย อาทิ ห้างแบดแมนแอนด์กำปะนี ห้างสรรพสินค้ารุ่นแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 แห้งแกรเลิตที่รับทำทองรูปพรรณ ห้างบางกอกด๊อกรับต่อเรือ ห้างไซแอมอิมปอร์ตและไซแอมมอเตอร์ จำกัด จำหน่ายรถยนต์ และห้างยอนแซมสันรับตัดสูท ห้างเหล่านี้นำสินค้าจากตะวันตกเข้ามาจำหน่าย ขณะเดียวกันก็เผยโฉมวิทยาการใหม่ๆสู่สายตาชาวเมือง

เมืองไทยในอดีต
สะพานนรรัตน์ทอดข้ามคลองบางลำพูซึ่งเรียงรายด้วยเรือพายจำนวนมาก ย่านคลองบางลำพูเป็นย่านสำคัญทางเหนือของพระนครและมีตลาดที่สำคัญตั้งใกล้กันถึง 3 แห่ง คือตลาดนานา ตลาดทุเรียน และตลาดยอด นอกจากนี้ย่านดังกล่าวยังเป็นแหล่งนันทนาการของพระนคร เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงมหรสพชั้นนำ อาทิ โรงภาพยนตร์บุศยพรรณ โรงละคร และโรงลิเกอีกหลายแห่ง ปัจจุบัน บางลำพูยังเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่สำคัญของกรุงเทพฯ

หลายย่านแสดงถึงความรุ่งเรืองทางวัตถุและสิ่งใหม่ที่เข้ามาทดแทนตามกาลเวลา เป็นต้นว่าโรงแก๊สบริเวณข้างวัดสุทัศนเทพวรารามถูกทุบทิ้งเมื่อโรงไฟฟ้าแห่งแรกถือกำเนิดขึ้น และแปรมาเป็นตลาดเสาชิงช้า ซึ่งในเวลาต่อมามีอันต้องรื้อลงเช่นกัน ส่วนชื่อย่านหลายแห่งมีที่มาน่าระลึกถึง อาทิ คลองโอ่งอ่าง ตลาดค้าโอ่งและอ่างดินเผาที่ชาวมอญล่องเรือมาขาย เช่นเดียวกับย่าน อีเลิ้ง ที่มีตุ่มอีเลิ้งวางขายเรียงราย ตรรกะของท่านผู้นำในยุคต่อมาเปลี่ยนชื่อย่านดังกล่าวเป็นนางเลิ้ง ให้สมกับความเป็นชนไทยผู้ศิวิไลซ์ ตลาดพลู ตลาดค้าส่งใบพลูขนาดใหญ่ ตรอกโรงเลี้ยงเด็กที่ตั้งสถานสงเคราะห์รับเลี้ยงเด็กแห่งแรกของสยาม สะพานช้างโรงสี สะพานข้ามคลองสำหรับช้างที่อยู่ใกล้โรงสีหลวง และตรอกกัปตันบุช ที่ตั้งบริษัทบางกอกด๊อกของชาวอังกฤษชื่อจอห์น บุช หรืออีกนามหนึ่งคือ พระยาวิสูตรสาครดิษฐ์แห่งกรมเจ้าท่า

