หมูป่า กลายมาเป็นหมูเลี้ยงได้อย่างไร? - National Geographic Thailand

หมูป่ากลายมาเป็นหมูเลี้ยงได้อย่างไร?

หมูป่า กลายมาเป็นหมูเลี้ยงได้อย่างไร?

คุณผู้อ่านเคยสงสัยที่มาของเบคอนในจานคุณหรือไม่? ในที่นี้หมายถึงประวัติศาสตร์บนเส้นทางวิวัฒนาการ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเบคอนชิ้นนั้นมาจากฟาร์มที่ไหน

เชื่อกันว่ามนุษย์เราทำการเกษตร และปศุสัตว์มาตั้งแต่ 12,000 ปีก่อน จากวันนั้นจนวันนี้มีสัตว์มากมายจากป่าที่ถูกพัฒนา และปรับปรุงพันธุ์จนกลายมาเป็นสัตว์สำหรับฟาร์มโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นหมู, ไก่ ไปจนถึงวัว ซึ่งแม้พวกมันจะสืบเชื้อสายมาจากสัตว์ป่าในธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเป็นการยากที่สัตว์เหล่านี้จะเอาตัวรอดได้เองในป่า

นักโบราณคดีเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของหมูเลี้ยงเกิดขึ้นจาก มนุษย์ในสมัยโบราณแยกหมูป่ากลุ่มหนึ่งออกจากประชากรหมูป่าอื่นๆ เมื่อสัตว์สองกลุ่มนี้ถูกแยกออกจากกัน และไม่มีการผสมพันธุ์ข้ามกลุ่มกันจึงนำไปสู่ลักษณะของหมูเลี้ยงดังในปัจจุบัน พวกมันปราศจากขน และเขี้ยวซึ่งเป็นคุณลักษณะที่มนุษย์เราไม่ต้องการ หมูเลี้ยงเหล่านี้คือผลของ “คอคอดยีน” (bottleneck) เมื่อการผสมพันธุ์กันเองในสายพันธุ์ส่งผลให้ความหลากหลายในพันธุกรรมลดลง ลักษณะบางประการ หรือการปรับตัวบางอย่างจะสูญหายไปอย่างถาวร ในขณะที่คุณสมบัติใหม่ๆ กลับปรากฏเด่นชัดขึ้น เช่น มีลูกมากในหนึ่งครอก เป็นต้น และในอีกหลายรุ่นต่อมาลูกหลานของหมูป่ากลุ่มนี้ก็มีลักษณะที่แตกต่างจากหมูป่าตามธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาแหล่งที่มาชัดเจนว่าหมูเลี้ยงมีจุดเริ่มต้นจากที่ใด จากหลักฐานที่ปรากฏบรรพบุรุษของพวกมัน หรือหมูป่า (Sus scrofa) มีถิ่นอาศัยกระจัดกระจายทั่วไปในทวีปเอเชีย และยุโรป นั่นหมายความว่าพวกมันอาจถูกนำมาเริ่มต้นเลี้ยงที่ไหนก็ได้โดยมนุษย์โบราณ อย่างไรก็ดีหลักฐานจากสัตวโบราณคดีวิทยา (Zooarchaeology) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับฟัน และกระดูกของสัตว์บ่งชี้ว่า หมูเลี้ยงน่าจะมีจุดเริ่มต้นเมื่อราว 10,000 ปีก่อนจากสองสายคือหนึ่ง ในภูมิภาคของจีนบริเวณแม่น้ำโขง และในดินแดนอนาโตเลีย ซึ่งคือตุรกีในปัจจุบัน

หมูป่า
ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Babe (หมูน้อยหัวใจเทวดา) ปี 1995

