เบื้องหลังการทำแผนที่ ตลอด 100 ปี ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก - National Geographic Thailand

เบื้องหลังการทำแผนที่ ตลอด 100 ปี ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

แผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ซึ่งก่อตั้งมาครบ 100 ปีในปีนี้  ได้จารึกผืนดิน แผ่นน้ำ และฟากฟ้าบนแผนที่ที่บรรจุข้อมูลไว้มากมาย ทั้งยังสะท้อนแนวคิดล้ำสมัย และปลุกเร้าความฝันให้ลุกโชน

พิกัดสำนักงานนักภูมิศาสตร์ประจำสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก คือ 38°54’19„ เหนือ  77°2’16„ ตะวันตก คงพอจะพูดได้ว่าควน  จูเซ  บาลเดส ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ในปัจจุบัน  รู้ตำแหน่งแห่งที่ของเขาอย่างแม่นยำ   แต่ขอบเขตการทำงานของ สำนักงานในความรับผิดชอบของเขาหรือแผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ซึ่งฉลองครบ 100 ปีในปีนี้

ไม่เพียงครอบคลุมพิกัดที่ว่าเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงภูเขา  แม่นํ้า  ทะเลสาบ  ถนน  แนวปะการัง  ฟยอร์ด  เกาะ ทะเล  ธารนํ้าแข็ง มหาสมุทร  ดาวเคราะห์  ดาราจักร และระบบสุริยะ  หรือพูดง่ายๆ คือลักษณะทางกายภาพใดๆ ที่ปรากฏบนพื้นดิน  ผืนนํ้า  และแผ่นฟ้านั่นเอง

ขณะที่เขียนเรื่องนี้ (สถิติจะล้าสมัยทันทีที่รวมตัวเลข เสร็จ) แผนกแผนที่ของสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ได้ผลิตแผนที่แถม 438 ชุด แผนที่โลกสิบฉบับ ลูกโลกหลายสิบแบบ  แผนที่ประกอบสารคดีในนิตยสารอีกราว 3,000 ชิ้น  และอีกมากมายในรูปแบบดิจิทัล

แผนที่ของเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก แตกต่างจากแผนที่ทั่วไปอย่างไรน่ะหรือ  ที่แน่ๆ คือความเที่ยงตรงแม่นยำและความใส่ใจในรายละเอียด

แต่ความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของแผนกที่ บรรณาธิการเต็มเวลาคนแรกของนิตยสาร  กิลเบิร์ต  เอช. โกรฟเนอร์ ก่อตั้งขึ้น  คือการไม่หยุดคิดค้นสิ่งใหม่ๆ และจะยังคงเป็นเช่นนั้นเสมอ  นักทำแผนที่ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกคนแรกอย่างอัลเบิร์ต  เอช.  บัมสเตด (หัวหน้าแผนก, 1915-1939) กรุยทางด้วยการประดิษฐ์เข็มทิศนาฬิกาแดดซึ่ง ริชาร์ด  อี.  เบิร์ด ใช้ในเที่ยวบินสู่ขั้วโลกเหนือเมื่อปี1926 (เพราะเข็มทิศแม่เหล็กใช้ไม่ได้ในแถบขั้วโลก)  เช่นเดียวกับเครื่องเรียงพิมพ์ด้วยแสงที่ได้ชื่อตามเขา

ในปี 1957  แผนกแผนที่ได้ทุ่มเทความคิดสร้างสรรค์สร้างอุปกรณ์ติดตามดาวเทียมแบบพกพาให้โครงการอวกาศของสหรัฐฯ  เวลแมน  แชมเบอร์ลิน (หัวหน้าแผนก, 1964-1971)  ผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ดังกล่าว  ยังออกแบบมาตรเรขาคณิตซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกใสที่ทาบลงบนลูกโลกเพื่อให้สามารถวัดระยะทางได้อีกด้วย

เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้น จังหวะก้าวของคนทำแผนที่ก็ต้องเร็วตามไปด้วย  จอห์น  บี.  การ์เวอร์ (หัวหน้าแผนก, 1982-1991) ดูแลการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ไซเท็กซ์ที่ใหญ่โตจนต้องมีห้องควบคุมอุณหภูมิเฉพาะ ระบบดังกล่าวช่วยให้กระบวนการผลิตแผนที่มีความเที่ยงตรงแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  แอลเลน  แคร์รอลล์ (หัวหน้าแผนก, 1998-2010) เปิดตัวแม็ปแมชชีน (MapMachine) ของ เนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก  เมื่อปี 1999  ซึ่งเป็นบริการแผนที่แบบอินเทอร์แอ๊กทีฟชุดแรกของสมาคมบนเว็บไซต์

ในอดีต  การสร้างแผนที่สักฉบับต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่ในยุคดิจิทัลที่ก้าวลํ้า  การสร้างแผนที่บางฉบับที่เผยแพร่ บนเว็บไซต์ของเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง  แต่ความเที่ยงตรงแม่นยำยังคงเป็นสิ่งสำคัญ

มีอะไรรอคอยอยู่เบื้องหน้า เมื่อแผนกแผนที่ของเราก้าวย่างเข้าสู่ศตวรรษที่สองแห่งการก่อตั้ง

“การทำแผนที่โดยอาศัยข้อมูลจากสาธารณชนจะเอื้อให้ ใครๆ ก็สามารถสร้างแผนที่ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น”  ควน บาลเดส บอก ”เมื่ออุปกรณ์ต่างๆเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น  ผู้ใช้สามารถระบุพิกัดและทำแผนที่สิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นตามไปด้วย”
“แต่ก็แน่ละครับว่า”  เขาเสริม  “เรายังจำเป็นต้องพึ่งทีมนักทำแผนที่ของสมาคมในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เหล่านั้นอย่างเป็นระบบ”

เรื่อง  แคที  นิวแมน

1914  การเกิดรัฐใหม่ๆในคาบสมุทรบอลข่าน และยุโรปกลาง

เดือนสิงหาคม ปี 1914  เนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ตีพิมพ์แผนที่ยุโรปและรัฐในคาบสมุทรบอลข่าน  ซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งอันนองเลือดที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์  นั่นคือสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

กิลเบิร์ต  เอช.  โกรฟเนอร์  บรรณาธิการบริหาร  รับรู้ได้ถึงความขัดแย้งที่คุกรุ่น  และสั่งให้พิมพ์แผนที่เก็บไว้ในห้องใต้ดินพร้อมจัดส่ง  ผู้อ่านจะได้รับรู้ว่า  แผนที่ดังกล่าว “สอดคล้องกับนโยบายของสมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ที่มุ่งให้ผู้อ่านรับรู้…ข้อมูลจริงแท้ที่สุดเท่าที่จะหาได้…เกี่ยวกับพื้นที่ส่วนใดๆ ของโลกที่เกิด เหตุการณ์สำคัญ  และมีแนวโน้มจะดึงดูดความสนใจของโลกในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง”

1942 คู่มือตามข่าวสงครามของแนวหลัง

“ลองหยิบแผนที่โลกออกมากางสิครับ”  ประธานาธิบดี แฟรงกลิน  เดลาโน  โรสเวลต์บอกผู้ฟังวิทยุเมื่อ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ปี 1942  หรือราวสามเดือนหลังญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์  “มองตามจุดอ้างอิงต่างๆ ที่ผมจะบอกเพื่อให้เห็นแนวรบที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกของสงครามครั้งนี้”  สำหรับหลายคน  แผนที่ฉบับนั้นน่าจะมาจากนิตยสาร เนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนธันวาคม ปี 1941

บี. แอนโทนี สจวร์ต, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE

1944 เยอรมนีและการเคลื่อนทัพ

แผนที่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ไม่เพียงบันทึกประวัติศาสตร์เท่านั้น  แต่ยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วย นายพลดไวต์  ดี.  ไอเซนฮาวร์  ถือแผนที่เยอรมนีของเราระหว่างการบุกโจมตีเมื่อปี 1945 และเมื่อเครื่องบินรุ่น บี-17  ซึ่งมีผู้โดยสารคนหนึ่งคือ  พลเรือเอก เชสเตอร์  ดับเบิลยู.  นิมิตซ์  ผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก  พลัดหลงในพายุฝนฟ้าคะนอง นักบินสามารถนำเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัยโดยอาศัยแผนที่สมรภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกที่สมาคมจัดพิมพ์ขึ้น

1968  พื้นสมุทรแอตแลนติก

แผนที่โลกใต้สมุทรเผยให้เห็นพื้นสมุทรที่แตกเป็นร่องจากแนวเทือกเขาที่ทอดตัวเป็นระยะ  แผนที่ซึ่งอ้างอิงงานของ บรูซ  ฮีเซน  และมารี  ทาร์ป  นักธรณีฟิสิกส์ประจำสมาคมฉบับนี้  ส่งผลให้แนวคิดเรื่องการเคลื่อนตัวของทวีปและแผ่นเปลือกโลกเป็นที่รับรู้ของสาธารณชนในวงกว้าง  ทาร์ปเริ่มทำแผนที่ห้วงลึกในปี 1950  โดยอาศัยข้อมูลหยั่งความลึกที่ได้จากเรือต่างๆในมหาสมุทรแอตแลนติก ในปี 1978  เธอได้รับเหรียญฮับบาร์ดของสมาคมจากงานวิจัยบุกเบิกของเธอ

1969  ดวงจันทร์บริวารของโลก

ผลงานแห่งความงามเหนือจริงเมื่อปี 1969  คือแผนที่ฉบับแรกที่แสดงพื้นผิวสองด้านของดวงจันทร์ไว้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน  ไม่ใช่แต่เฉพาะด้านที่เราคุ้นตายามแหงนหน้ามองบนฟากฟ้าเดือนหงาย  แต่ยังรวมถึงด้านที่อยู่หลังเงามืดอีกด้วย  เช่นเดียวกับแผนที่ทั้งหมดที่แผนกแผนที่ของสมาคมจัดทำขึ้น  เราทำทุกอย่างโดยไม่มีข้อยกเว้นเพื่อสร้างผลงานอันยอดเยี่ยม

มีการส่งตัว  ทิบอร์  ทอท  ศิลปินผู้แรเงาพื้นผิวของแต่ละหุบอุกกาบาต  ไปยังหอดูดาวโลเวลล์ในเมืองแฟลกสแตฟฟ์  รัฐแอริโซนา  และใช้เวลาอยู่ที่นั่นหลายสัปดาห์เพื่อศึกษารายละเอียดทุกแง่มุม  ผู้อ่านคงตาโตกับข้อมูลอันรุ่มรวยที่ได้รับ  แผนที่ระบุจำนวนดวงจันทร์ที่เรารู้จักในระบบสุริยะ (32 ดวงในตอนนั้น) สาธยายแผนการส่งยานอะพอลโลไปลงจอดบนดวงจันทร์  อธิบายเรื่องการเกิดคราสและระยะต่างๆของดวงจันทร์โดยอาศัยแผนภูมิ

1988  ยอดเขาเอเวอเรสต์
แผนที่ยอดเขาสูงที่สุดในโลกที่แถมพร้อมนิตยสารฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 1988  เป็นการผนึกกำลังครั้งที่สองระหว่าง สมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก กับแบรดฟอร์ด  วอชเบิร์น  นักทำแผนที่ นักปีนเขา  และผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์บอสตัน (ครั้งแรกคือแผนที่แกรนด์แคนยอนเมื่อปี1978)  โครงการนี้ต้องพึ่งกล้องความละเอียดสูงจากกระสวย อวกาศโคลัมเบีย  และภาพถ่ายทางอากาศที่ทับซ้อนกันถึง 160 ภาพเพื่อทำแผนที่อาณาบริเวณเกือบ 1,000 ตารางกิโลเมตร

1991 การล่มสลายของสหภาพโซเวียต
ความรุ่งเรืองและร่วงโรยของจักรวรรดิต่างๆ  ข้อพิพาทเรื่องเขตแดน แนวชายฝั่งที่หดหาย  และการเกิดชาติเอกราชใหม่ๆ  ล้วนส่งผลต่อการวาด และใส่ข้อมูลกำกับบนแผนที่  การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1991  ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนชื่อสถานที่ในยูเครนกว่าร้อยละ 90

2002  แอนตาร์กติกา: ยุคใหม่แห่งการสำรวจ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ  โรอัลด์  อามุนด์เซน,  เออร์เนสต์  แชกเคิลตัน  และโรเบิร์ต  ฟอลคอน  สกอต แข่งกันเพื่อไปถึงขั้วโลกใต้  “เป้าหมายของวันนี้คือความรู้” คือคำประกาศบนแผนที่แอนตาร์กติกาที่แถมพร้อมนิตยสารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ปี2002  นับว่าเหมาะสมแล้วเมื่อพิจารณาข้อมูลเรื่องความสูงของพื้นผิว  ความหนาของพืดนํ้าแข็ง  และความเร็วของการไหลของนํ้าแข็ง แผนที่นี้ระบุตำแหน่งของสถานีวิจัย และสถานีอุตุนิยมวิทยาหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในทวีปซึ่งมีอากาศและภูมิประเทศสุดขั้ว  ชายฝั่งที่แสดงไว้นั้นใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจเพื่อทำแผนที่แอนตาร์กติกาโดยดาวเทียมเรดาร์แซตเมื่อปี1997 แต่ข้อความในแผนที่ยังตั้งข้อสังเกตว่า ”แอนตาร์กติกาเป็นฝันร้ายของคนทำแผนที่  เพราะเมื่อถึงเวลาที่ทำเสร็จ  อะไรๆ ก็คงเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว”

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนเมษายน 2558


อ่านเพิ่มเติม สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สุดยอดแผนที่
แผนที่โลกฉบับแรกของเนชั่นนแล จีโอกราฟฟิก เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 1922 เขียนขึ้นแบบ van der Grinten ซึ่งมีความบิดเบือนน้อยกว่าแผนที่แบบ Mercator และถูกใช้เป็นแผนที่อ้างอิงภูมิศาสตร์ของโลกตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

เรื่องแนะนำ

ที.เร็กซ์หลบไป! เผยโฉม สไปโนซอรัส ไดโนเสาร์ที่ใหญ่และร้ายกาจสุดบนพื้นพิภพ

ที. เร็กซ์หลบไปไกลๆ เพราะสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดและร้ายกาจที่สุด ที่เคยท่องพื้นพิภพคือ สไปโนซอรัส เย็นวันที่ 3 มีนาคม ปี 2013  นักบรรพชีวินวิทยาหนุ่มนาม นิซาร์  อิบรอฮีม นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟริมถนนในเมืองเอร์ฟูด  ประเทศโมร็อกโก เหม่อมองแสงตะวันกำลังลาลับ พลางรู้สึกว่าความหวังของเขาก็กำลังริบหรี่ตามไปด้วย  สามวันก่อนหน้านั้น  อิบรอฮีมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนมายังเอร์ฟูดเพื่อตามหาชายคนหนึ่งซึ่งอาจไขปริศนาที่ครอบงำจิตใจเขาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ชายคนที่อิบรอฮีมตามหาเป็นฟุยเยอร์ หรือนักล่าฟอสซิลในท้องถิ่น ซึ่งขาย “สินค้า” ให้ร้านค้าและนายหน้า ในบรรดาฟอสซิลลํ้าค่าที่สุดคือกระดูกไดโนเสาร์จากชั้นหินเคมเคม  ซึ่งเป็นผาชันยาว 250 กิโลเมตรที่มีตะกอนทับถมมาตั้งแต่กลางยุคครีเทเชียส  หรือระหว่าง 100 ถึง 94 ล้านปีก่อน หลังจากตระเวนไปตามแหล่งขุดค้นต่างๆ ใกล้หมู่บ้านเอลเบกาอยู่นานหลายวัน  นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามก็หันไปเดินหาตามถนนสายต่างๆ ในเมืองด้วยความหวังว่าจะพบชายคนดังกล่าว  ในที่สุดพวกเขาก็ถอดใจถอยมาตั้งหลัก  ดื่มชาสะระแหน่และปลอบใจกันที่ร้านกาแฟแห่งนี้ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมฝันไว้ดูเหมือนจะสูญสลายไปหมดครับ” อิบรอฮีมเท้าความหลังให้ฟัง ความฝันของอิบรอฮีมผูกพันแนบแน่นกับความฝันของนักบรรพชีวินวิทยาอีกคนซึ่งผจญภัยไปในทะเลทรายแห่งนี้ เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน  ระหว่างปี 1910 ถึง 1914  แอนสท์ ไฟรแฮร์  ชโตรเมอร์  ฟอน  ไรเคนบาค  ชนชั้นสูงชาวบาวาเรีย  และทีมงานของเขาออกสำรวจที่ใช้เวลายาวนานหลายครั้งในทะเลทรายสะฮาราของประเทศอียิปต์ โดยลัดเลาะไปตามชายขอบด้านตะวันออกของระบบแม่นํ้าโบราณซึ่งมีชั้นหินเคมเคมก่อตัวเป็นพรมแดนด้านตะวันตก […]

สำรวจโลก : นาฏลีลาเก่าแก่กลับมารุ่งเรือง

เรื่อง กูลนาซ ข่าน แม้ศิลปะการร่ายรำจะถือเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ทว่าหลายครั้งความสำคัญเชิงวัฒนธรรมของมันกลับเลือนหายไป กระนั้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ ศิลปะการร่ายรำหรือนาฏศิลป์บางอย่างกำลังฟื้นคืนชีพ ขณะที่บางอย่างได้รับดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2011 บียอนเซนำระบำพื้นเมือง ของเอธิโอเปียที่เรียกว่า เอสคิสตา (Eskista) มาใช้ ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Run the World (Girls)” บางครั้งการกลับมาของการร่ายรำเก่าแก่บางอย่างก็เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเรื่องเพศไปอย่างกลับตาลปัตร เช่น ระบำมอร์ริส (morris dance) อายุเก่าแก่ 500 ปีของอังกฤษที่เคยเป็นการละเล่นในหมู่ผู้ชาย กลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่หญิงล้วน ขณะที่ผู้ชายในตุรกีสามารถโชว์ลีลาระบำหน้าท้อง เช่นที่เคยทำในยุคจักรวรรดิออตโตมัน ในอดีต ศิลปะการร่ายรำเคยกลับมารุ่งเรือง เช่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา การเต้นรำได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง เมื่ออำนาจในการควบคุมชีวิตทางโลกของศาสนจักรอ่อนแรงลง แม้แต่การเต้นรำจังหวะวอลต์ซซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นการ เต้นรำแบบคลาสสิก ก็เคยถูกสั่งห้ามมาแล้ว เพราะ ถูกมองว่าส่งเสริมการถูกเนื้อต้องตัวระหว่างเพศ   อ่านเพิ่มเติม : ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ, นาฏยโนรา จิตวิญญาณแห่งแดนใต้

เสาชิงช้า : ไขความลับ ขุดความหลัง 237 ปี

ไขความลับ ขุดความหลัง 237 ปี… เสาชิงช้า เสาชิงช้า แห่งกรุงเทพมหานคร คืออะไร? ทำไมต้องสร้างให้สูงใหญ่ขนาดนั้น เพื่ออะไร ฤาจะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงอะไร แล้วทำไมมีแต่เสา ตัวชิงช้าหายไปไหน เสาชิงช้าคู่นี้มีมาแต่ดั้งเดิม เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์หรือไม่…ฯลฯ หลากหลายมากมายคำถาม และข้อกังขาสงสัยเหล่านี้ หลายๆคนคงต้องการคำตอบ ในทางรูปธรรมอันแท้จริง “เสาชิงช้า”… คือสัญลักษณ์อมตะคู่กรุงเทพมหานครมาเป็นเวลากว่า 237 ปีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดฯ ให้สร้างเสาชิงช้าคู่แรกขึ้นเมื่อวันที่  8 เมษายน พ.ศ. 2327 หลังสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีได้สองปี เหตุสำคัญที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นรูปธรรมสื่อแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางของพระนคร และเพื่อใช้เสาชิงช้าในการประกอบพิธีตรียัมปวาย –โล้ชิงช้า ซึ่งเป็นราชพิธีที่พราหมณ์ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณกาล นอกจากความเป็นสัญลักษณ์สำคัญดังกล่าวแล้ว ในเบื้องลึกแห่งจิตใจที่นี่ยังถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ในความเป็นจริง เสาชิงช้าที่คุณๆ ได้เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ มิใช่เสาชิงช้าคู่แรกที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อ 237 ปีก่อน หากแต่เป็นเสาชิงช้าคู่ที่ 4 แล้ว กาลเวลากว่า 200 ปีที่พ้นผ่าน […]