ตามรอยอาณานิคมที่สาบสูญแห่ง โรอาโนก - National Geographic Thailand

ตามรอยอาณานิคมที่สาบสูญแห่งโรอาโนก

ตามรอยอาณานิคมที่สาบสูญแห่ง โรอาโนก

ากเรือ โฮปเวลล์ ของอังกฤษที่ทอดสมออยู่นอกชายฝั่งซึ่งปัจจุบันคือรัฐนอร์ทแคโรไลนา ผู้ว่าการจอห์น ไวต์ มองควันไฟที่พวยพุ่งเป็นลำสู่สนธยาแห่งคิมหันตฤดูด้วยความปีติยินดี

ควันจากเกาะโรอาโนก “ทำให้เรามีความหวังว่า ชาวอาณานิคมบางส่วนยังรอคอยการกลับมาจากอังกฤษของผม อยู่ที่นั่น” เขาเขียนไว้ในเวลาต่อมา สามปีผ่านไปนับตั้งแต่ผู้ว่าการออกเดินทางจากนิคมตั้งถิ่นฐานแห่งแรกของอังกฤษในโลกใหม่เพื่อทำสิ่งที่น่าจะเป็นภารกิจเติมเสบียงช่วงสั้นๆ โดยทิ้งชายหญิงและเด็กกว่าหนึ่งร้อยคนไว้เบื้องหลัง แต่การเดินทางกลับของเขาต้องล่าช้าออกไปหลังศึกกับสเปนเปิดฉากขึ้น ในที่สุดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ปี 1590 ไวต์และลูกเรือก็ ลุยน้ำขึ้นเกาะโรอาโนก แต่ไม่พบใคร พวกเขาพบต้นไม้สลักตัวอักษร “ซี อาร์ โอ” ซึ่งเป็นรหัสที่ตกลงกันไว้ ถ้ากลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานจะไปจากเกาะนี้ พวกเขาควรสลักจุดหมายปลายทางไว้ที่ต้นไม้หรือเสา และเครื่องหมายกางเขนที่เพิ่มเข้ามาจะหมายถึงการจากไปอย่างเร่งด่วน

เมื่อไปถึงถิ่นฐานที่ถูกทิ้งร้าง ผู้ว่าการเห็นเสาต้นหนึ่งซึ่ง “มีตัวพิมพ์ใหญ่สลักไว้ชัดเจนว่า โครอาโทเอน (CROATOAN) โดยไม่มีเครื่องหมายกางเขนหรือร่องรอยของอันตรายใดๆ” แต่เสาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรั้วป้องกันการโจมตีที่สร้างขึ้นหลังไวต์จากไป ก็บอกชัดเจนในตัวเองว่า ผู้ตั้งถิ่นฐานเตรียมรับมือกับการโจมตีของศัตรู

โครอาโทเอนเป็นทั้งชื่อเกาะสันดอนทางใต้และชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ที่นั่น คนเหล่านี้พูดภาษาแคโรไลนาอัลกอนเคียนและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรป หนุ่มชาวโครอาโทเอนคนหนึ่งชื่อ แมนทีโอ เคยเดินทางไปลอนดอนสองครั้งและทำหน้าที่มัคคุเทศก์ ล่าม และนักการทูตให้ชาวอังกฤษ

ไวต์อยากไปให้ถึงโครอาโทเอนซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้เพียง 80 กิโลเมตรอย่างยิ่ง แม้เขาจะบันทึกไว้ด้วยว่า ชาวอาณานิคมมีความตั้งใจเดิมที่จะย้ายจากชายฝั่งเข้าไปในแผ่นดินอีก 80 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสารพัดและการขาดเสบียงทำลายแผนการค้นหาของเขา เมื่อเดินทางกลับอังกฤษ เขาพบว่าเซอร์วอลเตอร์ ราเล ผู้อุปถัมภ์ที่มั่งคั่งของอาณานิคม เบนเข็มไปยังการสำรวจในไอร์แลนด์เสียแล้ว เมื่อไม่มีเงินทุนสนับสนุน ไวต์จึงไม่ได้กลับไปยังโลกใหม่อีก  ชาวอาณานิคม 115 คน รวมถึงเอเลเนอร์และเวอร์จิเนีย แดร์ ลูกสาวและหลานตาวัยทารกของไวต์ ถูกลืมเลือนและทอดทิ้งไว้ ณ ดินแดนแสนไกล

โรอาโนก

โรอาโนก
เด็กหญิงชนพื้นเมืองอวดตุ๊กตาแบบอังกฤษในภาพที่จอห์น ไวต์ ศิลปินและผู้ว่าการอาณานิคมที่สาบสูญ วาดขึ้น ภาพเหมือนแนวสัจนิยมแสดงวิถีชีวิตชนพื้นเมืองอเมริกันของไวต์ รวมถึงภาพการเต้นรำในพิธีกรรม เป็นหนึ่งในภาพชุดแรกๆ ของโลกใหม่ที่มองผ่านสายตาชาวยุโรป (TRUSTEES OF THE BRITISH MUSEUM – ทั้งสองภาพ)

ยี่สิบปีต่อมา อังกฤษตั้งเมืองริมชายฝั่งถาวรแห่งแรกขึ้นในอเมริกา ห่างจากแม่น้ำเจมส์ไปทางเหนือ 150 กิโลเมตร ตรงบริเวณที่ปัจจุบันคือรัฐเวอร์จิเนีย กัปตันจอห์น สมิท ผู้นำอาณานิคมเจมส์ทาวน์ ได้ข่าวจากชนพื้นเมืองว่า มีกลุ่มชายแต่งกายแบบชาวยุโรปอาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่ของแคโรไลนา ทางตะวันตกของเกาะโรอาโนกและโครอาโทเอน แต่ชุดค้นหาทั้งจากเจมส์ทาวน์และอาณานิคมแห่งอื่นๆในเวลาต่อมาไม่พบหลักฐานทางกายภาพใดๆที่ให้เบาะแสเกี่ยวกับชะตากรรมของชาวอาณานิคมโครอาโทเอนเลย

และเวลา 400 ปีก็ล่วงไปกับการสืบสวนซึ่งคว้าน้ำเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า การขาดหลักฐานส่งผลให้เกิดการคาดเดา การหลอกลวง และทฤษฎีสมคบคิดนับไม่ถ้วน แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลักฐานหลายชุดจากการขุดค้นทางโบราณคดีเผยเงื่อนงำน่าสนใจใหม่ๆ ที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ตั้งถิ่นฐานหลังไวต์จากไป ขณะเดียวกัน นักประวัติศาสตร์ก็เริ่มตระหนักว่า โรอาโนกหาใช่เป็นเพียงอาณานิคมที่ล่มสลายอย่างรวดเร็ว แต่โดยแก่นแท้แล้ว นี่คือโครงการอะพอลโลแห่งยุคเอลิซาเบทของอังกฤษซึ่งกินเวลาหกปีกับการเดินทางครั้งใหญ่สามครั้ง

โรอาโนก
การขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีของชนพื้นเมืองอเมริกันบนเกาะแฮตเทอรัส พบศิลปวัตถุของชนพื้นเมืองและชาวยุโรปผสมปนเปกัน ซึ่งชี้ว่าชนเผ่าโครอาโทเอนผู้เป็นมิตรเปิดรับชาวอาณานิคมที่ระหกระเหินมา (ถ่ายภาพโดยได้รับอนุญาตจาก CROATOAN ARCHAEOLOGICAL SOCIETY)

การเดินทางครั้งแรกเมื่อปี 1584 เป็นภารกิจลาดตระเวนหรือสำรวจเส้นทาง ปีรุ่งขึ้น กลุ่มนักสำรวจชายล้วนซึ่งมีไวต์เป็นศิลปินประจำทีม [เทียบได้กับช่างภาพหรือช่างกล้องวิดีโอยุคปัจจุบัน] มาถึงโรอาโนกโดยหวังจะพบทองคำ สมุนไพรล้ำค่า และทางลัดสู่มหาสมุทรแปซิฟิก แต่พวกเขากลับสร้างศัตรูกับชนพื้นเมืองอเมริกันผู้เป็นเจ้าบ้านด้วยการลอบสังหารหัวหน้าเผ่า ไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา กองเรือที่มีเซอร์ฟรานซิส เดรก เป็นผู้บัญชาการ ช่วยพานักสำรวจที่เหน็ดเหนื่อยและหิวโหยกลุ่มนี้กลับบ้าน ฤดูใบไม้ผลิถัดมาในปี 1587 ไวต์นำการสำรวจครั้งที่สามซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบด้วยชนชั้นกลางชาวลอนดอน รวมถึงเอเลเนอร์ แดร์ ลูกสาวที่กำลังตั้งครรภ์ของเขา ผู้หญิงและเด็กอีกกว่ายี่สิบชีวิต

โดยรวมๆแล้ว เรือเดินสมุทรกว่า 20 ลำนำพาผู้คนหลายร้อยชีวิตเดินทางรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลในศตวรรษที่สิบหก ซึ่งอาจเทียบได้กับการท่องอวกาศในยุคปัจจุบัน การผจญภัยอันห้าวหาญเหล่านี้มีขนาดและขอบเขตใหญ่โตกว่าการไปถึงเจมส์ทาวน์และพลิมัทอันโด่งดังกว่าในยุคต่อมา

“การเดินทางสำรวจเวอร์จิเนียของราเลมักถูกลืมเลือนและตีค่าต่ำเกินจริงครับ” นีล แมกเกรเกอร์ อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อังกฤษ เขียนไว้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บภาพเขียนอันน่าทึ่งของไวต์ ซึ่งช่วยหล่อหลอมแนวคิดของชาวยุโรปที่มีต่อโลกใหม่และผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น

ถึงแม้ผู้ว่าการ (ไวต์) จะเชื่อว่า ผู้ตั้งถิ่นฐานเดินทางไปเกาะโครอาโทเอน แต่ทีมค้นหาไม่พบหลักฐานอะไรที่นั่นจนกระทั่งหลังปี 1993 เมื่อพายุเฮอร์ริเคนเผยให้เห็นเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมากและเศษซากอื่นๆของหมู่บ้านชนพื้นเมืองอเมริกันแห่งหนึ่ง

โรอาโนก โรอาโนก

โรอาโนก
คณะค้นหาพบคำว่า “โครอาโทเอน” (CROATOAN) สลักอยู่บนเสาต้นหนึ่ง แสดงเงื่อนงำที่เป็นไปได้ถึงจุดหมายที่ชาวอาณานิคมตั้งใจมุ่งหน้าไป การขุดค้นหมู่บ้านของชนพื้นเมืองอเมริกันแห่งหนึ่งบนเกาะโครอาโทเอน (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเกาะแฮตเทอรัส) พบหลักฐานชัดเจนของชาวยุโรป รวมถึงหัวลูกศรที่ทำจากแก้วอังกฤษ ด้ามกระบี่ยุคเอลิซาเบท และเบี้ยที่ใช้นับจำนวนจากเยอรมนี (ถ่ายภาพโดยได้รับอนุญาตจาก CROATOAN ARCHAEOLOGICAL SOCIETY – ทุกภาพ)

 

“เราชาวอังกฤษทำอาณานิคมนี้หายไป ผมจึงคิดว่า เรานี่ละครับที่ต้องหามันให้พบอีกครั้ง” มาร์ก ฮอร์ตัน บอกอย่างอารมณ์ดี นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยบริสตอลผู้นี้ยืนอยู่บนปากหลุมสี่เหลี่ยมผืนผ้าใต้เงาต้นไลฟ์โอ๊กหงิกงอต้นหนึ่ง

ย้อนหลังไปเมื่อทศวรรษ 1580 ทางน้ำเข้าที่อยู่ใกล้ๆทำให้ที่นี่เหมาะกับการจับหอยเชลล์ หอยนางรม เต่า และปลา ผืนดินอุดมสมบูรณ์ยังเหมาะที่จะปลูกข้าวโพด พืชจำพวกฟักทอง และถั่วด้วย เมื่อทางน้ำเข้าถูกทรายปิดทับราวหนึ่งร้อยปีหลังไวต์จากไป ที่นี่ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกาะแฮตเทอรัส ซึ่งมีรูปร่างเหมือนบูมเมอแรงยาวๆ ที่ก่อตัวขึ้นจากทรายที่ปลิวมาและป่าใกล้ทะเลบนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

นับตั้งแต่ปี 2013 ทีมขุดค้นพบสิ่งของหลากหลายจากโลกเก่าผสมปนเปอยู่กับศิลปวัตถุของชนพื้นเมืองอเมริกันที่กลางหมู่บ้าน รวมถึงเศษซากของสิ่งที่ดูคล้ายกระบี่ประดับสำหรับพิธีกรรมของบุรุษ พร้อมเศษเหรียญทองแดงของยุโรป ลำกล้องปืน กระสุนตะกั่ว และชิ้นส่วนกระดานรองวาดภาพกับดินสอตะกั่ว

นี่คือแหล่งศิลปวัตถุหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลกใหม่ที่น่าจะมาจากยุคเอลิซาเบท [Elizabethan – รัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่หนึ่งหรือระหว่างปี 1558-1603] ทั้งหมดพบบนเกาะที่ผู้ว่าการไวต์เชื่อว่า ชาวอาณานิคมผู้สาบสูญมุ่งหน้าไป

ขณะที่เราคุยกัน สมาชิกคนหนึ่งในทีมส่งถังใส่โคลนหนักอึ้งให้อาสาสมัครหญิง เธอเทของในถังลงกล่องที่ขึงตะแกรงตาถี่เอาไว้ ฉีดน้ำใส่ แล้วรีบคว้าลูกปัดสีน้ำเงินขนาดจิ๋วของทารกที่ทำในอิตาลีขึ้นมา ต่อมาในวันเดียวกัน ทีมงานพบวัตถุที่มีลักษณะเป็นแผ่นกลมบาง ผลิตขึ้นที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม เมื่อปี 1648 สันนิษฐานว่าใช้ในการเทียบน้ำหนักเหรียญเงินโบราณของฮังการี แม้กระทั่งเกาะโครอาโทเอนอันโดดเดี่ยวห่างไกลก็เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกสมัยใหม่มาตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายศตวรรษที่สิบเจ็ดแล้ว

“ผมไม่เคยบอกว่า พวกเขามาที่นี่กันหมดทุกคนนะครับ” ฮอร์ตันพูดถึงชาวอาณานิคม “แต่นี่คือจุดที่พวกเขาได้รับการต้อนรับและสนับสนุน ผมคิดว่าพวกเขาจะส่งผู้หญิงกับเด็กมาที่นี่ เกือบแน่ใจได้เลยครับว่า เวอร์จิเนีย แดร์ มาที่นี่แน่ๆ”

กระนั้นสิ่งของส่วนใหญ่ที่ดูจะมาจากยุคเอลิซาเบทก็พบปะปนกับของอื่นๆ เช่น ลูกปัดแก้วขนาดจิ๋วและเศษชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งน่าจะผลิตขึ้นราวปี 1650 หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือหลังความพยายามช่วยเหลือที่ล้มเหลวของไวต์กว่าครึ่งศตวรรษ “เป็นปัญหาอย่างมากครับที่ของพวกนี้ปรากฏในอีกสองชั่วคนถัดมา” ฮอร์ตันยอมรับ เขาคิดว่า สิ่งของยุคเอลิซาเบทที่เก่ากว่าอาจเป็นมรดกตกทอดของลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานที่ถูกทอดทิ้งซึ่งอาจมาใช้ชีวิตปะปนกลมกลืนไปกับชาวโครอาโทเอน แต่ของเหล่านี้ก็อาจมาถึงที่นี่ผ่านการค้าขายกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษในยุคหลังก็ได้

เรื่อง แอนดรูว์ ลอว์เลอร์

ภาพถ่าย มาร์ก ทีสเซน

 

อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบราชวังกษัตริย์ชนพื้นเมืองในฟลอริดา

เรื่องแนะนำ

โลกร้างใบจิ๋ว

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย ลอรี นิกซ์ และ แคทลีน  เกอร์เบอร์ เมืองที่กลายเป็นซากปรัก รถไฟจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง โรงเรียนที่เงียบสงัด ห้องสมุด และเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา  ผู้คนอันตรธานไป นี่คือจุดจบของโลกที่เรารู้จักแต่ลอรี นิกซ์ กลับรู้สึกสบายดี อันที่จริงเธอและแคทลีน เกอร์เบอร์ ซึ่งเป็น คู่หูทั้งในเรื่องศิลปะและชีวิตจริง คือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังฉากสิ้นโลกเหล่านี้ วันฟ้าหม่นวันหนึ่งในฤดูหนาวทั้งคู่ กำลังทำงานอยู่ในห้องเช่าซึ่งเป็นทั้งที่พักและที่ทำงาน พวกเธอกำลังบรรจงสร้างฉากจำลองสามมิติของหายนะ นิกซ์เล่าว่าเป้าหมายของพวกเธอคือการสร้างและ ถ่ายภาพ “เรื่องราวที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป นั่นคือแบบจำลองของเมืองยุคไร้มนุษย์ หลังเกิดภัยพิบัติปริศนาทำลายล้างทุกสิ่ง” เพื่อ “ปลดปล่อย กระตุกต่อมคิด และปลุกเร้า” จินตนาการของผู้ชม “เราต้องการ[ให้ผู้ชม] ใคร่ครวญถึงปัจจุบันเราจะยังมีอนาคตอยู่หรือ ไม่ เราจะสามารถปกป้องตัวเองได้หรือเปล่า” นิกซ์ได้ความคิดส่วนใหญ่ในการรังสรรค์ผลงานอันสลับซับซ้อนนี้จากการนั่งรถไฟใต้ดิน หรือไม่ก็การเปิดหนังสือ ท่องเที่ยวต่าง ๆ แรงบันดาลใจอื่น ๆ มาจากความทรงจำในอดีตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตขึ้นในพื้นที่ที่เกิด พายุทอร์นาโดช่วงทศวรรษ 1970 หรือจากภาพยนตร์แนว ภัยพิบัติและแฟนตาซีอย่าง ตึกนรก (The Towering Inferno) และ […]

อยู่บนโลกอย่างไรให้มีความสุข? พบกับหญิงสาวผู้ตกหลุมรักทุกสิ่งที่เป็นสตรอว์เบอร์รี่

สตรอว์เบอร์รี่สามารถช่วยโลกได้! พบกับ ยูโกะ อูโกมุระ หญิงชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่กับสามีในเมืองบลูมมิงตัน รัฐอินเดียนา ของสหรัฐอเมริกา เธอตกหลุมรักสตรอว์เบอร์รี่เข้าอย่างจัง เพราะข้าวของทุกอย่างในบ้านของเธอนั้นเต็มไปด้วยสตอรว์เบอร์รี่ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าทำไมถึงชอบสะสมข้าวของที่มีลวดลายเหมือนสตรอว์เบอร์รี่” ยูโกะกล่าว “เมื่อ 3 ปีก่อน ฉันได้พบกับกลุ่มคนที่มีความชอบเหมือนฉันบนโลกออนไลน์ พวกเราตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เป็นสตอรว์เบอร์รี่เหมือนกัน และฉันรู้สึกว่าสตรอว์เบอร์รี่มอบพลังในการใช้ชีวิตให้แก่ฉัน” ด้านสามีของเธอ โชฮากุ นั้นไม่เคยว่ากล่าวหรือแสดงความไม่พอใจที่บ้านของพวกเขากลายเป็นดินแดนสตรอว์เบอร์รี่ ตรงกันข้ามยูโกะเองกล่าวว่า ดูเหมือนสามีเธอจะสนุกสนานไปกับเธอด้วยซ้ำ ในภาษาญี่ปุ่น คำว่าสตอรอว์เบอร์รี่อ่านว่า “อิจิโกะ” อิจิคำเดียวแปลว่า เลขหนึ่ง ส่วนโกะคำเดียวแปลว่า เลขห้า ดังนั้นเมื่อรวมกันคำว่าอิจิโกะ จึงหมายถึงเลข 15 ด้วย ซึ่งยูโกะเล่าเรื่องประหลาดให้ฟังว่า ตั้งแต่เธอหลงรักสตรอว์เบอร์รี่ไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรือไปที่ไหนก็จะบังเอิญ พบกับเลข 15 เสมอ ตั้งแต่การเปิดโทรศัพท์เพื่อเช็คเวลา เธอมักจะเจอกับเวลา 11:15 หรือ 01:15 โดยบังเอิญ หรือในขณะขับรถก็มักเจอกับรถยนต์ป้ายทะเบียนที่มีเลข 15 หรือป้ายบอกทางที่มีเลข 15 เช่นกัน ความคลั่งไคล้สตรอว์เบอร์รี่ของยูโกะ เป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสตรอว์เบอร์รี่ขึ้นมา “เรื่องราวจะเกิดในตะวันตก ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ จนมาถึงในปัจจุบัน ผู้คนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสตรอว์เบอร์รี่ […]

Explorer Awards 2018: กรุณา บัวคำศรี

กรุณา บัวคำศรี นักข่าวผู้มากประสบการณ์ และกล้าหาญในการนำเสนอเรื่องราวของผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นซ่องโสเภณีเก่าแก่ในบังกลาเทศ หรือพื้นที่สงครามอย่างโมซูล ในอิรัก

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.