ปี 2015 Laurent Frantz นักชีววิทยาเชิงข้อมูลจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ในสหราชอาณาจักร วิเคราะห์จีโนมของหมูป่า และหมูเลี้ยงจำนวน 103 ตัวทั่วยุโรป และเอเชียด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยมีที่ปรึกษาคือ Martien Groenen นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย Wageningen ในเนเธอร์แลนด์ ผู้เคยรวบรวมลำดับจีโนมของหมูป่า และหมูเลี้ยงจำนวน 600 ตัวมาก่อน ในงานวิจัยอื่น

ผลการวิจัยพบว่าหมูเลี้ยงมีบรรพบุรุษที่ค่อนข้างหลากหลาย ผลการค้นพบสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานว่าหมูเลี้ยงมีจุดกำเนิดในสองสายคือเกิดขึ้นในจีน เมื่อผู้คนเริ่มเลี้ยงหมู และในที่สุดหมูเลี้ยงก็กลายมาเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของผู้คนโบราณ แต่พวกมันมีความหลากหลายของบรรพบุรุษที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหมูในยุโรป ซึ่งอาจเป็นเพราะชาวจีนนั้นริเริ่มเลี้ยงหมูกันมานานก่อนชาวตะวันตก อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ยังคงต้องศึกษากันต่อไป

ส่วนที่ยุโรปดีเอ็นเอของหมูเลี้ยงสมัยใหม่ในยุโรปบ่งชี้ว่าพวกมันเป็นลูกผสมของหมูป่าหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งบางดีเอ็นเอนั้นไม่เข้าพวกกับดีเอ็นเอของหมูป่าที่เก็บรวบรวมมาได้ นั่นหมายความว่าบางส่วนของบรรพบุรุษพวกมันเป็นหมูป่าที่สูญพันธุ์ไปแล้ว หรือมาจากพื้นที่ห่างไกลเช่น ทางตอนกลางของเอเชีย ก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานตามมาว่าในสมัยโบราณ หมูคือสัตว์เลี้ยงที่ถูกต้อนไปด้วยระหว่างการอพยพ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นราว 7,000 ปีก่อน เมื่อผู้คนทางตอนกลางของเอเชียเริ่มอพยพเข้าสู่ยุโรป และพาเอาปศุสัตว์รวมถึงพืชพันธุ์ติดไม้ติดมือไปด้วย นอกจากนั้นพวกมันยังมีดีเอ็นเอของหมูเอเชียอีกด้วย สืบเนื่องมาจากในช่วงทศวรรษ 1800 เมื่อชาวยุโรปนำหมูจากจีนเข้าไปในยุโรปเพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น

 

แล้วหมูป่ามาจากไหน?

บรรพบุรุษของหมูป่านั้นค่อนข้างหลากหลาย และมีขนาดตัวใหญ่โตเทียบเท่ากับวัวฟาร์มในปัจจุบัน ฟอสซิลบรรพบุรุษของหมูป่าที่เก่าแก่ที่สุดย้อนกลับไปไกลได้ราว 30 ล้านปีก่อน ค้นพบในชั้นดินของยูเรเซีย ส่วนในทวีปแอฟริกา ฟอสซิลของหมูป่าโบราณถูกพบในนามิเบีย และเคนยามีอายุเก่าแก่ 17.5 ล้านปี จากนั้นพวกมันก็กระจายสายพันธุ์ และวงศ์ย่อยออกไปอย่างกว้างขวาง ยกตัวอย่างเช่น Nyanzachoerus syrticus สัตว์โบราณความสูงจากพื้นถึงไหล่ 1 เมตร อาศัยอยู่ในภูมิภาคทางตะวันออกของแอฟริกา เมื่อราว 7.5 – 2.5 ล้านปีก่อน ซึ่งจากกะโหลกศีรษะที่ยังคงสภาพดีของมันฉายให้เห็นว่า บรรพบุรุษของหมูป่าสายพันธุ์นี้มีกระดูกบริเวณจมูก และแก้มที่โป่งนูนออกมาอย่างโดดเด่น ในขณะที่เขี้ยวมีขนาดปานกลาง

