พบรอยเท้ามนุษย์อายุ 13,000 ปี เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาเหนือ - National Geographic Thailand

พบรอยเท้ามนุษย์อายุ 13,000 ปี เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาเหนือ

พบรอยเท้ามนุษย์อายุ 13,000 ปี เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาเหนือ

เมื่อราว 13,000 ปีก่อน มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ย่ำเท้าก้าวเดินไปรอบๆ ชายฝั่งทางตะวันตกของพื้นที่ที่กลายมาเป็นประเทศแคนาดาปัจจุบัน พวกเขาทิ้งรอยเท้าเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง

รายงานล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Plos One ประกาศการค้นพบรอยเท้ามนุษย์จำนวน 29 รอย บริเวณชายฝั่งของเกาะ Calvert ในรัฐบริติชโคลัมเบีย

จากบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ลงใน New York Times นักโบราณคดีจากสถาบัน Hakai และมหาวิทยาลัยวิคตอเรียนาม Duncan McLaren เป็นผู้ค้นพบรอยเท้านี้เมื่อปี 2014 และระหว่างการสำรวจในปี 2015 และ 2016 จำนวนรอยเท้าก็เพิ่มมากขึ้น

ด้วยขนาดของรอยเท้าที่ต่างกัน ทีมนักวิจัยตั้งทฤษฎีขึ้นว่าเจ้าของรอยเท้าเหล่านี้น่าจะเป็นมนุษย์ผู้ใหญ่สองคนและเด็กอีกสองคน รอยเท้าดังกล่าวถูกฝังอยู่ในดินเหนียวที่ประกอบด้วยตะกอนมากมายเช่น ทราย และโคลน ธรรมชาติของสถานที่แห่งนี้รักษารอยเท้าโบราณเอาไว้ และจากการตรวจสอบด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี นักวิทยาศาสตร์พบว่ารอยเท้าเหล่านี้มีอายุย้อนกลับไปได้ถึงเมื่อ 13,000 ปีก่อน

นั่นทำให้รอยเท้าล่าสุดนี้ได้ชื่อว่าเป็นรอยเท้ามนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยถูกพบมาในทวีปอเมริกาเหนือ

 

มันมีความหมายอย่างไร?

“การค้นพบครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่ามีการตั้งถิ่นฐานของชาวประมงในพื้นที่แห่งนี้ ช่วงปลายยุคน้ำแข็ง” McLaren กล่าวในระหว่างการแถลงข่าว

ในการศึกษาก่อนหน้าชี้ว่ามนุษย์สมัยใหม่เดินทางเข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือด้วยการอพยพผ่านทางสะพานแผ่นดินที่เชื่อมต่อระหว่างเอเชียและรัฐอลาสกา จากนั้นชาวพื้นเมืองอเมริกันในยุคแรกๆ อาจอพยพลงมาทางทิศใต้เรื่อยๆ ตามแนวชายฝั่งตะวันตก

การจะมองหาหลักฐานทางโบราณคดีที่ชี้ว่าในอดีตมนุษย์มีการอพยพลงมาทางตอนใต้เรื่อยๆ จริงนั้นเป็นเรื่องยาก  เนื่องจากในปลายยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจุบันราว 6 – 10 ฟุต ประกอบกับผืนป่าที่ขึ้นอย่างหนาแน่นตามแนวชายฝั่งทำให้การเข้าถึงต้องใช้เรือเท่านั้น ฉะนั้นแล้วการค้นพบล่าสุดนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า มนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อพยพลงมาทางตอนใต้ตามแนวชายฝั่ง

 

เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น?

ในปี 2007 ผลการสกัดดีเอ็นเอจากฟันที่ถูกพบในเกาะ Prince Wales ทางตอนใต้ของอลาสกา ระบุว่ามันมีอายุเก่าแก่ 10,300 ปี และในปี 2008 ผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมชี้ว่าแผ่นดินอเมริกาในช่วง 15,000 ปีก่อนยังไม่เคยมีมนุษย์เดินทางมาถึง

ถ้าเช่นนั้นแล้วเราไปอยู่ที่ไหนกันมา?

