กู้มรดกแดนน้ำแข็ง - National Geographic Thailand

กู้มรดกแดนน้ำแข็ง

เรื่อง เอ. อาร์. วิลเลียมส์
ภาพถ่าย เอริกา ลาร์เซน

แหล่งโบราณคดีนูนัลเลก (Nunalleq) บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอะแลสกาเก็บรักษาช่วงเวลาแห่งหายนะ โดยแช่แข็งเอาไว้ในกาลเวลา ผืนดินโคลนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกลื่อนกล่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ประจำวันซึ่งชนพื้นเมืองเผ่ายูปิก (Yupik) เคยใช้ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม ขณะเกิดการบุกโจมตีอย่างดุเดือดเมื่อเกือบสี่ศตวรรษมาแล้ว

รอบอาณาบริเวณของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยดินและหญ้าหรือบ้านดิน (sod house) ขนาดใหญ่ ปรากฏร่องรอยของไฟที่จุดรมผู้อยู่อาศัยราว 50 คนให้ออกมา คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ตกปลา หรือเก็บพืชผลดูเหมือนไม่มีใครรอดชีวิต โครงกระดูกของผู้หญิง เด็ก และคนชราพบอยู่รวมกัน ทุกคนคว่ำหน้าอยู่ในโคลน บ่งบอกว่าคงถูก จับและสังหาร

ริก คเนกต์ นักโบราณคดี (ซ้าย) และวอร์เรน โจนส์ ผู้นำชุมชน เดินสำรวจไปตามฝั่งแม่น้ำแอโรลิก หลังจากครูในท้องถิ่นเห็นหน้าไม้ของนายพรานโผล่ออกมาจากตลิ่งที่ถูกกัดเซาะ “ผมจะไม่นั่งเฉยๆปล่อยให้ของเหล่านี้ถูกซัดหายไปแน่ครับ” โจนส์บอก

โศกนาฏกรรมจากอดีตอันไกลโพ้นกลายเป็นคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นที่มักเกิดกับแวดวงโบราณคดี ที่นูนัลเลก นักโบราณคดีขุดพบศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้นในสภาพที่ไม่บุบสลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ในการกินไปจนถึงข้าวของชิ้นพิเศษอย่างหน้ากากไม้ที่ใช้ในพิธีกรรม เข็มสักทำจากงาช้าง และเข็มขัดที่ร้อยจากฟันของกวางคาริบู สิ่งของเหล่านี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีจนน่าแปลกใจ จากการถูกแช่แข็งอยู่ในพื้นดินมาตั้งแต่ราวปี 1660

เศษตะกร้าและเสื่อยังคงรักษาลวดลายสานอันละเอียดลออไว้ได้ และเมื่อแหวกมัดหญ้าเปื้อนโคลนออก คุณจะเห็นใบหญ้าเรียวสีเขียวสดถูกเก็บรักษาไว้ข้างใน “หญ้าพวกนี้ตัดมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ยังมีชีวิตเชียวนะครับ” ริก คเนกต์ หัวหน้านักโบราณคดี พูดอย่างตื่นเต้น

ในสวนหลังบ้านแห่งหนึ่งที่หมู่บ้านควินฮาแกก กระดูกวาฬที่กลายเป็นสีขาวโพลนจากสภาพอากาศน่าจะถูกซัดขึ้นมาบนชายหาดใกล้ๆนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านยังจดจำวันคืนเก่าๆที่พวกเขาเคยล่าวาฬได้มากว่ายี่สิบตัวทุกปี แต่วันคืนเหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว

คเนกต์ทำงานประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ เขามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายล้างที่นูนัลเลกกับนิทานเก่าแก่ซึ่งชาวยูปิกในปัจจุบันยังจำกันได้ มุขปาฐะเป็นขนบที่เก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า สงครามหน้าไม้กับลูกธนู (Bow and Arrow War) เมื่อชาวยูปิกรบราฆ่าฟันกันเอง ก่อนที่นักสำรวจชาวรัสเซียจะมาถึงอะแลสกาในศตวรรษที่สิบแปด นูนัลเลกเป็นที่แรกที่ให้หลักฐานทางโบราณคดีและวันเวลาที่ชัดเจนของยุคสมัยอันน่าสยดสยองนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวยูปิกต่อมาอีกหลายชั่วอายุคน

คเนกต์เชื่อว่า การบุกโจมตีเหล่านี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือช่วงเวลาที่โลกหนาวเย็นลงเป็นเวลา 550 ปี ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ สมัยน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) และประจวบกับการตั้งหลักแหล่งในนูนัลเลกพอดี ช่วงเวลาหนาวเย็นที่สุดในอะแลสกาซึ่งอยู่ในราวศตวรรษที่สิบเจ็ดนี้คงยากแค้นแสนสาหัส จนผู้คนอาจต้องเริ่มออกปล้นเพื่อแย่งชิงอาหาร