หมูป่า
ภาพเขียนของ Nyanzachoerus syrticus
ศิลปกรรมโดย Mauricio Anton

อีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ถูกค้นพบคือ Kubanochoerus gigas ความสูงจากพื้นถึงไหล่ 1.2 เมตร อาศัยอยู่ในเอเชียกลางเมื่อราว 14 ล้านปีก่อน พวกมันเป็นหมูป่าขนาดใหญ่ที่อาจมีน้ำหนักถึง 500 กิโลกรัม มีเขาอยู่กลางหน้าผาก ซึ่งอาจจะใช้ในการต่อสู้ระหว่างเพศผู้ด้วยกัน

ทั้งนี้นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อกันว่า ในอดีตบรรพบุรุษของหมูป่าเหล่านี้อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ และเป็นสัตว์ที่มีความก้าวร้าวอย่างมากเมื่อเทียบกับผู้ล่าอื่นๆ ในยุคโบราณ ทว่าลูกอ่อนของพวกมันก็ตกเป็นเป้าของสัตว์กินเนื้อชนิดอื่นด้วยเช่นกัน เนื่องจากในวัยเด็กเขี้ยว หรือเขาของมันจะยังพัฒนาไม่เต็มที่

หมูป่า
ภาพเขียนของ Kubanochoerus gigas
ศิลปกรรมโดย Willem van der Merwe

หมูคือสัตว์ที่มีอัตราการเจริญพันธุ์สูงที่สุด เมื่อเทียบกับบรรดาสัตว์กีบเท้าด้วยกัน นั่นทำให้พวกมันต้องกินอาหารเป็นปริมาณมาก เพื่อผลิตน้ำนมเลี้ยงดูลูก แม้ในโลกโบราณเราจะยังไม่ทราบชัดเจนว่าบรรพบุรุษของหมูป่าเหล่านี้กินอะไรเป็นอาหาร ทว่าในโลกสมัยใหม่เรารู้กันดีว่าหมูเป็นสัตว์ที่กินอาหารได้เกือบทุกอย่าง ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นหนึ่งในวิวัฒนาการที่ช่วยให้มันเอาตัวรอดก็เป็นได้ หรือไม่ก็เป็นเพราะมนุษย์เราเองที่ทำให้มันกลายมาเป็นเช่นนี้ เมื่อหมูป่าถูกเปลี่ยนมาเป็นหมูเลี้ยงเชื่องๆ โดยสมบูรณ์

 

อ่านเพิ่มเติม

โคอาลากินใบยูคาลิปตัสได้อย่างไร? โดยไม่ได้รับสารพิษ

 