เชื่อกันว่าสายพันธุ์ของมนุษย์สมัยใหม่มีจุดเริ่มต้นในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกา เมื่อราว 200,000 ปีก่อน  แต่ผลการศึกษาเมื่อปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ามีการค้นพบหลักฐานการดำรงอยู่ของมนุษย์เมื่อ 300,000 ปีก่อน และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เราเดินทางขึ้นเหนือไปยังยุโรปและเอเชีย ล่องเรือไปทางตะวันออกยังออสเตรเลีย หรือแม้แต่ทวีปอเมริกาใต้มนุษย์ก็เดินทางไปถึง

รายงานการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2011 ชี้ว่าสภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นเมื่อ 13,000 ปีก่อน เป็นโอกาสให้มนุษย์สมัยใหม่เริ่มอพยพออกจากแอฟริกา ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นหล่อเลี้ยงแม่น้ำและสร้างภูมิทัศน์ที่น่าอยู่มากขึ้น

มีทฤษฎีที่เชื่อกันว่ามนุษย์ไม่ได้เดินเท้าอพยพออกจากแอฟริกาเลยจนกระทั่งเมื่อราว 60,000 ปีก่อน แต่การค้นพบหลักฐานใน อิสราเอล ชี้ว่ามนุษย์สมัยใหม่อาจอพยพออกจากแอฟริกาตั้งแต่ 120,000 ปีก่อนแล้ว

ในขณะที่การค้นพบรอยเท้าในแคนาดาช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำความเข้าใจถึงการอพยพของผู้คนสมัยก่อนมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีมันยังเป็นเพียงแค่เงื่อนงำเท่านั้น การจะเข้าใจภาพรวมทั้งหมดได้จำเป็นต้องมีการขุดค้นหาหลักฐานมากมาย เพื่อสร้างแผนที่การอพยพขนาดใหญ่บนแผ่นดินอเมริกาขึ้นมา

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

 

อ่านเพิ่มเติม

12 ทฤษฎี เราวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?

เรื่องแนะนำ

มรดกบาปแห่งสงคราม

อาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งบางส่วนเป็นวัตถุระเบิดที่ยังไม่ ระเบิดในลาว ถูกทำลายในปี 2012 เพื่อทำให้ท้องทุ่งแห่งนี้ปลอดภัย สหรัฐอเมริกาทิ้ง ระเบิดในลาว มากกว่าสองล้านตัน ระหว่างปี 1964 ถึง 1973 ในช่วงสงครามเวียดนาม เทียบเท่ากับการทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบินทุกๆ 8 นาที ติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปีเต็ม ชาติเล็กๆแห่งนี้ฟื้นตัวจาก การทำลายล้างครั้งนั้นได้อย่างไร เรื่อง ที. ดี. ออลแมน ภาพถ่าย สตีเฟน วิลก์ส ตลอดช่วงเวลาหลายวันบนทุ่งไหหิน ผมพยายามเก็บภาพ คิดคำ พูดเปรียบเปรย ตกผลึกความคิดที่สามารถสื่อความหมาย ของความเป็นลาว ชาติที่ถูกทิ้งระเบิดถล่มมากที่สุดชาติหนึ่งในประวัติศาสตร์  แต่สามารถหยัดยืนและก้าวต่อไปจนพบอนาคตอันสดใส  สุดท้ายผมพบสิ่งที่ตามหาบนถนนสายหลักอันจอแจในโพนสะหวัน  เมืองเอกของแขวงเชียงขวางนั่นคือเปลือกระเบิดกองมหึมาที่หลงเหลือจากยุทธศาสตร์ทิ้งระเบิดของสหรัฐฯในลาว ครั้งหนึ่งผู้คนในแขวงเชียงขวางแห่งนี้ต้องใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ในถ้ำและอุโมงค์อยู่นานหลายปี ทุกวันนี้โพนสะหวันเป็นเมืองคึกคักถึงขนาดต้องมีไฟจราจรพร้อมจอดิจิทัลบอกให้คนเดินเท้ารู้ว่ามีเวลาข้ามถนนกี่วินาที สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านรวง ธนาคาร และตลาดสด ทว่าสิ่งที่อยู่เคียงคู่บรรดาคนโทหินขนาดใหญ่อันโด่งดังแห่งทุ่งไหหิน คือเศษซากจากสงครามทางอากาศของสหรัฐฯที่ยืดเยื้อตั้งแต่ปี 1964 จนถึงปี 1973 ซากอดีตเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว กองเปลือกระเบิดกองนั้นตั้งอยู่หน้าสำนักงานการท่องเที่ยวของท้องถิ่น ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนคล้ายลูกระนาดสลับกับที่ราบและทุ่งหญ้า บางส่วนของทุ่งไหหินจึงดูละม้ายสนามกอล์ฟขนาดมหึมา บ่อทรายหลายแห่งเกิดจากห่าระเบิดที่ทิ้งลงมา มีนับล้านๆลูกที่ระเบิดตูมตาม ขณะที่อีกหลายล้านลูกไม่ระเบิดและกลายเป็นภัยถาวร โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการชาวลาวที่หาเงินจากการเก็บกู้โลหะมีค่าจากลูกระเบิดด้าน “ยินดีต้อนรับสู่นายเพด  นาเพีย ผู้ผลิตช้อนและกำไล” เป็นข้อความบนป้ายโฆษณาติดอยู่หน้าบ้านของเพด […]

พระราชพิธี บรมราชาภิเษก สองรัชกาล

เป็นเวลาถึง 69 ปีแล้วนับจากปีพุทธศักราช 2493 ที่พระราชพิธี บรมราชาภิเษก ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในแผ่นดินสยาม นับเป็นเรื่องมหาปีติสำหรับพสกนิกรชาวไทยอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นระหว่างวันที่  4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ก่อนจะถึงวันแห่งประวัติศาสตร์นั้น เราขอย้อนอดีตนำภาพถ่ายหาดูยากของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสองรัชกาล ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มาฝากกัน 

งูเหลือมกลืนเหยื่อตัวใหญ่กว่ามันได้หลายเท่า

งูเหลือมกลืนเหยื่อตัวใหญ่กว่ามันได้หลายเท่า งูเหลือม คือ สัตว์ที่เชื่อกันว่า มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์ตระกูลจิ้งจก และ ตุ๊กแก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยล้านปีมาแล้ว และยังถือว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ที่อันตรายและมีลำตัวยาวที่สุดในโลก โดยเฉพาะงูเหลือมในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันสามารถวัดความยาวสูงสุดได้ยี่สิบห้าฟุต หากถามว่าทำไมงูเหลือมถึงกลายเป็นหนึ่งในสัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลก นั่นเป็นเพราะ งูเหลือมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงซึ่งสามารถรัดเหยื่อ จนเลือดในตัวเหยื่อหยุดไหลเวียนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกๆ ครั้งที่เหยื่อพยายามจะหายใจ มันจะรัดเหยื่อแน่นขึ้นอีก จนขาดอากาศหายใจในที่สุด นอกจากกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแล้ว ขากรรไกรของงูเหลือมก็สามารถทำงานได้ดีด้วยเช่นกัน งูเหลือมสามารถกินเหยื่อตัวใหญ่ได้ เพราะขากรรไกรของมันมีความยืดหยุ่นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ฟันแถวล่างของมัน ยังยืดออกจากกันและขยับได้อย่างอิสระคล้ายกับปีกของนก ซึ่งช่วยให้มันสามารถอ้าปากได้กว้างและกลืนเหยื่อลงไปในคอได้ ฟันของงูเหลือมยังมีลักษณะที่แหลมคม โค้งไปด้านใน ซึ่งมีข้อดีอย่างมากในการจับ และล็อคเหยื่อให้แน่นทำให้เหยื่อไม่สามารถดิ้นหลุดออกจากปาก จากนั้นจึงค่อยๆ ดันเหยื่อเข้าไปในคอของมัน   อ่านเพิ่มเติม ความกลัวงูและแมงมุมติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือไม่?