เมืองไทยในอดีต : สีสันย่านนิยม - National Geographic Thailand

เมืองไทยในอดีต : สีสันย่านนิยม

เมืองไทยในอดีต : สีสันย่านนิยม

กรุงเทพฯประกอบด้วยย่านต่างๆมากมายซึ่งเกิดขึ้นอย่างมีลำดับขั้น หลังการย้ายราชธานีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปีพ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริจะสร้างกรุงเทพฯให้รุ่งเรืองเฉกเช่นกรุงศรีอยุธยา อย่างน้อยก็เพื่อเช็ดคราบน้ำตาแห่งความโศกสลดของไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ที่ยังระทมทุกข์จากสงครามเสียกรุง

เดินทีฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นย่านพักอาศัยของชาวจีนภายใต้การปกครองของพระราชาเศรษฐี ชาวจีน(แต้จิ๋ว)เหล่านี้อพยพจากเขมรมาตั้งเรือนแพค้าขายอยู่ตามริมน้ำ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชประสงค์จะสร้างพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดให้ชาวจีนย้ายลงไปทางใต้บริเวณวัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส) จรดทางเหนือของคลองวัดสามเพ็ง (วัดปทุมคงคา) วิถีค้าขายของชาวจีนก่อให้เกิดย่านสำเพ็งซึ่งกลายเป็นย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในเวลาต่อมา

เมืองไทยในอดีต
ร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ในตลาดย่านปากน้ำ ตลาดเก่าชานพระนคร แสดงให้เห็นการกระจุกตัวของกิจกรรมการขายสินค้าเกี่ยวกับพุทธศาสนาซึ่งเชื่อมโยงกับวิถีเมืองพุทธของสยามอย่างแนบแน่น ย่านดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับ “ย่านป่าผ้าเหลือง” ในเกาะเมืองอยุธยา หรือร้านสังฆภัณฑ์บนเรือนแพของก๊กท้าวคุณเนย ย่านปากคลองบางกอกน้อย

ความโหยหาอดีตราชธานีส่งผลให้การสร้างเมืองยึดแบบอย่างกรุงศรีอยุธยา หนึ่งในนั้นคือย่านช่างฝีมือซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการรวมกลุ่มวิชาชีพเช่นเดียวกับชุมชนช่างฝีมือสมัยอยุธยา ตัวอย่างเช่นบ้านบาตร (ทำบาตรพระ) บ้านบุ (ทำขันลงหิน) บ้านช่างหล่อ (หล่อพระพุทธรูป) บ้านดอกไม้ (ผลิตดอกไม้ไฟ) บ้านหม้อ (ทำภาชนะหุงต้ม) บ้านช่างทองหรือถนนตีทอง (ทำทองคำเปลว) และบ้านพานถม (ทำเครื่องถม)

ทว่าในยามที่บ้านเมืองยังระส่ำระสาย การเอาใจใส่เพียงงานฝีมืออาจไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคง เพื่อเพิ่มจำนวนประชากร พระบรมราโชบายในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จึงค่อนข้างเปิดรับการตั้งรกรากของชาวต่างชาติ รวมทั้งการเทครัวพลเมืองมายังพระนครยามยกทัพไปทำศึกสงคราม นโยบายนี้ส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในเมือง ย่านชาวต่างชาติกระจุกตัวกันตามรูปแบบวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน รวมทั้งตามตำแหน่งที่ดินพระราชทาน เช่น ย่านชาวมลายูหน้าวัดชนะสงคราม ย่านชาวมอญบริเวณสะพานมอญ ย่านชาวเขมรริมคลองรอบกรุง เยื้องปากคลองตลาดย่านชาวทวายที่ตำบลคอกควาย (ยานนาวา) และย่านชาวญวนบริเวณบ้านหม้อและพาหุรัด

เมืองไทยในอดีต
ร้านขายเครื่องประดับและอัญมณีย่านวัดเกาะ เขตสัมพันธวงศ์ ส่วนใหญ่เป็นของชาวซิกข์จากอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ 5 แขกซิกข์ส่วนใหญ่ประกอบกิจการค้าและเครื่องเทศ พวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมและวัตรวิถีดั้งเดิมมาจนปัจจุบัน

นับแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ชาติตะวันตกพยายามติดต่อค้าขายกับสยามมาโดยตลอด กระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2361 สยามจึงเปิดโอกาสให้โปรตุเกสเป็นชาติแรก ทูตโปรตุเกสจากมาเก๊าเข้ามาเจริญสัมพันธ์ด้านการค้าได้สำเร็จ อันเป็นผลจากการที่สยามต้องการปืนจำนวนมากเพื่อป้องกันพระนคร ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2363 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัยทรงตอบรับไมตรีของโปรตุเกสด้วยการพระราชทานที่ดินทางใต้ของพระนครบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นสถานที่ตั้งสถานกงสุล (บริเวณตรอกกัปตันบุช บางรัก) นับเป็นสถานกงสุลแห่งแรกและมีอายุเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ

 


ชมภาพเมืองไทยในอดีตเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : ศรัทธาและศาสนา


 

ทัศนคติของชนชั้นนำมีผลต่อการกำเนิดย่านฝรั่งในกรุงเทพฯอย่างยิ่ง แม้ว่าเดิมทีฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ย่านกุฎีจีนจะเป็นชุมชนขุนนางโปรตุเกสสมัยอยุธยาที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้มาอาศัยอยู่รวมกัน กระทั่งชุมชนขยายตัวและมีการสร้างโบสถ์คาทอลิกอยู่ก่อนแล้ว ทว่าทัศนคติของพระมหากษัตริย์ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ยังไม่เปิดรับชาวตะวันตกเท่าที่ควร เนื่องจากโลกทัศน์ของสยามมีเพียงพม่าและจีนเป็นสองอารยธรรมยิ่งใหญ่ จนกระทั่งอังกฤษพิชิตพม่า และสยามทำสนธิสัญญาเบอร์นี นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสยาม

เมืองไทยในอดีต
เมื่อปี พ.ศ.2421 เบิร์ดฮาร์ด กริมม์ เภสัชกรชาวเยอรมัน และเออร์วิน มิลเลอร์ พ่อค้าชาวออสเตรียร่วมหุ้นกันเปิดร้านขายยา “สยามดิสเปนซารี่” บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้โรงแรมโอเรียนเต็ล กิจการของทั้งสองรุ่งเรืองจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ร้านนี้เป็นผู้จัดยาตะวันตกถวายราชสำนัก ต่อมาทั้งสองขยายกิจการด้วยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เช่น นาฬิกา แว่นตา โคมไฟ หรือแม้แต่กระเบื้องที่ใช้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามและวัดอรุณราชวราราม ห้างของพวกเขามีชื่อว่า “บี.กริมแอนโก”

พ่อค้าชาวอังกฤษคนแรกที่ตั้งรกรากถาวรในไทยเดินทางมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เขาคือนายหันแตร (รอเบิร์ต ฮันเตอร์) ผู้เช่าห้างค้าขายอยู่บริเวณหน้าวัดประยุรวงศาวาสย่านกุฎีจีน ตึกแถวสามชั้นแบบตะวันตกของเขาได้ฉายาว่า “ตึกฝรั่ง” ภายหลังได้พัฒนาเป็นศูนยืการค้าและที่พำนักของชาวตะวันตก นับเป็นศูนย์กลางย่านฝรั่งในยุคนั้น

ต่อมาหมอสอนศาสนาได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ด้วย ( เดิมอยู่ย่านวัดเกาะ ใกล้สำเพ็ง เพื่อสอนศาสนาให้ชาวจีน ) เพราะหาที่เช่าพักย่านพระนครได้ยากเย็น เนื่องจากราษฎรเกรงในหลวงจะไม่พอพระทัยหากปล่อยให้ชาวต่างชาติมาเช่าที่พักอาศัย ชนชั้นปกครองในยุคนั้นค่อนข้างเห็นด้วยกับการย้านย่านฝรั่งมาอยู่ฝั่งธนบุรี เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นฐานของเสนาบดีตระกูลบุนนาคซึ่งมีอิทธิพลและรับราชการในวังมายาวนาน จึงง่ายต่อการปกครองควบคุมฝรั่งเหล่านี้

 

เรื่องแนะนำ

เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

สงครามกลางเมืองในโคลอมเบียคร่าชีวิตผู้ชายจากหมู่บ้านนี้ไปหมด แม้สันติภาพจะเกิดแล้วแต่ชาวบ้านที่เหลืออยู่ยังคงต้องทนทุกข์จากบาดแผลความขัดแย้ง

The Expatriate Workers Of Dubai

เรื่องและภาพ อธิวัฒน์ ศิลปะเมธานนท์ (รางวัลชนะเลิศโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) “คาบายัน” เสียงเรียกภาษาตากาล็อกที่แปลว่า “คนชาติเดียวกัน” ดังลั่นจากห้องพักกลุ่มแรงงานชาวฟิลิปปินส์เมื่อผมเดินเข้าไปในเขตห้องพักย่านอัลคารามา ดูไบ เมื่อโลกเชื่อมโยงทั่วถึงกันหมด การอพยพย้ายถิ่นฐานหรือเพื่อไปทำงานยังประเทศอื่นจึงง่ายขึ้นมาก  ประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยทรัพยากรกว่าจึงส่งออกพลเมืองชนชั้นแรงงานของตนไปยังประเทศพัฒนากว่า  ธนาคารโลกประเมินว่าดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่แรงงานข้ามชาติส่งเงินกลับบ้านมากที่สุด สำหรับพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำจากศรีลังกา พนักงานขายของตามร้านสะดวกซื้อจากไนจีเรีย หรือหนุ่มบริกรฟิลิปปินส์ในร้านอาหาร ดูไบเป็นเมืองแห่งโลกาภิวัฒน์ที่มีทั้งด้านสว่าและมืด  ในแง่หนึ่งดูไบเป็นเมืองที่เปิดกว้างทางศาสนาและวัฒนธรรม แต่อีกด้านหนึ่ง เมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่งนี้ก็เป็นนรกของแรงงานข้ามชาติเมื่อนายจ้างค้างชำระค่าแรง สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ ต้องเผชิญกับอันตรายภายในสถานที่ทำงาน และถูกยึดหนังสือเดินทางไว้อย่างผิดกฎหมาย  และอาจหนักกว่านั้นสำหรับแรงงานสตรีในครัวเรือนที่ต้องทำงานไม่มีวันหยุด ใช้ชีวิตตัดขาดจากโลกภายนอก ถูกนายผู้หญิงล่วงเกินทางวาจา และนายผู้ชายล่วงเกินทางเพศ  แต่เพราะมาตรการที่ใช้ควบคุมแรงงานอย่างเข้มงวดเช่นการระงับวีซ่าการทำงานหรือส่งกลับประเทศ ทำให้แรงงานต่างชาติต้องตกอยู่ในสภาพจำยอม และย้ำเตือนตนเสมอว่า พวกเขาตัดสินใจมาทำงานที่นี่โดยไม่มีใครบังคับ ก็เพื่อเงินทองที่จะส่งกลับบ้านไปให้ครอบครัวและคนข้างหลังในประเทศกำลังพัฒนาที่จากมา  

สวาซิแลนด์เปลี่ยนชื่อเป็นเอสวาตินีแล้ว

สวาซิแลนด์ถือเป็นประเทศล่าสุดที่เปลี่ยนชื่อของประเทศมาเป็น "เอสวาตินี" มาย้อนชมประวัติศาสตร์กันว่าก่อนหน้านี้มีประเทศไหนอีกบ้างที่เคยเปลี่ยนชื่อ

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.