แหล่งข้อมูล

How did wild boar become farmyard pigs? Genetic data reveals the answer

The Domestication of Pigs: Sus Scrofa’s Two Distinct Histories

The taming of the pig took some wild turns

National Geographic Prehistoric Mammals

เรื่องแนะนำ

ฉลามให้กำเนิดลูกโดยไม่ผ่านการผสมพันธุ์

เรื่อง เบกกี ลิตเติ้ล เตรียมพบกับเรื่องราวที่จะทำให้คุณเซอร์ไพรส์ นักวิทยาศาตร์ได้เผยแพร่การค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ฉลามเพศเมียได้ให้กำเนิดลูกน้อยของมัน โดยไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ มันคลอดทั้ง ๆ ที่ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ ฉลามเสือเพศเมียชื่อ ลีโอนี (Leonie) ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำได้วางไข่และลูก ๆ ทั้งสามตัวของมันฟักออกจากไข่อย่างฉลามทั่วไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉลามเสือ (Stegostoma fasciatum) ออกไข่โดย “ไม่ผสมพันธุ์” แต่มันเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกพฤติกรรมนี้ไว้ได้ ลีโอนีตกลูกครอกก่อนหน้านี้ในปี 2012 โดยการผสมพันธุ์กับฉลามหนุ่มในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำรีฟเอชคิว เมืองทาวนส์ฮิลล์ รัฐควีนส์แลนด์ และหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จับลีโอนีแยกมาอยู่ในบ่อที่เธอไม่มีโอกาสเจอตัวผู้อีกเลย ในบ่อใหม่ ลีโอนียังคงวางไข่ของเธอต่อไป อย่างเช่นที่แม่ไก่ทำ แต่เราไม่รู้ว่าไข่เหล่านั้นได้รับการปฏิสนธิหรือไม่ สามปีหลังแยกจากตัวผู้ เธอได้สร้างความประหลาดใจแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแล ไข่บางฟองที่เกิดจากเธอฟักออกมาเป็นตัว นับเป็นครั้งแรกที่เราสังเกตุพฤติกรรมนี้ได้ในปลาฉลาม แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศไปเป็นแบบพาร์ธีโนเจเนซิส (การสืบพันธุ์ที่ตัวอ่อนเจริญโดยไข่ไม่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม) พบมาก่อนหน้านี้ในปลากระเบนลายจุดและงูสายรุ้งกัมพูชา การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศลักษณะนี้ มีการสำรวจพบในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอีกหลายชนิดซึ่งมักจะไม่ค่อยเกิดขึ้นในภาวะปกติ นักวิทยาศาสตร์ในสวนสัตว์หลุยส์วิลล์ประหลาดใจมากที่งูเหลือมในการดูแลออกไข่โดยไม่ได้รับการผสมพันธุ์ พวกเขาตั้งข้อสังเกตุว่า อาจเกิดจากการที่พวกมันเก็บสเปิร์มของงูตัวผู้ไว้ในตัว ในกรณีงูเหลือมที่หลุยส์วิลล์ ลูกของมันไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับสเปิร์มแน่นอน เพราะว่างูเหลือมสาวตัวนี้ไม่เคยได้ต้องกายงูเหลือมหนุ่มตัวใดเลย แต่ลีโอนีเคย และเมื่อตอนที่เธอให้กำเนิดลูกออกมา นักวิทยศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำควีนส์แลนด์กล่าวหาว่า เธอเก็บสเปิร์มของตัวผู้ไว้ หลังจากการทดสอบทางพันธุกรรมร่วมแรมปีแสดงให้เห็นว่า […]

อย่างงง! แพะขึ้นไปติดบนสายไฟได้อย่างไร?

คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้เมื่อเดือนมีนาคม ปึ 2016 จากชนบทในประเทศกรีซ เมื่อเจ้าแพะตัวหนึ่งสร้างความงุนงน ให้แก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ร่างของมันลอยตัวอยู่กลางอากาศ มีเพียงเขาที่เกี่ยวกับสายไฟไว้เท่านั้น เจ้าแพะขึ้นไปติดบนสายไฟได้อย่างไร? ไม่มีใครทราบ เคราะห์ดีที่ชาวบ้านบริเวณนั้นช่วยกันนำตัวมันลงมา อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้แพะเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการกระโดดได้สูงมาก พวกมันมีกีบพิเศษที่ช่วยในการปีน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้สูงหรือหน้าผาชัน แพะสามารถปีนขึ้นได้ทั้งสิ้น   อ่านเพิ่มเติม : ความน่ารักของลูกหมี หลังได้รับการช่วยเหลือโดยเจ้าหน้าที่, แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียงสามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง สามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์ ตามแหล่งน้ำในมณฑลยูนนาน ทีมนักอนุรักษ์หวังว่าจะหา ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง ที่อุดมสเปิร์มให้พบสักตัว  ตะพาบยักษ์ดังกล่าวเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างวิกฤติที่สุด  ขณะนี้ทั้งโลกเหลืออยู่เพียงสามตัว  สองตัวเพศผู้และเพศเมียอยู่ในสวนสัตว์ซูโจว  ส่วนที่เหลืออีกตัว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพศผู้ อาศัยอยู่ในทะเลสาบดองโม ในประเทศเวียดนาม ที่จริง เคยมีตะพาบยักษ์ชนิดนี้เหลืออยู่ในโลกสี่ตัว แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ตะพาบอีกตัวซึ่งคาดว่าอายุเกือบ 100 ปี ตายลงในสวนสัตว์ที่เวียดนาม ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง หรือ เต่าแม่น้ำแดง (Red River Turtle) เป็นสัตว์ประเภทเต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุยืนเป็นศตวรรษและน้ำหนักราว 90 กิโลกรัม ตะพาบน้ำชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เมื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอดลำน้ำแดงของจีนทำลายถิ่นอาศัยของตะพาบชนิดนี้ลงเกือบหมด  ยิ่งจีนเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เขื่อนยิ่งถูกสร้างมากขึ้นในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และทำให้แหล่งอาศัยของพรรณพืชและสัตว์ป่าตัดขาดจากกันเป็นเสี่ยงๆ  ตะพาบยักษ์ชนิดนี้ต้องการน้ำสะอาดและหาดสำหรับหาอาหาร เต่าทะเลเกือบทุกชนิดพันธุ์กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับพี่น้องเต่าน้ำจืดของมัน  ไข่ เนื้อ และหนังทำให้พวกมันเปราะบางต่อการล่าและแหล่งอาศัยก็ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ในขณะที่การเพิ่มจำนวนประชากรตะพาบยักษ์แยงซีเกียงที่เหลืออยู่ในโลกเพียงสามตัวจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย  นักอนุรักษ์จากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าและพรรณพืชกำลังเสาะหาตะพาบยักษ์ชนิดเดียวกันที่เชื่อกันว่าซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ลึกเข้าไปในมณฑลยูนนาน หวังอ้ายหมิน ผู้อำนวยการฝ่ายของสมาคมฯ และผู้รับทุนจากเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกกล่าวว่า ชาวบ้านแถบยูนนานบอกว่าเคยเห็นตะพาบชนิดนี้ แต่ยังไม่รู้ว่ามีจำนวนมากแค่ไหน “เท่าที่คนท้องถิ่นเคยเห็น น่าจะมีหนึ่งหรือสองตัว” หวังกล่าวว่าตะพาบยักษ์เพศผู้ของจีนอายุค่อนข้างมากแล้ว ในขณะที่เพศเมียยังอยู่ในวัยสาว  […]

นกพัฟฟินขี้สงสัย ผูกมิตรกับนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวจากหมู่เกาะเชตแลนด์ ในสกอตแลนด์ บังเอิญได้เพื่อนใหม่สุดพิเศษระหว่างการเดินทางนั่นคือ “นกพัฟฟิน” ปกติแล้วนกพัฟฟินแอตแลนติกเหล่านี้ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในทะเล และจะขึ้นบกมาเพื่อผสมพันธุ์เท่านั้น ประชากร 60% ของนกพัฟฟิน จากทั้งหมดล้วนอาศัยอยู่ในไอซ์แลนด์ จากประวัติศาสตร์นกชนิดนี้ถูกล่ามนานหลายชั่วอายุคน เพื่อล่าเอาขนและเนื้อของพวกมัน แต่น่าแปลกตรงที่ เจ้านกพัฟฟินตัวนี้กลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวคนเลย ทั้งยังเดินเข้าไปใกล้กับขาของนักท่องเที่ยวคนนี้ด้วยซ้ำ และหลังจากสำรวจอยู่ไม่กี่นาที นกพัฟฟินก็เดินจากไป ทิ้งเอาไว้แต่ความประทับใจไม่รู้ลืม   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายจากสารคดีเรื่องนกฮัมมิงเบิร์ดที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, ชมความงามของ นก จากทั่วโลก ผ่านภาพถ่ายอันน่าเหลือเชื่อ