ดีเอ็นเอเผย ชาวนอร์สในกรีนแลนด์ค้า งาวอลรัส ให้ยุโรป - National Geographic

ดีเอ็นเอเผย ชาวนอร์สในกรีนแลนด์ค้างาวอลรัสให้ยุโรป

ดีเอ็นเอเผย ชาวนอร์สในกรีนแลนด์ค้า งาวอลรัส ให้ยุโรป

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่บรรดานักโบราณคดีตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดชาวนอร์สจึงเลือกตั้งถิ่นฐานบนเกาะกรีนแลนด์ เกาะน้ำแข็งที่ไม่ได้มีทรัพยากรใดๆ เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตเลย ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงสหัสวรรษแรกด้วยแล้ว ฉะนั้นพวกเขาไปอยู่อาศัยกันทำไมที่นั่น? และพวกเขาเอาชีวิตรอดได้อย่างไร?

ก่อนหน้านี้นักวิชาการเชื่อกันว่าชาวนอร์สเพาะปลูกพืชและทำประมง ทว่าผลการศึกษาใหม่พบว่าผู้คนในยุคโบราณเหล่านี้มีทรัพยากรสำคัญอีกอย่างแก่การดำรงชีวิต มันคือการค้าขายงาของวอลรัสให้แก่ตลาดในยุโรป

ในช่วงต้นของยุคกลาง งาวอลรัสเป็นสินค้ายอดนิยม ในฐานะของหายากจากแดนเหนือ โบสถ์หลายแห่งประดับประดาด้วยงาวอลรัสที่แกะสลักอย่างประนีตบรรจง ชนชั้นสูงเล่นหมากรุกที่ตัวหมากถูกแกะจากงาของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ อย่างไรก็ดีทีมวิจัยไม่มั่นใจว่างาวอลรัสที่ถูกแปรรูปมาเป็นข้าวของต่างๆ ในยุโรปนั้นมาจากที่ใดกันแน่ระหว่างน่านน้ำทางตะวันออกของสแกนดิเนเวีย หรือพื้นที่อันห่างไกลทางตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์

การศึกษาครั้งนี้ตั้งอยู่บนข้อเท็จริงที่ว่า สายพันธุ์วอลรัสในไอซ์แลนด์และสแกนดิเนเวียนั้นมีพันธุกรรมที่แตกต่างจากวอลรัสในกรีนแลนด์และแคนาดา นักวิทยาศาสตร์ตามรอยงา, กระดูก ตลอดจนข้าวของต่างๆ จากตัววอลรัสที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ทั่วยุโรป เพื่อวิเคราะห์ดีเอ็นเอโบราณเหล่านี้ในการหาแหล่งที่มาของพวกมัน

(ภาพถ่ายสะท้อนโลกของสินค้าต้องห้ามจากสัตว์ป่า)

สิ่งที่พวกเขาพบนั้นค่อนข้างน่าประทับใจ ข้าวของก่อนปีคริสต์ศักราช 1100 หรือราวร้อยปีก่อนที่ไวกิ้งอีริคผมแดง ผู้เป็นตำนานจะเริ่มตั้งถิ่นฐานบนเกาะกรีนแลนด์นั้น ข้าวของส่วนใหญ่ในยุโรปที่ถูกแกะสลักจากงาวอลรัสล้วนมาจากภูมิภาคทางตะวันออก เช่น ทะเลแบเร็นตส์, ไอซ์แลนด์ หรือหมู่เกาะสวาลบาร์ด แต่อีกศตวรรษต่อมาจนถึงราวคริสต์ศักราช 1400 งาวอลรัสที่ได้กลับมาจากพื้นที่ทางตะวันตกของกรีนแลนด์ หรือโดยบรรดาชาวนอร์สที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานบนเกาะ และผูกขาดการค้ากับยุโรป

Bastiaan Star ผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอโบราณจากมหาวิทยาลัยออสโล และยังเป็นผู้นำการวิจัยกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของแหล่งจัดหางาวอลรัสนั้นเป็นอะไรที่ “น่าประหลาดใจ”

“เป็นไปได้หรือไม่ว่าประชากรวอลรัสทางตะวันออกของสแกนดิเนเวียถูกล่าจนล้มหายตายจากไปหมด?” เขาตั้งข้อสังเกต “หรือภาวะเศรษฐกิจทางสังคมทำให้การเดินทางจากกรีนแลนด์ไปยุโรปนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า ชาวนอร์สจึงทำการค้าแบบผูกขาดได้?”

งาวอลรัส
ตัวอย่างของงาวอลรัสที่ถูกนำมาตรวจสอบดีเอ็นเอ เพื่อตามหาแหล่งที่มาของมัน
ภาพถ่ายโดย พิพิธภัณฑ์ Du Mans

 

ข้อดีข้อเสียของโลกาวิวัฒน์

ชีวิตบนเกาะกรีนแลนด์คือความท้าทาย Jette Arneborg ผู้เชี่ยวชาญด้านชาวนอร์สบนเกาะกรีนแลนด์ จากมหาวิทยาลัยเดนมาร์กกล่าว เนื่องจากอาณานิคมของชาวนอร์สนั้นขาดแคลนทรัพยากรทุกอย่างต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพึ่งพาการค้ากับเพื่อนบ้านอย่างหนัก เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดไป

“จะเอาตัวรอดบนเกาะกรีนแลนด์ พวกเขาต้องแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะมีบางอย่างที่พวกเขาไม่สามารถหาได้เองแน่นอน เช่น โลหะ” Arneborg กล่าว “มีความเป็นไปได้สูงมากที่งาวอลรัสจะเป็นสินค้าส่งออกหลักของพกวเขา”

แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงกลางคริสต์ศักราชที่ 1400 ชาวนอร์สบนเกาะกรีนแลนด์ต้องเผชิญกับความติดขัดอย่างใหญ่หลวง เมื่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในทะเลรุกทำลายพื้นที่ทางการเกษตร ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายเชื่อว่า ในช่วงเวลานี้ชาวนอร์สสูญเสียการติดต่อกับนอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลัก

“ประชากรชาวนอร์สมีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับงาวอลรัส” Arneborg กล่าว และเธอเชื่อว่าเมื่อชาวนอร์สในกรีนแลนด์ขาดการติดต่อกับผู้ซื้อในยุโรปไป ทำให้พวกเขาไม่อาจส่งสินค้าได้อีก และก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา

“นี่เป็นบันทึกแรกๆ ของโลกาวิวัฒน์ในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้” Star เสริม “ใครจะคิดว่าความต้องการสินค้าในยุโรปจะไปส่งผลกระทบถึงดินแดนอันห่างไกลหลายพันกิโลเมตรกลางภูมิภาคอาร์กติกได้ ที่สำคัญคือเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยถึงพันปีก่อน”

เรื่อง Alejandra Borunda

 

อ่านเพิ่มเติม

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลสูญเสียยีนชนิดหนึ่งไป

เรื่องแนะนำ

พบซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี

พบซากเรือลาดตระเวน อินเดียแนโพลิส สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี หลังประสบความล้มเหลวในการค้นหาอยู่นานหลายสิบปี ในที่สุด เราก็พบซากเรือรบในตำนาน อินเดียแนโพลิส นอนสงบนิ่งลึกลงไปใต้ทะเลฟิลิปปินส์ ทีมค้นหาระบุตำแหน่งซากเรือที่ระดับความลึก 5,500 เมตร (18,044 ฟุต) จากผิวน้ำ ตามข้อมูลของพอล แอลเลน มหาเศรษฐีพันล้านผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นผู้นำทีมค้นหา แอลเลนเขียนในข้อความทวิตเตอร์ว่า “บทสำคัญในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้ข้อสรุปแล้ว ผมหวังว่า ผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้สูญเสียจะคลายความโศกเศร้าและความขับข้องที่เกาะกุมจิตใจมายาวนานลงไปได้บ้าง” เรือลาดตระเวน อินเดียแนโพลิส จมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 1945 หรือเพียง 12 นาทีหลังถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำของญี่ปุ่น จุดจบของเรือ อินเดียแนโพลิส และชะตากรรมของผู้รอดชีวิตที่ลอยคออยู่ในทะเลเป็นโศกนาฏกรรมทางทะเลครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกัน ขณะถูกโจมตี เรือ อินเดียแนโพลิส มีลูกเรือประจำการอยู่  1,200 นาย ในจำนวนนี้ราว 300 คนเสียชีวิตหลังเรือจมลง ขณะที่ผู้รอดชีวิตต้องลอยคออยู่กลางทะเลฟิลิปปินที่เต็มไปด้วยฉลาม การขาดน้ำ อาหาร และภาวะเกลือเป็นพิษ ทำให้อีกหลายร้อยคนต้องจบชีวิตลง เชื่อกันว่า ฉลามครีบขาวหรือฉลามไวต์ทิปและฉลามเสือยังโจมตีผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ในที่สุดก็เหลือลูกเรือเพียง 317 คนที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ […]

ชมกระเบื้องโรมันที่ยังคงสภาพดี แม้จะผ่านมาหลายร้อยปี

ชมกระเบื้องโรมันที่ยังคงสภาพดี แม้จะผ่านมาหลายร้อยปี มาชมความงดงามของกระเบื้องโมเสกจากคฤหาสน์โรมานาเดลคาซาเล (Villa Romana del Casale) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับจัตุรัสอาร์เมอรินา ในแคว้นซิซิลี ของอิตาลี สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 3 – 4 ในช่วงที่อาณาจักรโรมันยังคงเรืองอำนาจ ก่อนที่จะพังทลายลงจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 อย่างไรก็ตามแม้ตัวคฤหาสน์จะได้รับความเสียหาย แต่บนความโชคร้ายยังมีความโชคดีเมื่อดินโคล่นที่ถล่มในภัยพิบัติครั้งนั้นได้เก็บรักษากระเบื้องโมเสกเอาไว้ จนกระทั่งนักโบราณคดีมาพบมันเข้าในอีก 700 ปีต่อมา ซึ่งสีสันและลวดลายยังคงเห็นได้ชัดเจนปรากฏภาพของสิงสาราสัตว์, ภาพของชาวบ้าน และตำนานเทพต่างๆ มากมาย เรียกได้ว่ากระเบื้องโมเสกเหล่านี้เป็นผลงานศิลปะจากยุคโรมันที่ดีที่สุดเท่าที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน   อ่านเพิ่มเติม เจ้าของกะโหลกศีรษะทรงยาว คือเจ้าสาวจากต่างแดน

มาชูปิกชู : สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิอินคา

มาชูปิกชู : สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิอินคา ย้อนหลังไปกว่าร้อยปีก่อน ขณะออกค้นหาเมืองหลวงที่สาบสูญของจักรวรรดิอินคา ไฮแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกันวัย 35 ปี อาศัยคนพื้นเมืองนำทางขึ้นไปสู่ยอดเขาแห่งหนึ่งในหุบเขาอูรูบัมบาของเปรู บริเวณที่เขาเข้าไปคล้ายกับป่าดิบชื้น แต่ไม่นานบิงแฮมก็เริ่มมองเห็นกำแพงและสิ่งก่อสร้าง ก้อนหินแกรนิตประกอบเข้าด้วยกันอย่างงดงามในรูปแบบสถาปัตยกรรมของชาวอินคาที่ประณีตที่สุด เขาเท้าความหลังในอีกสองปีต่อมาในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่า “ มาชูปิกชู อาจเป็นซากปรักขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดที่ค้นพบในอเมริกาใต้นับตั้งแต่ยุคที่ชาวสเปนเข้ามาพิชิต” ก่อนเดินทางออกจากหุบเขาและซากปรักที่ขุดพบซึ่งต่อมาจะทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง บิงแฮมใช้เวลาสี่ชั่วโมงบันทึกภาพมาชูปิกชูด้วยกล้องโกดักที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ แน่นอนว่า บิงแฮมไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบมาชูปิกชู เกษตรกรชาวเปรูในภูมิภาคนี้รู้จักและเข้ามาเยี่ยมชมซากปรักของจักรวรรดิอินคาบนยอดเขาเป็นเวลานานแล้ว แต่บิงแฮมน่าจะเป็นคนแรกที่บันทึกภาพแหล่งโบราณคดีแห่งนี้และทำให้โลกรู้จักมาชูปิกชู ความที่เชื่อว่าภาพถ่ายมีคุณค่าพอๆกับการจดบันทึกการวิจัย เขาจึงยืนกรานให้เพื่อนร่วมทีมสำรวจเรียนรู้วิธีถ่ายภาพและล้างฟิล์มก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ภาพถ่ายมาชูปิกชูของบิงแฮมจากการเดินทางสำรวจเปรูเมื่อปี 1911 จำนวน 244 ภาพ ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่อุทิศเนื้อที่่ทั้งเล่มให้สารคดีเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเมื่อปี 1913 ภาพถ่ายเหล่านี้ยังจัดแสดงที่สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วย เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย ไฮแรม บิงแฮม ชมคลิปสั้นทำความรู้จักกับมาชูปิกชูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ngthai.com/history/4563/machu-picchu/ ‎ อ่านเพิ่มเติม คืนใบหน้าให้แก่มัมมี่อายุ 1,600 ปี

รำลึกห้าทศวรรษ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

ย้อนรำลึกถึงอดีตสัญลักษณ์ของมหานครนิวยอร์ก "อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์" ก่อนถึงกาลอวสานจากก่อการร้ายเมื่อ 17 ปีก่อน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์คือศูนย์กลางการเงิน, ห้างสรรพสินค้า, สำนักงาน ตลอดจนจุดชมวิวและแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เงาความยิ่งใหญ่ของเวิลด์เทรดทอดยาวทับเมือง ในขณะที่ความสูงก็สูงเสียจนมองจากมุมไหนของนิวยอร์กก็ยังคงเห็นเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในสายตา