กู้มรดกแดนน้ำแข็ง - National Geographic Thailand

กู้มรดกแดนน้ำแข็ง

เรื่อง เอ. อาร์. วิลเลียมส์
ภาพถ่าย เอริกา ลาร์เซน

แหล่งโบราณคดีนูนัลเลก (Nunalleq) บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอะแลสกาเก็บรักษาช่วงเวลาแห่งหายนะ โดยแช่แข็งเอาไว้ในกาลเวลา ผืนดินโคลนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกลื่อนกล่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ประจำวันซึ่งชนพื้นเมืองเผ่ายูปิก (Yupik) เคยใช้ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม ขณะเกิดการบุกโจมตีอย่างดุเดือดเมื่อเกือบสี่ศตวรรษมาแล้ว

รอบอาณาบริเวณของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยดินและหญ้าหรือบ้านดิน (sod house) ขนาดใหญ่ ปรากฏร่องรอยของไฟที่จุดรมผู้อยู่อาศัยราว 50 คนให้ออกมา คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ตกปลา หรือเก็บพืชผลดูเหมือนไม่มีใครรอดชีวิต โครงกระดูกของผู้หญิง เด็ก และคนชราพบอยู่รวมกัน ทุกคนคว่ำหน้าอยู่ในโคลน บ่งบอกว่าคงถูก จับและสังหาร

ริก คเนกต์ นักโบราณคดี (ซ้าย) และวอร์เรน โจนส์ ผู้นำชุมชน เดินสำรวจไปตามฝั่งแม่น้ำแอโรลิก หลังจากครูในท้องถิ่นเห็นหน้าไม้ของนายพรานโผล่ออกมาจากตลิ่งที่ถูกกัดเซาะ “ผมจะไม่นั่งเฉยๆปล่อยให้ของเหล่านี้ถูกซัดหายไปแน่ครับ” โจนส์บอก

โศกนาฏกรรมจากอดีตอันไกลโพ้นกลายเป็นคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นที่มักเกิดกับแวดวงโบราณคดี ที่นูนัลเลก นักโบราณคดีขุดพบศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้นในสภาพที่ไม่บุบสลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ในการกินไปจนถึงข้าวของชิ้นพิเศษอย่างหน้ากากไม้ที่ใช้ในพิธีกรรม เข็มสักทำจากงาช้าง และเข็มขัดที่ร้อยจากฟันของกวางคาริบู สิ่งของเหล่านี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีจนน่าแปลกใจ จากการถูกแช่แข็งอยู่ในพื้นดินมาตั้งแต่ราวปี 1660

เศษตะกร้าและเสื่อยังคงรักษาลวดลายสานอันละเอียดลออไว้ได้ และเมื่อแหวกมัดหญ้าเปื้อนโคลนออก คุณจะเห็นใบหญ้าเรียวสีเขียวสดถูกเก็บรักษาไว้ข้างใน “หญ้าพวกนี้ตัดมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ยังมีชีวิตเชียวนะครับ” ริก คเนกต์ หัวหน้านักโบราณคดี พูดอย่างตื่นเต้น

ในสวนหลังบ้านแห่งหนึ่งที่หมู่บ้านควินฮาแกก กระดูกวาฬที่กลายเป็นสีขาวโพลนจากสภาพอากาศน่าจะถูกซัดขึ้นมาบนชายหาดใกล้ๆนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านยังจดจำวันคืนเก่าๆที่พวกเขาเคยล่าวาฬได้มากว่ายี่สิบตัวทุกปี แต่วันคืนเหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว

คเนกต์ทำงานประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ เขามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายล้างที่นูนัลเลกกับนิทานเก่าแก่ซึ่งชาวยูปิกในปัจจุบันยังจำกันได้ มุขปาฐะเป็นขนบที่เก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า สงครามหน้าไม้กับลูกธนู (Bow and Arrow War) เมื่อชาวยูปิกรบราฆ่าฟันกันเอง ก่อนที่นักสำรวจชาวรัสเซียจะมาถึงอะแลสกาในศตวรรษที่สิบแปด นูนัลเลกเป็นที่แรกที่ให้หลักฐานทางโบราณคดีและวันเวลาที่ชัดเจนของยุคสมัยอันน่าสยดสยองนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวยูปิกต่อมาอีกหลายชั่วอายุคน