จากหอสังเกตการณ์แบบโบราณ พรานกวาดตามองไปทั่วพื้นที่เขตทุนดราเพื่อหากวางมูส พื้นดินและทะเลไม่ต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับชาวยูปิกผู้รู้ดีว่า จะหาอาหารชนิดไหนได้ในแต่ละฤดูกาลของปี

“เมื่อใดก็ตามที่คุณประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วงจรอาหารตามฤดูกาลจะปั่นป่วนอย่างรุนแรงครับ” คเนกต์กล่าว “และถ้าคุณเจอชนิดที่รุนแรงสุดๆ เหมือนสมัยน้ำแข็งน้อย หรืออย่างในตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่ผู้คนจะปรับตัวทัน”

ทุกวันนี้ สภาพอากาศที่นับวันจะมีแต่รุนแรงขึ้นเกือบทำให้นูนัลเลกเหลือแต่ชื่อ ในฤดูร้อน ทุกอย่างดูสวยสดงดงาม เมื่อผืนดินปกคลุมไปด้วยดอกแยร์โรว์สีขาวและกิ่งก้านของหญ้าปุยฝ้าย แต่ยามฤดูหนาวมาเยือน เมื่อทะเลเบริงซัดพายุร้ายโหมกระหน่ำชายฝั่ง ถ้าคลื่นใหญ่มากพอ มันจะเซาะเอาส่วนที่เหลือของนูนัลเลกออกไป

ภูมิภาคอาร์กติกหาได้เป็นเช่นนี้มาตลอด แต่ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกกำลังทำลายภูมิภาคแถบขั้วโลก ผลก็คือการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของศิลปวัตถุจากวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เราแทบไม่รู้จักตลอดแนวชายฝั่งอะแลสกาและไกลออกไป อย่างเช่นที่นูนัลเลก ตัวอย่างอันโด่งดังที่สุดของเศษซากจากยุคโบราณที่สภาพอากาศอุ่นขึ้นเผยให้เราเห็นคืออุตซี (Ötzi) มนุษย์ยุคหินซึ่งพบเมื่อปี 1991 หลังโผล่ขึ้นมาจากธารน้ำแข็งที่หดตัวในอิตาลี การละลายของน้ำแข็งอย่างขนานใหญ่กำลังเผยร่องรอยของมนุษย์และอารยธรรมในอดีตทั่วทั้งภูมิภาคเหนือสุดของโลก ตั้งแต่หน้าไม้และลูกธนูยุคหินใหม่ในสวิตเซอร์แลนด์ ไปจนถึงไม้เท้าเดินป่าจากยุคไวกิ้งในนอร์เวย์ และสุสานตกแต่งอย่างหรูหราของชนเร่ร่อนเผ่าซิเทียนในไซบีเรีย แหล่งโบราณคดีมากมายหลายแห่งอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่จนนักโบราณคดีต้องเผชิญการตัดสินใจ อันยากลำบากว่า สิ่งใดพอจะกอบกู้ได้ และสิ่งใดจำต้องปล่อยไปตามยถากรรม เมื่อพูดถึงการกอบกู้โบราณวัตถุซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกแช่แข็งไว้

ขณะนี้แหล่งโบราณคดีหลายแห่งตามแนวชายฝั่งอะแลสกาถูกคุกคามจากอันตรายสองต่อ ต่อแรกคืออุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้นเกือบสององศาเซลเซียสในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) เกือบทุกแห่งกำลังละลาย

ชาวประมงต่อแถวเพื่อชั่งน้ำหนักปลาที่จับได้ในฤดูจับปลาแซลมอนเมื่อปี 2015 ปกติงานลักษณะนี้เป็นที่มาของรายได้ ส่วนใหญ่ในแต่ละปีของผู้คนที่นี่ แต่ก็อาจสิ้นสุดลง เพราะเมื่อปีที่แล้วไม่มีผู้ซื้อ จึงไม่มีใครนำเรือออกจับปลาอีกเลย

เมื่อนักโบราณคดีเริ่มขุดสำรวจที่นูนัลเลกในปี 2009 พวกเขาพบชั้นดินเยือกแข็งคงตัวลึกลงไปใต้ผิวดินของเขตทุนดราราวครึ่งเมตร ทุกวันนี้ ชั้นดินละลายลึกลงไปหนึ่งเมตร นั่นหมายความว่าศิลปวัตถุที่สลักเสลาด้วยฝีมือช่างชั้นครูจากเขากวางคาริบู ท่อนไม้ที่ลอยน้ำมา กระดูกและงาของวอลรัส กำลังโผล่ขึ้นมาจากชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่เคยเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ในสภาพสมบูรณ์ หากไม่ได้รับการกอบกู้อย่างทันท่วงที สิ่งเหล่านี้จะเริ่มเน่าเปื่อยและผุพังในเวลาอันรวดเร็ว

อันตรายต่อที่สองเป็นหมัดน็อก นั่นคือระดับทะเลที่สูงขึ้น ระดับน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกสูงขึ้นราว 20 เซนติเมตรตั้งแต่ปี 1900 นี่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อแหล่งโบราณคดีตามแนวชายฝั่งอย่างนูนัลเลก ซึ่งเปราะบางเป็นสองเท่าเพราะอันตรายจากคลื่นและจากแผ่นดินที่ทรุดตัวลงเพราะชั้นดินเยือกแข็งคงตัวกำลังละลาย “แค่พายุฤดูหนาวแรงๆสักลูกเดียวเราก็อาจสูญเสียแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ทั้งหมดครับ” คเนกต์บอก

เรื่องแนะนำ

ฮ่องกง : ย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้

การประท้วงในฮ่องกงย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 13 และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจ ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเป็นไปได้ที่ทางการจีนจะเข้าแทรกแซง ทว่าการประท้วงระลอกล่าสุดนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เรามาย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ทางการเมืองและสังคมของฮ่องกง เพื่อเข้าใจถึงรากเหง้าและความเป็นมาของฮ่องกงในสารคดีที่ถ่ายทอดผ่านรูปประกอบเรื่องนี้กัน

การอพยพของมนุษย์ ถูกกระตุ้นโดยสงคราม ภัยธรรมชาติ และขณะนี้คือภูมิอากาศ

มนุษย์สายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ได้ย้ายถิ่นฐานของตนมาตั้งแต่ช่วงของการเริ่มต้นเผ่าพันธุ์ โดยอุทกภัย ความแห้งแล้ง และการขาดแคลนน้ำเป็นสาเหตุในการอพยพของพวกเขา การอพยพของมนุษย์ คือการเคลื่อนย้ายจากประเทศ สถานที่ หรือถิ่นฐานหนึ่งไปยังสถานที่หนึ่ง นับตั้งแต่มนุษย์ยุคแรกได้เริ่มกระจายตัวจากทวีปแอฟริกา มนุษย์ก็ยังคงย้ายถิ่นฐานอยู่เช่นเดิม กระทั่งในทุกวันนี้ จำนวนประชากรโลกร้อยละ 3 หรือประมาณ 258 ล้านคนอยู่อาศัยนอกถิ่นกำเนิดของพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือถูกสถานการณ์บังคับ การอพยพก็ได้มีส่วนสร้างโลกของเราให้เป็นอย่างทุกวันนี้ การอพยพครั้งแรก การอพยพของมนุษย์ ครั้งแรกสุดนั้นเกิดขึ้นโดยมนุษย์ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา การกระจายตัวของพวกเขาไปยังมหาทวีปยูเรเซียและที่อื่น ๆ ยังคงเป็นข้อถกเถียงในทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่ระบุว่าเป็นของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ในประเทศเอธิโอเปียซึ่งมีอายุประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว ทฤษฎีการออกจากแอฟริกายืนยันว่าเมื่อ 60,000 ปีที่แล้ว มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ได้กระจายตัวไปทั่วมหาทวีปยูราเซียอันเป็นสถานที่รวมตัวกัน และมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ได้แทนที่บรรพบุรุษของพวกเขาอย่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในท้ายที่สุด แต่ทว่าทฤษฎีนี้ก็ถูกท้าทายโดยหลักฐานของการอพยพจากทวีปแอฟริกา สู่มหาทวีปยูราเซียเมื่อ 120,000 ปีที่แล้ว ในอีกแง่หนึ่ง มีแนวคิดว่ามนุษย์ยุคแรกได้อพยพสู่ทวีปเอเชียผ่านทางช่องแคบที่ตั้งอยู่ในแผ่นดินปลายแหลมของแอฟริกา (บริเวณคาบสมุทรโซมาลี) ซึ่งในปัจจุบันคือประเทศเยเมน หรือได้อพยพผ่านทางคาบสมุทรไซนาย หลังจากได้กระจายตัวไปจนถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ก็มีความคิดว่ามนุษย์ยุคแรกได้อพยพสู่ทวีปออสเตรเลีย ที่ในขณะนั้นยังแบ่งปันพื้นที่ร่วมกับเกาะนิวกินี จากนั้นได้อพยพไปยังทวีปยุโรป และทวีปอเมริกา ผู้อพยพเหล่านี้ถูกกระตุ้นโดยภูมิอากาศ แหล่งอาหาร และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เมื่อเวลาผ่านไปและวัฒนธรรมการเร่ร่อนได้ลดลง สงครามและการล่าอาณานิคมได้กลายมาเป็นเชื้อไฟของการย้ายถิ่นฐาน คนกรีกโบราณขยายอาณาจักรไปยังบรรดาอาณานิคมหลายแห่ง ชาวโรมันโบราณได้ส่งพลเมืองของตนไปยังพื้นที่ทางเหนือสุดของเกาะอังกฤษ […]

งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ

กองทัพทหารถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ จิ๋นซีฮ่องเต้ ในชีวิตหลังความตาย ภาพถ่าย IRA BLOCK, NAT GEO IMAGE COLLECTION งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษที่นักวิจัยต่างเชื่อว่า อาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีของเหล่าทหารดินเผานั้นถูกสงวนไว้อย่างน่าประหลาด เหตุเพราะอาวุธเหล่านั้นชุบโครเมียมแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าอาจไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว จากผลการศึกษาครั้งล่าสุด หากก๊อกน้ำในห้องน้ำของคุณมีสีเงินมันวาว แสดงว่ามันคงผ่านการชุบโครเมียมมาแล้ว โดยยุโรปได้เริ่มการทดลองกับเทคโนโลยีป้องกันสนิมนี้เมื่อศตวรรษที่ 19 แต่ก็นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ทฤษฎีทางเลือกเช่นนี้ได้แพร่หลายในแวดวงวิชาการและสื่อซึ่งเป็นที่นิยม ทฤษฎีนี้คือ: การชุบโครเมียมประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาล ณ แผ่นดินจีน เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธทองสัมฤทธิ์ที่ฝังอยู่กับกองทัพทหารดินเผาในหลุมฝังศพของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นเกิดสนิม โดยทฤษฎีการชุบโครเมียมนี้มีมาตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรก หลังจากรายงานการขุดค้นบ่งชี้ว่า การเคลือบผิวบนวัสดุสามารถอธิบายวิธีรักษาอาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีได้อย่างดีเยี่ยม นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงบุกเบิกที่เรียกว่า การทำแผนที่องค์ประกอบเพื่อเผยให้เห็นชั้นของโครเมียมที่อยู่ภายในตัวต้นแบบอาวุธ โดยนักวิจัยบ่งชี้ว่า อาวุธต่างๆ สามารถจุ่มลงไปในสารละลายโครเมียมออกไซด์ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่รู้จักกันในชื่อ การชุบโลหะ ซึ่งเทคนิคนี้จะแตกต่างกับวิธี การชุบโครเมียม แบบสมัยใหม่ วิธีการทั้ง 2 ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะเวลากว่าสองพันปีที่แล้วในช่วงราชวงศ์ฉิน แต่ปรากฎว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่ได้นำมาใช้กับอาวุธโดยตรง และข้อมูลเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนและพิพิธภัณฑ์รูปปั้นทหารและม้าศึกของจักรพรรดิจิ๋นซี […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ชัยชนะของการพัฒนา

รอบนักษัตรที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๔๒) “การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อน้ำมีปริมาณมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่าการพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง” –พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความห่วงใยในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่พสกนิกรต้องเผชิญ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการที่ได้พระราชทาน โครงการเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย มุ่งแก้ปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติและที่สำคัญที่สุดคือความผาสุกของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” ขึ้นโดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งหากทำตามระเบียบราชการอาจเกิดความไม่สะดวก ไม่ทันท่วงที ทั้งนี้มุ่งที่ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง มูลนิธิชัยพัฒนาได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นและให้การสนับสนุนการดำเนินงานกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการสำคัญ ๆ มีอาทิ แนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนาแหล่งน้ำและปรับปรุงดิน โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย โครงการฝนหลวง โครงการเครื่องดักหมอก (เป็นการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โครงการพัฒนาสังคมและการส่งเสริมคุณธรรม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  และการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ เป็นต้น โครงการเส้นทางเกลือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นที่มีปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีน อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักสังคมวิทยาการแพทย์ (Medical Sociology) ทรงกำหนดให้ใช้พื้นที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบในการศึกษาแก้ไขปัญหา ค้นหาเส้นทางเกลือตั้งแต่แหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค โครงการบำบัดน้ำเสียด้วยพืชน้ำ โครงการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองของเกษตรกร และโครงการทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ (New Theory) นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากในการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน แล้วเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากความแปรปรวนของสภาวะดินฟ้าอากาศ ซึ่งแม้จะมีการขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเสนอแนวทางจัดการที่ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่ก็เพราะมีพระราชดำริให้มีการบริหารและจัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเป็นสัดส่วนและยั่งยืน เช่น ขุดสระน้ำ ทำนาข้าว ปลูกไม้ผลยืนต้น และสร้างที่อยู่อาศัย เป็นแนวทางที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดและทำมาก่อน ประการต่อมาคือมีการคำนวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกทั้งปี และสุดท้ายคือมีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสในโอกาสที่คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า “ชัยชนะของประเทศนี้โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนานั้นก็คือ ความสงบ… เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล