ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

ถ่านหิน กับ “คาร์บอนที่มองไม่เห็น”

เมื่อปี 2014 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือไอพีซีซี (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเมินงบประมาณการปล่อยก๊าซออกมาด้วย นั่นคือปริมาณคาร์บอนรวมที่เราสามารถปล่อยสู่บรรยากาศโลกได้ หากไม่ต้องการให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกินสององศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากถือเป็นหมุดหมายที่จะนำไปสู่หายนะร้ายแรง  การประเมินนี้เริ่มนับจากศตวรรษที่สิบเก้าตอนที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มขยายวงออกไป  ไอพีซีซีสรุปว่า  ที่ผ่านมาเราปล่อยคาร์บอนออกมาเกินกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณคาร์บอนที่เรามีแล้ว  และหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป เราจะปล่อยคาร์บอนส่วนที่เหลือจนเต็มเพดานในเวลาไม่ถึง 30 ปี

ในการจำกัดผลกระทบเลวร้ายที่สุดจากภาวะโลกร้อนตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้าเป็นต้นมาไม่ให้เกินสององศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า เราจะต้องจำกัดการปล่อยคาร์บอนในรูปคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสะสมไม่เกินหนึ่งล้านล้านตัน  ตัวเลข ณ ปี 2012 เผยว่า เราปล่อยคาร์บอนไปแล้ว 545,000 ล้านตัน จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหิน ฯลฯ)  การผลิตซีเมนต์ การตัดต้นไม้ และสาเหตุอื่นๆ  เรากำลังอยู่ในวิถีทางที่จะปล่อยครบหนึ่งล้านล้านตันภายในปี 2040

ปัจจุบัน อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากรทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นระหว่างปี 1950 ถึง 2010 คือ 108%  กลางปีที่ผ่านมา โลกมีความเข้มข้นของระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงเกิน 400 ส่วนในล้านส่วนและไม่ลดลงอีกเลย  โลกไม่เคยมีคาร์บอนไดออกไซด์สูงเท่านี้มาก่อนในรอบแปดแสนปี  ถ่านหินเป็นที่มาของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 39 ทั่วโลก

สัดส่วนปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ณ ปี 2011

  • 44% มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงราคาถูกที่สุดและสกปรกที่สุด ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก
  • 35% มาจากน้ำมันซึ่งใช้ผลิตเชื้อเพลิงหลากหลายประเภทจากการขนส่ง
  • 21% มาจากการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติ

ขณะที่สหรัฐอเมริกามีอัตราการเผาถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงคงที่ แต่ตัวเลขกลับพุ่งทะยานในจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากที่ส่งไปขายในโลกตะวันตก  การบริโภคถ่านหินของโลกเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 54 ระหว่างปี 2000 ถึง 2011  แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากเหมือนถ่านหินหลายพันคน  และมากกว่านั้นจากมลพิษทางอากาศ  ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกที่สุด  เราเผาถ่านหินปีละแปดพันล้านตัน ซึ่งก่อผลกระทบร้ายแรงมากขึ้นทุกที  โลกกำลังเผชิญกับคำถามสำคัญที่วา “ถ่านหินจะสะอาดได้จริงหรือ”

ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายทางสังคมสูงลิบ  เป็นแหล่งพลังงานที่ทั้งสกปรกและอันตรายที่สุดที่เรามี  แต่ในอีกหลายมุม ถ่านหินยังเป็นเชื้อเพลิงราคาถูกที่สุดด้วย และเรายังต้องพึ่งพามันอยู่  คำถามข้อใหญ่ในทุกวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ถ่านหินจะมีวันเป็นเชื้อเพลิง “สะอาด” ได้หรือไม่ เพราะมันไม่สามารถเป็นได้อยู่แล้ว  แต่อยู่ที่ว่าถ่านหินจะมีวันสะอาดพอ หรือถึงระดับที่ไม่เพียงป้องกันหายนะที่อาจเกิดกับท้องถิ่นต่างๆ แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกขั้นรุนแรงด้วย  น้ำแข็งอาร์กติกจะละลายเร็วแค่ไหน  ระดับทะเลจะสูงขึ้นเท่าไร  คลื่นความร้อนจะร้อนขึ้นเพียงใด  ปัจจัยแห่งอนาคตอันไม่แน่นอนทั้งหมดเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่า โลกจะจัดการกับถ่านหินที่มีอยู่อย่างไร

การเปลี่ยนวิถีดังกล่าวโดยการดักจับคาร์บอนและกักเก็บเอาไว้ใต้ดินจะต้องใช้ความพยายามใหญ่หลวง  การดักจับและเก็บกักคาร์บอนเพียงหนึ่งในสิบของปริมาณการปล่อยทั้งโลกในปัจจุบัน ต้องอาศัยการอัดคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปใต้ดินคิดเป็นปริมาณเทียบเท่ากับน้ำมันที่เราสกัดออกมาได้ในเวลานี้  การจะทำเช่นนั้นได้ต้องใช้ท่อส่งและบ่ออัดฉีดจำนวนมาก และอาจต้องใช้พลังงานมากถึงหนึ่งในสี่ของกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าบวกกับเงินอีกก้อนโต  วิธีการนี้จะไม่กลายเป็นบรรทัดฐาน หากรัฐบาลประเทศต่างๆ ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ให้เป็นเช่นนั้น

 