จากเมืองไทยในอดีตถึงกรุงเทพฯ ในวันนี้ที่กอปรด้วยย่านสารพัน อำนาจเศรษฐกิจบีบให้ย่านเหล่านี้เติบโตแตกต่างกันไป แต่ปัจจัยทางการเมืองก็ตีกรอบให้แต่ละย่านมีทิศทางของตนเอง สีสันของวันวานทอผ่านกาลเวลามาถึงปัจจุบัน บ้านบาตรยังคงก้องเสียงเคาะบาตรพระทำมือ ตึกแถวย่านสำเพ็งยังคงเปิดโอกาสให้นักธุรกิจรุ่นใหม่เสมอ ย่านสีลมแปรเปลี่ยนเป็นย่านแห่งเม็ดเงินและเสียงหัวเราะ และอาร์ซีเอก็ร้องรำทำเพลงในคืนที่หนุ่มสาวบางคนโศกศัลย์ กระนั้น ลองนึกภาพดูเถิดว่า ย่านคลองมหานาคแต่ครั้งต้นรัตนโกสินทร์ ยามที่ชาวเมืองมาชุมนุมกันเพื่อชมการเล่นเพลงเรือและสักวาในคืนเดือนเด่นนั้นจะงดงามเพียงไร และพอครึกครื้นเทียบกับคอนเสิร์ตเรียลลิตีในปัจจุบันได้ไหม

 

ชมภาพถ่ายเมืองไทยในอดีตเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : ไพร่ฟ้าสามัญชน

เรื่องแนะนำ

8 สิ่งน่าจับตามองในพิธีเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล

การแต่งงานของสมาชิกราชวงศ์อังกฤษมักเป็นที่สนใจของทั่วโลก นี่คือ 8 ธรรมเนียมปฏิบัติที่ควรจับตามองในพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล

สำรวจอาชีพแปลก : คนเล่นงิ้ว

สำรวจอาชีพแปลก : คนเล่นงิ้ว ที่ไหนมีศาลเจ้า ที่นั่นมีงิ้ว อุปรากรนี้เป็นมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาวจีนที่สืบทอดกันมานานหลายพันปี  มีจุดเริ่มต้นจากการแสดงในราชสำนักของจีนที่ต่อยอดพัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นหนึ่งในภาพแทนวัฒนธรรมหลัก ปัจจุบันงิ้วไม่ได้เล่นให้คนในราชสำนักดูอีกต่อไป หากเป็นการแสดง การละเล่นสำคัญที่เชื่อกันว่าจะทำให้เทพเจ้าที่สถิติอยู่ในศาลเจ้านั้นๆ ได้รับความเพลิดเพลิน พร้อมคาดหวังว่าเทพเจ้าจะนำพาซึ่งความสุขความเจริญกลับมาให้ การแสดงงิ้วเข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมๆ กับการหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีน งิ้วกลายเป็นเครื่องแสดงถึงซึ่งการเฉลิมฉลองในงานเทศกาลตามศาลเจ้าต่างๆ  ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เฟื่องฟูที่สุดของงิ้ว มีนักแสดงงิ้วชาวจีนเดินทางเข้ามาเปิดการแสดงในไทยจำนวนมาก ธัชชัย อบทอง ผู้จัดการและนักแสดงจากคณะงิ้วไซ้ ย่ง ฮง เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนจะมี “เด็กงิ้ว” คือเด็กที่พ่อแม่นำมาฝากไว้กับโรงงิ้วด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ฐานะยากจน  เด็กๆ เหล่านี้จะกินอยู่หลับนอนที่โรงงิ้ว พร้อมฝึกฝนวิชาไปในตัวจากบรรดาอาจารย์ และเมื่อมีความสามารถพอที่จะแสดงหน้าโรงได้แล้วก็จะได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน  ปัจจุบันในประเทศไทยไม่มีอาจารย์สอนงิ้วรุ่นใหม่ๆ แล้ว สร้างความกังวลว่าศิลปะการแสดงงิ้วอันเป็นมรดกตกทอดของชาวจีนนี้กำลังเสี่ยงต่อการเลือนหายไปด้วยหลายปัจจัย ทั้งการขาดนักแสดงและผู้ชมรุ่นใหม่ๆ ไปจนถึงการไม่มีโรงเรียนสอนศาสตร์วิชางิ้วอย่างเป็นทางการอย่างที่นาฏศิลป์ไทยมีหลักสูตรการเรียนรู้ระบุไว้ให้เด็กๆ ได้เรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย  ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่คนไทยมองว่าการแสดงงิ้วนั้นไม่ใช่มรดกทางวัฒนธรรมของไทยเอง คนเล่นงิ้วรุ่นเก่าหวังอยากให้คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ๆ ช่วยกันสืบทอดวัฒนธรรมนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไป ในขณะเดียวกันคณะงิ้วเองก็จำต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน มองไปที่เวที ผู้ชมจะเห็นท่าทางอันแสนพลิ้วไหว ได้ยินเสียงก้องดังกังวานไพเราะ  แต่กว่าจะมาเป็นนักแสดงงิ้วไม่ใช่เรื่องง่าย  ศาสตร์การเล่นงิ้วจำต้องใช้พลังในร่างกายอย่างมหาศาล ทั้งยังต้องฝึกร้อง ฝึกพูดและฝึกท่าทางอยู่หลายปีกว่าจะได้โอกาสแสดงจริง แต่ในมุมของนักแสดงแล้วสิ่งเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อแลกกับการมีสถานะเป็นดั่งดาราโทรทัศน์ในสายตาของแฟนๆ งิ้ว และยังได้เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ–หากคณะที่เขาหรือเธออยู่นั้นโด่งดังและมีงานทั้งปี นักแสดงงิ้วเหล่านี้เป็นใคร? มีจุดเริ่มต้นอย่างไรจึงมาทำอาชีพคนเล่นงิ้วได้? […]