คเนกต์เชื่อว่า การบุกโจมตีเหล่านี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือช่วงเวลาที่โลกหนาวเย็นลงเป็นเวลา 550 ปี ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ สมัยน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) และประจวบกับการตั้งหลักแหล่งในนูนัลเลกพอดี ช่วงเวลาหนาวเย็นที่สุดในอะแลสกาซึ่งอยู่ในราวศตวรรษที่สิบเจ็ดนี้คงยากแค้นแสนสาหัส จนผู้คนอาจต้องเริ่มออกปล้นเพื่อแย่งชิงอาหาร

จากหอสังเกตการณ์แบบโบราณ พรานกวาดตามองไปทั่วพื้นที่เขตทุนดราเพื่อหากวางมูส พื้นดินและทะเลไม่ต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับชาวยูปิกผู้รู้ดีว่า จะหาอาหารชนิดไหนได้ในแต่ละฤดูกาลของปี

“เมื่อใดก็ตามที่คุณประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วงจรอาหารตามฤดูกาลจะปั่นป่วนอย่างรุนแรงครับ” คเนกต์กล่าว “และถ้าคุณเจอชนิดที่รุนแรงสุดๆ เหมือนสมัยน้ำแข็งน้อย หรืออย่างในตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่ผู้คนจะปรับตัวทัน”

ทุกวันนี้ สภาพอากาศที่นับวันจะมีแต่รุนแรงขึ้นเกือบทำให้นูนัลเลกเหลือแต่ชื่อ ในฤดูร้อน ทุกอย่างดูสวยสดงดงาม เมื่อผืนดินปกคลุมไปด้วยดอกแยร์โรว์สีขาวและกิ่งก้านของหญ้าปุยฝ้าย แต่ยามฤดูหนาวมาเยือน เมื่อทะเลเบริงซัดพายุร้ายโหมกระหน่ำชายฝั่ง ถ้าคลื่นใหญ่มากพอ มันจะเซาะเอาส่วนที่เหลือของนูนัลเลกออกไป

ภูมิภาคอาร์กติกหาได้เป็นเช่นนี้มาตลอด แต่ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกกำลังทำลายภูมิภาคแถบขั้วโลก ผลก็คือการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของศิลปวัตถุจากวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เราแทบไม่รู้จักตลอดแนวชายฝั่งอะแลสกาและไกลออกไป อย่างเช่นที่นูนัลเลก ตัวอย่างอันโด่งดังที่สุดของเศษซากจากยุคโบราณที่สภาพอากาศอุ่นขึ้นเผยให้เราเห็นคืออุตซี (Ötzi) มนุษย์ยุคหินซึ่งพบเมื่อปี 1991 หลังโผล่ขึ้นมาจากธารน้ำแข็งที่หดตัวในอิตาลี การละลายของน้ำแข็งอย่างขนานใหญ่กำลังเผยร่องรอยของมนุษย์และอารยธรรมในอดีตทั่วทั้งภูมิภาคเหนือสุดของโลก ตั้งแต่หน้าไม้และลูกธนูยุคหินใหม่ในสวิตเซอร์แลนด์ ไปจนถึงไม้เท้าเดินป่าจากยุคไวกิ้งในนอร์เวย์ และสุสานตกแต่งอย่างหรูหราของชนเร่ร่อนเผ่าซิเทียนในไซบีเรีย แหล่งโบราณคดีมากมายหลายแห่งอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่จนนักโบราณคดีต้องเผชิญการตัดสินใจ อันยากลำบากว่า สิ่งใดพอจะกอบกู้ได้ และสิ่งใดจำต้องปล่อยไปตามยถากรรม เมื่อพูดถึงการกอบกู้โบราณวัตถุซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกแช่แข็งไว้

ขณะนี้แหล่งโบราณคดีหลายแห่งตามแนวชายฝั่งอะแลสกาถูกคุกคามจากอันตรายสองต่อ ต่อแรกคืออุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้นเกือบสององศาเซลเซียสในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) เกือบทุกแห่งกำลังละลาย

ชาวประมงต่อแถวเพื่อชั่งน้ำหนักปลาที่จับได้ในฤดูจับปลาแซลมอนเมื่อปี 2015 ปกติงานลักษณะนี้เป็นที่มาของรายได้ ส่วนใหญ่ในแต่ละปีของผู้คนที่นี่ แต่ก็อาจสิ้นสุดลง เพราะเมื่อปีที่แล้วไม่มีผู้ซื้อ จึงไม่มีใครนำเรือออกจับปลาอีกเลย

เมื่อนักโบราณคดีเริ่มขุดสำรวจที่นูนัลเลกในปี 2009 พวกเขาพบชั้นดินเยือกแข็งคงตัวลึกลงไปใต้ผิวดินของเขตทุนดราราวครึ่งเมตร ทุกวันนี้ ชั้นดินละลายลึกลงไปหนึ่งเมตร นั่นหมายความว่าศิลปวัตถุที่สลักเสลาด้วยฝีมือช่างชั้นครูจากเขากวางคาริบู ท่อนไม้ที่ลอยน้ำมา กระดูกและงาของวอลรัส กำลังโผล่ขึ้นมาจากชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่เคยเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ในสภาพสมบูรณ์ หากไม่ได้รับการกอบกู้อย่างทันท่วงที สิ่งเหล่านี้จะเริ่มเน่าเปื่อยและผุพังในเวลาอันรวดเร็ว

อันตรายต่อที่สองเป็นหมัดน็อก นั่นคือระดับทะเลที่สูงขึ้น ระดับน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกสูงขึ้นราว 20 เซนติเมตรตั้งแต่ปี 1900 นี่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อแหล่งโบราณคดีตามแนวชายฝั่งอย่างนูนัลเลก ซึ่งเปราะบางเป็นสองเท่าเพราะอันตรายจากคลื่นและจากแผ่นดินที่ทรุดตัวลงเพราะชั้นดินเยือกแข็งคงตัวกำลังละลาย “แค่พายุฤดูหนาวแรงๆสักลูกเดียวเราก็อาจสูญเสียแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ทั้งหมดครับ” คเนกต์บอก

เรื่องแนะนำ

ค้นพบ โรงกษาปณ์ ที่คาดว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกที่จีน มีอายุกว่า 2,600 ปี

หากได้รับการยืนยัน โรงกษาปณ์ อายุ 2,600 ปีนี้จะเป็นสิ่งที่เขียนประวัติศาสตร์ของเงินตราขึ้นมาใหม่ นักโบราณคดีขุดค้นซากปรักหักพังในกวนชวง (Guanzhuang) เมืองโบราณในทางตะวันออกของมณฑลเหอหนาน พวกเขาค้นพบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเหรียญกษาปณ์ที่มีขนาดเล็ก เป็นเหรียญสัมฤทธิ์ รูปร่างเหมือนพลั่วซึ่งมีการผลิตเป็นจำนวนมากเมื่อ 2600 ปีที่แล้ว ผลิตใน โรงกษาปณ์ ของเมืองโบราณแห่งนี้ งานวิจัยของเขาที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Antiquity ได้ให้น้ำหนักกับความที่ว่าเหรียญชนิดแรกของโลกไม่ได้ผลิตขึ้นในตุรกีหรือกรีซดังที่เชื่อมาอย่างยาวนาน แต่เป็นที่จีน เมืองที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงและคูเมืองอย่างกวนชวงนั้นก่อตั้งในช่วง 899 ปีก่อนคริสตกาล และโรงหล่อของเมือง สถานที่ที่โลหะสัมฤทธิ์นั้นถูกหลอมและตีเป็นภาชนะ อาวุธ และเครื่องมือต่างๆ เปิดทำการในช่วง 770 ปีก่อนคริสตกาล ตามคำกล่าวของ Hao Zhao นักโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยเจิ้งโจว และผู้นำในงานศึกษาวิจัยนี้ แต่ยังไม่ใช่สถานที่ที่คนงานเริ่มผลิตเหรียญกษาปณ์ที่บริเวณนอกประตูเมืองชั้นในในปี 150 ปีถัดมา จากการตรวจสอบอายุด้วยการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon dating) ทีมงานศึกษาพบว่าโรงกษาปณ์นั้นเริ่มดำเนินงานในช่วง 640 และไม่เกินช่วง 550 ก่อนคริสตกาล ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ได้ระบุอายุของเหรียญจากอาณาจักรลีเดีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศตุรกีอยู่ที่ต้น 630 ปีก่อนคริสตกาล Zhao ระบุว่าโรงกษาปณ์ที่เก่าแก่ผลิตเหรียญในอาณาจักรลีเดียนั้นมีอายุอยู่ในช่วง 575 – 550 […]

โครงกระดูกมอดไหม้ หลักฐานการรุกรานของชาวกอท

โครงกระดูกของเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบัลแกเรีย เป็นร่องรอยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เคยถูกชนเผ่าเจอร์มานิกรุกรานเมื่อ 1,700 ปีก่อน