อ่านเพิ่มเติม

ส่องอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า มาแน่ในอีกไม่กี่ปี

เรื่องแนะนำ

ความรู้ประจำวัน : กรุงไคโร เมืองแห่งขยะ

คำว่า “Zabbaleen” ในภาษาอียิปต์มีความหมายว่ามนุษย์ขยะ คำนี้ใช้เรียกขานผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตสลัมของกรุงไคโร ในอียิปต์ เพราะพวกเขามีอาชีพเก็บขยะขาย ผู้คนเหล่านี้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองหลังไม่สามารถทำการเกษตรในพื้นที่ทำกินเดิมได้ ในแต่ละวันขยะปริมาณ 9,000 ตันจะผ่านมือพวกเขา (น้ำหนักมากขนาดนี้เทียบเท่ากับน้ำหนักของหอไอเฟล) หากคุณผู้อ่านมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวที่อียิปต์ ลองหาโอกาสแวะเวียนไปยังชุมชนนอกกรุงไคโร คุณจะเห็นภาพของผู้หญิงและเด็กมากมายกำลังแยกขยะ เศษอาหารจะถูกนำไปรวมกันเพื่อเลี้ยงสัตว์ พลาสติกถูกแยกออกมาเพื่อนำไปขายต่อ รู้หรือไม่ว่าขยะจำนวน 85% ในเมืองถูกรีไซเคิลก็เพราะคนกลุ่มนี้ หากปราศจากชาวเมืองเหล่านี้ กรุงไคโรคงท่วมไปด้วยขยะมากมาย   อ่านเพิ่มเติม : ช้อนกินได้ ทางเลือกใหม่ลดขยะพลาสติก, มหาสมุทรกำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกขนาดเล็ก

สารเคมีจากพลาสติกและเครื่องสำอางปนเปื้อนในโลมา

พบสารพทาเลท องค์ประกอบที่ใช้ในการผลิตพลาสติก และข้าวของอื่นๆ อีกมากมายปนเปื้อนในร่างกายของโลมาจำนวน 71% ที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวซาราโซตา ด้านผลกระทบต่อสุขภาพยังคงไม่ชัดเจน

คิริบาตี กำลังทวนกระแสน้ำทะเลที่กำลังกลืนประเทศ

ระดับทะเลที่สูงขึ้นสร้างความหวั่นวิตกว่าน้ำจะท่วม คิริบาตี ทว่าจิตวิญญาณของชาวเกาะยังเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ขณะนี้ โลกของเรากำลังอยู่ในภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยสหประชาชาติเตือนว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้น้ำแข็งที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายเร็วขึ้น ระดับน้ำทะเลของโลกเพิ่มขึ้นจากการณ์เป็น 2 เมตร และถ้ายังไม่มีมีการลดการปล่อยก๊าซสู่ชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 ซึ่งเพิ่มจากการคาดการณ์เมื่อปี 2013 ที่ว่า สถานการณ์โลกร้อนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจะส่งผลระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นระหว่าง 52 – 98 ซม. ในปี 2100 รายงานจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ระบุว่า ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลในมีการสูญเสียที่ดินประมาณ 1.79 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเท่ากับขนาดประเทศลิเบีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ราว 187 ล้านคน บางส่วนของกรุงลอนดอน ลอสแอนเจลิส นครรีอูดี จาเนรู รวมไปถึงเซี่ยงไฮ้ จะจมอยู่ใต้น้ำ อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลที่ขึ้นสูงอย่างเร่งด่วน คือการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องไปถึงหลายทศวรรษข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดความรุนแรงของสถานการณ์ลงได้ราว […]

ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำแข็งกรีนแลนด์

มองจากพื้นผิวผ่านน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมเมือง Tasiilaq ของกรีนแลนด์เอาไว้ ทุกอย่างดูเงียบสงบ แทบไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ด้วยอุณหภูมิหนาวเย็นตามธรรมชาติที่อาจต่ำถึง -2 องศาเซลเซียส แต่อเล็กซานเดอร์ เบเนดิก นักดำน้ำชาวออสเตรเลียได้ถ่ายทอดความลับของสถานที่แห่งนี้มาให้คุณผู้อ่านได้ชมกัน เพราะลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็ง มีระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ซ่อนตัวอยู่ คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน เผยให้เห็นความงามใต้น้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิตอันน่าฉงนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมงกระพรุนอาร์กติก, กุ้ง Skeleton ที่มีก้ามยาวอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงทากทะเลสีขาวที่มีวงจรชีวิตแสนสั้นเพียงไม่กีสัปดาห์เท่านั้น ส่งผลให้เรื่องราวของพวกมันยังคงเป็นปริศนา และทีมนักวิจัยคาดหวังว่าจะได้ศึกษาพวกมันเพิ่มเติมในอนาคต ระบบนิเวศในน่านน้ำเย็นเป็นระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 2 รองจากระบบนิเวศตามแนวปะการัง อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่สามารถดำน้ำลงไปชมความสวยงามนี้ได้ การดำน้ำในกรีนแลนด์จำเป็นต้องมีเอกสารรับรอง และประสบการณ์ดำน้ำเป็นปี สำหรับเบเนดิก วัย 42 ปี ตัวเขานั้นเริ่มต้นดำน้ำมาตั้งแต่ปี 1998 และเริ่มต้นบันทึกภาพวิดีโอความงดงามของโลกใต้น้ำตั้งแต่ปี 2008 ตัวเขา สามารถชมผลงานของเขาได้ผ่านเว็บไซต์ Global Dive Media ที่รวบรวมภาพถ่ายและวิดีโอจากการดำน้ำในหลายสถานที่ของเขาเอาไว้   อ่านเพิ่มเติม : แนวปะการังอาจหายไปภายใน 30 ปี, ความงามใต้โลกน้ำแข็ง