หยิบเท่าที่จำเป็น ให้เท่าที่ทำได้ – หลักการที่แท้จริงของตู้ปันสุข

ที่มาภาพ Facebook: The Little Free Pantry https://www.facebook.com/littlefreepantry/photos/a.1046213478786893/4567812126626993/?type=3&theater ตู้ปันสุข โครงการแบ่งปันอาหารช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 กับหลักปฏิบัติที่ทำให้การช่วยเหลือเช่นนี้ยั่งยืนและมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้สังคมไทยต้องประสบปัญหาทางด้านสาธารณสุข ไวรัสดังกล่าวทำให้มีผู้คนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนับพันคนและมีผู้เสียชีวิต และในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม นั่นคือการออกมาตรการการปิดเมือง (Lockdown) หยุดกิจกรรม รวมไปถึงกิจการ ภาคธุรกิจต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนทั้งประเทศ ทำให้มีคนจำนวนมากต้องกลายเป็นคนที่ขาดรายได้ หรือตกงาน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้น ในสังคมไทย มีการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ทั้งจากรัฐบาล บริษัทเอกชน หรือแม้กระทั่งบุคคลหรือกลุ่มคนธรรมดาที่คิดหาวิธีการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาในรูปแบบที่ต่างกันออกไป นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รูปแบบการช่วยเหลือซึ่งกำลังเกิดขึ้นและได้รับความนิยมคือโครงการ “ตู้ปันสุข” อันเป็นโครงการที่มีรูปแบบของ ‘ตู้กับข้าวของชุมชน’ ที่มุ่งช่วยเหลือคนในชุมชนด้วยการให้คนที่มีกำลังช่วยเหลือร่วมแบ่งปันของต่างๆ นำมาใส่เอาไว้ให้กับคนที่ต้องการมาเปิดตู้กับข้าวนี้เพื่อหยิบไปใช้ได้ฟรี ซึ่งโครงการนี้มุ่งหวังช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนให้ผ่านวิกฤตจาก โควิด-19 ไปด้วยกัน ไอเดียตู้ปันสุขมีต้นแบบมาจากโครงการ Little Free Pantry ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีหลักการสำคัญว่า Take what you need, give what you can – […]

หยัดยืนขึ้นอีกครั้ง หลังพายุพัดถล่ม

ตั้งแต่มหาพายุแซนดีพัดถล่มบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านที่นั่นไม่เพียงสร้างบ้านขึ้นใหม่ แต่ยังยกระดับให้สูงขึ้นด้วย