อินเดียและปากีสถาน ที่มาของเงาแห่งความแตกแยกที่ยังคงปกคลุมจนวันนี้

หลังจากที่การปกครองอาณานิคมของอังกฤษสิ้นสุดลง ก็ได้กำเนิดสองชาติอธิปไตย แต่การแบ่งเขตนั้นกลับสร้างรอยร้าวความตึงเครียดจนแทบระเบิดขึ้น แม้จะผ่านไปแล้ว 75 ปี ความทรงจำของการแบ่งแยกนี้ยังคงตามหลอกหลอนผู้เหลือรอดมาจนปัจจุบัน ในคืนวันที่ 13 สิงหาคม 1947 สุรี เซฮ์กัลวัย 13 ขวบตื่นเต้นเหลือประดาเสียจนนอนไม่หลับ ในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้เห็นอังกฤษลดธงลงและชักธงใหม่ขึ้น ธงของแคว้นปัญจาบบ้านเกิดของเขาซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียแต่ในปัจจุบันเมืองนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาติใหม่ที่มีชื่อว่าปากีสถาน เขาจดจำช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองการชักธงของประเทศปากีสถานขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจและการแบ่งอินเดียออกเป็นสองชาติ ความตึงเครียดระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิมเดือดพล่านจากกฎการปกครองอาณานิคมอันก่อให้เกิดความแตกแยก คืนนั้นเองที่เซฮ์กัลได้เห็นความน่ากลัว ภาพของผู้คนหลายร้อยถือมืดและอาวุธต่าง ๆ ออกตามล่าชาวฮินดูวิ่งผ่านไป หากมองอย่างผิวเผิน การกำเนิดประเทศปกครองตนเองในเดือนสิงหาคม ปี 1947 เป็นดั่งชัยชนะสำหรับผู้เรียกร้องการปกครองตนเองอย่างเป็นอิสระ แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นและการบริหารที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงทำให้การถอนตัวของจักรวรรดิอังกฤษกลายเป็นการนองเลือด อังกฤษแบ่งแยกอินเดียอย่างไร ในช่วงสิ้นสุดการปกครองแบบอาณานิคมของอังกฤษในปี 1947 อนุทวีปอินเดียถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศได้แก่ อินเดียที่มีชาวฮินดูเป็นส่วนใหญ่และปากีสถานที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรีบเร่งนี้นำไปสู่หนึ่งในวิกฤตผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การปกครองอาณานิคม – ก่อนการแบ่งอาณาเขต มีชาวฮินดูคิดเป็นประมาณเกือบร้อยละ 70 ของประชากรอินเดียที่ปกครองโดยอังกฤษ ในขณะที่ชาวมุสลิมมีปริมาณเพียงแค่ประมาณร้อยละ 15 เพียงเท่านั้น ถึงแม้ชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่จะอยู่ทางเหนือแต่กลุ่มชาวมุสลิมกลับกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลังการแบ่งแยก – การแบ่งประเทศด้วยศาสนานั้นเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในแคว้นปัญจาบและเบงกอลที่มีประชากรชาวฮินดูและมุสลิมใกล้เคียงกัน การถือกำเนิดของปากีสถานจึงเป็นการบังคับให้ชาวฮินดูและมุสลิมกว่าล้านคนจำต้องย้ายที่อยู่ใหม่ พื้นที่ขัดแย้ง – ทางตอนเหนือ บริเวณเส้นแรดคลิฟฟ์ซึ่งหยุดอยู่ที่จัมมูและแคชเมียร์ […]

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น และนำไปสู่ความจำเป็นของการเพาะปลูกอาหารใหม่ๆ ผู้คนอาจเปลี่ยนมาทำการเพาะปลูกเพื่อให้คนชราและเด็กมีส่วนร่วมในการผลิตอาหาร มนุษย์อาจเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพืชซึ่งถูกคัดเลือกและผสมผสานในช่วงต้นของการนำมาปลูก และในทางกลับกัน พืชเหล่านั้นอาจจำเป็นต้องพึ่งพามนุษย์ด้วยเช่นกัน เมื่อเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้น ทฤษฎีใหม่ๆ เกี่ยวกับกับวิธีการและเหตุผลที่การปฏิวัติเกษตรกรรมเริ่มต้นขึ้นก็ตามมา และได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ามนุษย์จะถอยห่างจากการล่าสัตว์และการออกหาอาหารด้วยด้วยวิธีการและเหตุผลใดก็ตาม พวกเขาก็เริ่มตั้งรกรากมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลบางส่วนของสิ่งนี้เกิดจากการเพาะเลี้ยงพืชที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดว่ามนุษย์อาจเริ่มรวบรวมพืชและเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ […]