พระราชพิธี บรมราชาภิเษก สองรัชกาล -- เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

พระราชพิธี บรมราชาภิเษก สองรัชกาล

พระราชพิธี บรมราชาภิเษก สองรัชกาล

เรียบเรียง  มธุรพจน์ บุตรไวยวุฒิ

ภาพถ่าย  หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เป็นเวลาถึง 69 ปีแล้วนับจากปีพุทธศักราช 2493 ที่พระราชพิธี บรมราชาภิเษก ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในแผ่นดินสยาม เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอย่างเป็นทางการ (แม้โดยนัยจะถือว่าเสด็จขึ้นทรงราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ก็ตาม) นับเป็นเรื่องมหาปีติสำหรับพสกนิกรชาวไทยอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นระหว่างวันที่  4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562

เราขอย้อนอดีตนำภาพถ่ายหาดูยากของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสองรัชกาล ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มาฝากกัน

————————————————————————–

หลังสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระปิยมหาราช” ในปลายปีพุทธศักราช 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธี บรมราชาภิเษก (ครั้งแรก) และเฉลิมพระราชมณเฑียรเต็มตามโบราณราชประเพณี ณ หมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2453 แต่งดการรื่นเริงใดๆ ด้วยบ้านเมืองยังคงโทมนัสอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระพุทธเจ้าหลวง

บรมราชาภิเษก
พระราชโอรสทั้งห้าพระองค์ในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
บรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงพระมหามาลาเส้าสูงและฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ประทับพระราชยานเสด็จพระราชดำเนินถึงพลับพลาท่าราชวรดิฐ เพื่อเตรียมการเสด็จฯ โดยพยุหยาตราทางชลมารคเลียบพระนครตามโบราณราชประเพณี
(ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ต่อมาในวันที่ 2 ธันวาคม พุทธศักราช 2454 ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชขึ้นเป็นครั้งที่สอง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยมีสมณสงฆ์ พระบรมวงศานวุงศ์  พระประมุข ประมุข และผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ เข้าร่วมใน พระราชพิธีอย่างล้นหลาม ถือเป็นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทั่วโลกได้ประจักษ์ในขัตติยราชประเพณีแห่งกรุงสยาม

บรมราชาภิเษก
ต้นขบวนเสด็จพระราชดำเนินโดยพยุหยาตราทางสถลมารคออกจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังแล้วเสร็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 3 ธันวาคม พุทธศักราช 2454  (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
บรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับบนรถพระที่นั่ง โดยมี “ย่าเหล” สุนัขที่ทรงรักยิ่งดั่งมิตรแท้อยู่ข้างพระวรกาย  (ภาพถ่าย: หอจดหมายแห่งชาติ)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการศึกษาระดับสูงจากประเทศอังกฤษ ตลอดรัชสมัยที่ยาวนาน 15 ปี ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณูปการใหญ่หลวงนานัปการแก่ประเทศชาติ อาทิ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน) และทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาของพสกนิกร เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดงานการประพันธ์วรรณศิลป์เป็นอย่างมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมประเภทต่างๆ ไว้ถึง 1,236 รายการ สมแล้วกับที่ปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาภิไธยแด่พระองค์ว่า ”สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” หรือพระมหากษัตริย์ผู้เป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่

—————————————————————-

บรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์จอมพลทหารบก เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ทรงได้รับการศึกษาด้านวิชาการทหารจากประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณในรัชกาลของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์  (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )

เมื่อสิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามประเทศในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง มีเหตุการณ์ที่กระทบต่อความอยู่รอดและความปกติสุขของบ้านเมือง ตลอดจนอาณาประชาราษฎร์ เกิดขึ้นไม่ว่างเว้น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งส่งผลกระทบต่อสยามประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้ต้องทรงลดทอนงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์และราชสำนัก กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกและรวมหน่วยงานเข้าด้วยกัน ตลอดจนดุลข้าราชการให้พอเหมาะกับงาน แม้จะทรงเตรียมการเพื่อนำพาประเทศเข้าสู่ยุคสมัยแห่งประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หลังจากทรงครองราชสมบัติได้เพียง เจ็ดปีเศษ กลุ่มบุคคลคณะหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “คณะราษฎร” ก็ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยน้ำพระทัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวและเสียสละอย่างหาที่สุดมิได้ กระนั้นการเปลี่ยนผ่านแห่งยุคสมัยก็หาได้ราบรื่น ดังจะเห็นได้จากความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจในหมู่คณะราษฎร และเหตุการณ์กบฏบวรเดช เป็นต้น

บรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2468 ขณะเจริญพระชนมายุ 32 พรรษา ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468 (นับตามปฏิทินปัจจุบันคือพุทธศักราช 2469) (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
บรมราชาภิเษก
แตรวงนำขบวนเสด็จฯเลียบพระนครผ่านถนนสนามไชย (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 ระหว่างประทับรักษาพระเนตรอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ข้อความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาสะท้อนให้เห็นถึงน้ำพระทัยแห่งความเป็นนักประชาธิปไตยโดยแท้ ”ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…”

บรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงเจิมพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในวันสถาปนา ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468  (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
บรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พุทธศักราช 2461 และต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทรงสถาปนาพระชายาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

อ่านเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เรื่องแนะนำ

เลือดข้นความรู้เข้ม! การเก็บลายนิ้วมือบนวัตถุพยาน

เลือดข้นความรู้เข้ม! การเก็บลายนิ้วมือบนวัตถุพยาน ในกลางศตวรรษที่ 18 ก่อนที่โลกจะรับรู้ว่า “ลายนิ้วมือ” ของมนุษย์เรานั้นไม่มีใครมีรอยเหมือนกันเลย อาชญากรที่พ้นโทษไปแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้มักเปลี่ยนรูปลักษณ์หน้าตา และทรงผมของพวกเขาให้ต่างจากเดิม ทว่ามีหลักเกณฑ์หนึ่งที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้คือ “มานุษยมิติ” (Anthropometry) คิดค้นขึ้นโดย อัลโฟงส์ แบร์ติยอง (Alphonse Bertillon) นักอาชญาวิทยาชาวฝรั่งเศส ด้วยแนวคิดที่ว่ามนุษย์แต่ละคนมีขนาดสัดส่วนของอวัยวะต่างๆ ไม่เท่ากัน และการวัดส่วนสูง ความยาวลำตัว ความกว้างของหัว ความยาวเมื่อเหยียดแขน สีปาก สีตา ไปจนถึงลักษณะจมูกและคิ้ว ฯลฯ สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการชี้ตัวบุคคลได้ หลังแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายไม่นาน วิธีการระบุตัวอาชญากรนี้กลับก่อความสับสนเมื่อนักโทษใหม่มีขนาดของร่างกายตรงกับนักโทษเก่าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน ฉะนั้นในเวลาต่อมาแนวคิดนี้จึงถูกลบล้างไป ต่อมาในทศวรรษ 1890 Sir William Herschel ข้าราชการอังกฤษในอินเดียค้นพบว่ารอยประทับนิ้วมือบนสัญญากู้ยืมเงินสามารถนำมาระบุอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลได้ อันที่จริงการใช้รอยนิ้วมือยืนยันตัวเกิดขึ้นมานานแล้ว ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีการพบหลักฐานลายนิ้วมือประทับลงบนเอกสารเก่าแก่ของจีนอายุ 220 ปีก่อนคริสต์กาล และในจักรวรรดิโรมันเองมีบันทึกเกี่ยวกับการสะสางคดีความคืนความบริสุทธิ์ให้แก่ชายตาบอด เมื่อรอยฝ่ามือที่ประทับบนคราบเลือดได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ใช่ฝีมือของเขา ลายนิ้วมือคือส่วนของผิวหนังที่นูนขึ้นมาจนมองเห็นเป็นลายเส้น แม้ความสูงและร่องลึกของมันจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าวิวัฒนาการที่มีขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มความฝืดในการยืดจับ และเพิ่มประสิทธิภาพของประสาทสัมผัสนี้กลับทรงพลังอย่างน่าทึ่งในการระบุอัตลักษณ์ของบุคคล เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีใครที่มีลายนิ้วมือเหมือนกันเลยแม้แต่ฝาแฝดก็ตาม อันที่จริงในทางสถิติ จากการศึกษาของ Sir Francis Galton บุคคลแรกที่พบว่าลายนิ้วมือเป็นลักษณะเฉพาะตัวชี้ว่ามีโอกาสที่คนๆ […]

สำรวจโลก : การถือกำเนิดของประชากรโลก

เมื่อปี 2014 สตรีมีครรภ์เกือบหนึ่งในห้าของโลกให้กำเนิดทารกด้วยการผ่าท้องทำคลอด เดิมทีวิธีการผ่าตัดดังกล่าว ซึ่งเป็นการนำทารกออกจากมดลูกผ่านทางท้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตระหว่างการทำคลอดทางช่องคลอด ทว่าอัตราการผ่าท้องทำคลอดในบางประเทศกลับสูงกว่าอัตราการประเมินขององค์การอนามัยโลกที่ว่า การผ่าท้องทำคลอดช่วยป้องกันการเสียชีวิตของมารดาและทารกได้ร้อยละ 10 หลายเท่าตัว ทำไมบางประเทศจึงมีการผ่าท้องทำคลอดมากนัก แอนา พีลาร์ เบทรัน เจ้าหน้าที่การแพทย์ขององค์การอนามัยโลก บอกว่า ปัจจัยที่เอื้อต่อการผ่าท้องทำคลอดคือความคาดหวังของครอบครัวและแพทย์ที่ว่าการคลอดจะปลอดภัยกว่า อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยลดระยะเวลาในการคลอดที่ยาวนานหรือเจ็บปวดลงได้ อัตราการผ่าท้องทำคลอดที่สูงอย่างเช่น ในบราซิลอาจสะท้อนถึงความต้องการกำหนดเวลาเกิดของเด็ก ขณะที่อัตราที่ต่ำอาจบ่งชี้ว่า การเข้าถึงการรักษาพยาบาลยังไม่เพียงพอ บราซิล – ประเทศที่มีอัตราการผ่าท้อง ทำคลอดมากที่สุด (ร้อยละ 55.6) นี้เริ่มรณรงค์ด้านสาธารณสุขเมื่อปี 2015 เพื่อสนับสนุนการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ ฟินแลนด์ – มีอัตราการผ่าท้องทำคลอดต่ำที่สุดในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว (ร้อยละ 14.7) ซึ่งอาจเป็นผลจากการทำคลอดโดยหมอตำแย และเกณฑ์วิธีการรักษาที่เข้มงวด อียิปต์ – อัตราการผ่าท้องทำคลอดของประเทศนี้ (ร้อยละ 51. กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผู้หญิงขอผ่าท้องทำคลอดกันมากขึ้น และแพทย์พยายามเลี่ยงความยุ่งยากทางการแพทย์และทางกฎหมาย ชาติแอฟริกา – ทารกน้อยกว่าร้อยละ 1.6 ในไนเจอร์ ชาด และเอธิโอเปีย กำเนิดด้วยวิธีการผ่าท้องทำคลอด สาเหตุหลักเป็นเพราะการขาดแคลนสถานพยาบาล   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก […]

ป่าชายเลน ผืนใหญ่ที่สุดในโลก : ซุนดาร์บันส์

ป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนาม ซุนดาร์บันส์ (Sundarbans) หยัดยืนอยู่ดั่งกำแพงสีเขียวที่คอยดูดซับคลื่นพายุซัดฝั่ง และลดทอนกำลังพายุไซโคลน สำหรับชาวบ้าน ป่าผืนนี้ยังเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ คำถามคือจะอีกนานเพียงใด

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก เมืองไทยในอดีต ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิถีสัญจรของบางกอกส่วนใหญ่ฝากไว้กับสายน้ำ ภูมิประเทศแบบที่ลุ่มอุดมไปด้วยลำคลองหนองบึงของกรุงเทพฯ หล่อหลอมให้ชีวิตชาวเมืองผูกผสานกลมกลืนไปกับสายน้ำ เรือสารพัดประเภทสะท้อนภาพความหลากหลายและรสนิยมละเมียดละไมแห่งวิถีชโลธร เช่นเดียวกับพัฒนาการของ “เมืองน้ำ” ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานบนเรือแพสองฝากฝั่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสาขา เนื่องจากใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังมีการขุดคูคลองขึ้นมากมาย อาทิ คลองคูเมือง (คลองบางลำพูหรือ คลองโอ่งอ่าง ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และคลองผดุงกรุงเกษม (ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายในการสร้างแนวป้อมปราการป้องกันเมืองและธรรมเนียมการสร้างเมือง คลองหลอดเปรียบเสมือนทางด่วนลัดคลองมหานาคขุดเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงยามหน้าน้ำและเชื่อมไปยังปริมณฑล คลองแสนแสบขุดเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ในการศึก คลองภาษีเจริญขุดเพื่อลำเลียงน้ำตาลจากสมุทรสาครเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคลองซอยมากมายที่ใช้สัญจรเสมือนถนนในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านั้นจะมีถนนที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง (ถนนอมรวิถี ถนนจักรีจรัล และถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศน์) แต่ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาการของเมืองเนื่องจากใช้สัญจรในพระราชวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถนนซึ่งสร้างล้อมรอบพระราชวังเพื่อเป็นแนวป้องกันพระราชวังกับบ้านเรือนราษฎรจากเพลิงไหม้และเป็นเครื่องประดับพระราชวังตามคติเดิม (ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช และถนนสนามไชยในปัจจุบัน) ก็เป็นปฐมบทแห่งวิถีบก และมีราษฎรนิยมมาเดินเล่นจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องสั่งห้าม แล้วใครต้องการถนนกันเล่า ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398 เปรียบได้กับการเปิดประเทศครั้งใหญ่ สถานกงสุลผุดขึ้นทางใต้พระนครมากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ พวกเขานำวิทยาการและวัฒนธรรมใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือรสนิยมชอบขี่ม้าเพื่อหย่อนใจเช่นเดียวกับวิทยาการใหม่อย่าง “รถม้า” ทว่าในสมัยนั้นถนนยังขรุขระและเหมาะสำหรับย่ำด้วยเท้าเปล่า พวกเขาจึงไม่มีถนนสำหรับห้อม้าหรือแล่นรถ บ่อยครั้งที่พวกเขารุกล้ำลานกว้างหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์หรือที่เรียกว่าท้องสนามไชยซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสำหรับพระเจ้าลูกยาเธอหัดทรงม้าทรงช้าง สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องตรัสปลอบประโลมว่า “เขาเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ขนบธรรมเนียมกฏหมายไทย” ด้วยเหตุนี้ […]