เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ของอิตาลี - เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร

เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์

ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี

ซิซิลี
ที่เมืองปาแลร์โม ซากศพของชายจากศตวรรษที่ 19 วางเรียงรายเป็นแถวอยู่บนผนัง ย้อนหลังไปเมื่อปี 1599 ศพที่แห้งเองตามธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจให้นักบวชทำมัมมี่บรรดาบาทหลวงขึ้น ในไม่ช้าฆราวาสก็ขอเอาอย่างบ้าง ดารีโอ ปีออมบีโน-มัสการี นักมานุษยวิทยา บอกว่า “ผู้คนมองว่าการทำมัมมี่เป็นสิ่งปาฏิหาริย์ เพราะเป็นการแทรกแซงโดยตรงจากพระผู้เป็นเจ้า”

ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง

ซิซิลี
ใต้มหาวิหารแห่งโนวาราดีซิชีลยาที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 มีมัมมี่ของบาทหลวงอยู่ 6 ศพ ที่ปีไรโนและซาโวกาพบมัมมี่อย่างน้อย 50 ศพ ขณะที่ปาแลร์โมพบเกือบ 2,000 ศพ
ซิซิลี
แผนที่: National Geographic; ที่มา: ดารีโอ ปีออมบีโน-มัสกาลี

ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น

ซิซิลี
ใบหน้าอันเหี่ยวแห้งเยี่ยมหน้ามองจากห้องเก็บศพใต้ดินในอิตาลี เหล่ามัมมี่ในซิซิลีกำลังเผยเรื่องราวของชีวิตและความตายที่เกิดขี้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน

คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม และซีดจางจนกลายเป็นสีเทาหม่นๆ แทบไม่เหลืออะไรให้ชื่นชมได้เลย คูหาเล็กๆอีกด้านหนึ่งอุทิศแก่ผู้ตายที่เป็นพรหมจรรย์ ถัดไปเป็นห้องเล็กๆสำหรับทารก เด็กน้อยในเครื่องแต่งกายสำหรับโอกาสพิเศษเหล่านี้ตั้งเรียงรายอยู่ราวกับตุ๊กตาผีดิบ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้เด็ก มีโครงกระดูกเล็กๆอีกโครงวางอยู่บนตัก ซึ่งอาจเป็นน้องน้อยของเธอ ดูๆไปก็น่าสงสารและน่าขันระคนกัน

โรซาเลีย ลอมบาร์โด หนูน้อยวัยสองขวบที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมเมื่อปี 1920 เป็นหนึ่งในศพท้ายๆ ที่ได้รับการบรรจุในห้องเก็บศพใต้ดินในปาแลร์โม แต่สภาพศพของเด็กหญิงดูราวกับว่าเธอเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวาน นี่คือผลงานชั้นยอดของนักดองศพนาม อัลเฟรโด ซาลาเฟีย

มัมมี่ศพแรกและเก่าแก่ที่สุดเป็นนักบวชชื่อ ซิลเวสโตร ดา กุบบีโอ ซึ่งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี 1599 (คำว่า “มัมมี่” เป็นศัพท์ภาษาอาหรับแปลว่า บิทูเมน [bitumen] ซึ่งคล้ายกับยางไม้สีดำที่ชาวอียิปต์โบราณใช้เป็นสารกันเสีย) ซากศพส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า โดยแรกเริ่มมีเฉพาะนักบวชและบาทหลวงที่พำนักอยู่ในวัดแห่งนี้เท่านั้น พอเวลาผ่านไปจึงเริ่มมีศพของฆราวาสเข้ามาสมทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน บุคคลสำคัญ ตลอดจนผู้มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าการทำมัมมี่เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร บางทีอาจเนื่องมาจากการค้นพบโดยบังเอิญว่า ศพที่ถูกทิ้งไว้ในห้องใต้ดินซึ่งมีสภาพแวดล้อมเฉพาะ กล่าวคือเป็นหินปูนที่มีรูพรุนและเย็นเป็นพิเศษจะช่วยให้ศพแห้งแทนที่จะเน่าเปื่อย จากนั้นธรรมเนียมและขั้นตอนปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจึงเกิดขึ้นตามมา โดยศพที่เพิ่งเสียชีวิตจะถูกนำไปเก็บไว้ในห้องซึ่งมีตะแกรงหรือรางทำจากดินเผาวางอยู่บนช่องระบายน้ำ เพื่อให้ของเหลวจากศพซึมออกมาและศพจะค่อยๆแห้ง หลังจากผ่านไปแปดเดือนถึงหนึ่งปี ศพเหล่านี้จะถูกนำมาทำความสะอาดด้วยน้ำส้มสายชู ก่อนจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด และบรรจุลงในโลงหรือแขวนไว้ตามผนัง

มัมมี่นกบวชยืนอาบแสงเรืองรองอยู่ในคูหาของตนที่เมืองปีไรโน ผู้คนมักแวะเวียนมายังห้องเก็บศพใต้ดินเพื่อสวดภาวนาแด่วิญญาณของญาติพี่น้อง และขอให้พวกเขาช่วยเป็นตัวกลางสื่อสารกับพระเจ้าแทนตน
ซิซิลี
เสื้อคลุมสีเลือดหมูและหมวกสีดำบนซากศพที่เมืองปาแลร์โมเหล่านี้ ทำให้เรารู้ว่าพวกเขาเป็นนักบวช มัมมี่ส่วนใหญ่ในซิซิลีเป็นศพของนักบวชหรือชนชั้นสูง รวมไปถึงผู้สนับสนุนทางการเงินของคณะกาปูชิน ผลการวิเคราะห์เผยว่า หลายคนทนทุกข์จากความป่วยไข้ด้วยโรคของผู้มีอันจะกิน

“ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าการทำมัมมี่เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร บางทีอาจเนื่องมาจากการค้นพบโดยบังเอิญว่า ศพที่ถูกทิ้งไว้ในห้องใต้ดินซึ่งมีสภาพแวดล้อมเฉพาะ กล่าวคือเป็นหินปูนที่มีรูพรุนและเย็นเป็นพิเศษจะช่วยให้ศพแห้งแทนที่จะเน่าเปื่อย”

ประเพณีการเก็บรักษาศพของบรรพบุรุษกระทำกันในหลายพื้นที่ แต่แทบไม่มีที่ไหนที่จัดแสดงศพในลักษณะนี้ ซิซิลีมีพื้นเพทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผู้คนต่างเชื้อชาติมาที่นี่พร้อมกับนำธรรมเนียมปฏิบัติและความเชื่อทางศาสนาของตนเองติดตัวมาด้วย จากนั้นจึงเกิดการผสมผสานกันขึ้น ประเพณีหลายอย่างยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน แม้ต้นกำเนิดหรือที่มาจะถูกลืมเลือนไปนานแล้วก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าธรรมเนียมปฏิบัตินี้อาจเป็นร่องรอยที่เหลืออยู่ของสิ่งที่เก่าแก่กว่า นั่นคือพิธีกรรมก่อนคริสต์ศาสนาที่ว่าด้วยความเชื่อในพลังอำนาจของซากศพ แต่ใช่ว่าทุกศพจะแห้งไปเอง บางศพก็เน่าเปื่อย ดังนั้นการรักษาศพจึงอาจเป็นการเจริญรอยตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เพราะพระหัตถ์ของพระองค์จะทรงโอบอุ้มเฉพาะบางคนที่ประกอบคุณงามความดีแก่โลกเท่านั้น เช่นเดียวกับที่มีการนำอัฐิของบรรดานักบุญมาช่วยในการสวดมนต์ภาวนาและเสริมสร้างศรัทธา บางทีพระผู้เป็นเจ้าก็อาจทรงเก็บรักษาศพเหล่านี้ไว้เพื่อจรรโลงศรัทธาก็เป็นได้ หรือบางทีห้องเก็บศพใต้ดินอาจสร้างขึ้นเพื่อเป็นคติเตือนใจ เฉกเช่นภาพเขียนแนว วานีตา หรือมรณานุสติ ที่คอยย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงการปล่อยวางความทะเยอทะยานทั้งปวง ยอมรับความตายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ตลอดจนรู้เท่าทันอหังการและความโง่เขลาในการแสวงหาความมั่งคั่งทางโลกด้วย

ซิซิลี
ประตูกลที่อยู่หน้าแท่นบูชาของมหาวิหารแห่งโนวาราดีซิชีลยานำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ตามธรรมเนียมแล้ว ศพของนักบุญจะได้รับการฝังไว้ใต้แท่นบูชาเพื่อให้ปกปักรักษาโบสถ์ บรรดาฆราวาสเลยอยากได้อานิสงส์ไปด้วย ยิ่งที่ฝังศพอยู่ใกล้แท่นบูชามากเท่าไร ก็ยิ่งได้รับความนิยมมากเท่านั้น

ซาโวกาเป็นหมู่บ้านอันเงียบสงบที่ทอดตัวไปตามเนินเขาจนสุดปลายด้านตะวันออกของเกาะซิซิลี บนยอดเขามีสำนักชีอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งภายนอกดูเหมือนโรงแรมที่พักราคาถูกมากกว่าจะเป็นอาคารกอทิกจากยุคกลาง ที่นี่มีแม่ชีอยู่เพียงสองคน ทั้งคู่เป็นชาวอินเดียจากรัฐฌาร์ขัณฑ์ พวกเธอสวมเสื้อสเวตเตอร์ขนสัตว์ทับชุดส่าหรี ในห้องด้านข้างห้องโถงใหญ่มีศพยี่สิบกว่าศพนอนเรียงรายอยู่ในโลงไม้อัดชั่วคราว เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษา

ซากศพเหล่านี้ให้ข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต เช่น อาหารการกิน โรคภัยไข้เจ็บ และอายุขัยเฉลี่ย และการที่เรารู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเมื่อหลายร้อยปีก่อน อย่างโรคซิฟิลิส มาลาเรีย อหิวาตกโรค และวัณโรค ก็ช่วยให้เรารู้วิธีเอาชนะโรคเหล่านี้ได้ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทำการเคลื่อนย้ายศพด้วยความระมัดระวังตามหลักวิชาการ โดยวัดส่วนสูงและตรวจสอบอายุ วิเคราะห์กะโหลกและฟัน มองหาร่องฟันที่เคลือบฟันถูกทำลาย ซึ่งแสดงถึงการเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการติดต่อกันหลายปี มัมมี่สองศพเป็นโรคเกาต์ อีกห้าศพมีร่องรอยของอาการข้ออักเสบ และเกือบทั้งหมดมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน ไม่ว่าจะเป็นหินปูนเกาะ เหงือกร่น ฟันผุ และฝีเหงือก นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบช่องท้องเพื่อดูอวัยวะภายใน มัมมี่ศพหนึ่งมีการนำเนื้อเยื่ออ่อนออกไป ขณะที่อีกหลายศพถูกยัดด้วยผ้าขี้ริ้วหรือใบไม้ รวมไปถึงใบกระวาน ซึ่งอาจใช้ในการดับกลิ่น หรือไม่ก็เป็นเพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณในการช่วยรักษาสภาพศพ นอกจากนี้ การยัดไส้ศพที่กำลังเหี่ยวแห้งยังทำให้ศพดูคล้ายคนมีชีวิตมากขึ้น ผิวของมัมมี่ดูมันวาวเหมือนกระดาษหนังเคลือบขี้ผึ้ง เสื้อผ้าให้ความรู้สึกเหนียวตัวและอับชื้น ใบหน้าบวมและปากอ้ากว้าง ทำให้การตรวจกล่องเสียงและลิ้นที่แห้งเหี่ยวทำได้ง่ายขึ้น

ซิซิลี
ผิวหนังที่บางกรอบราวกับกระดาษของนักบวชในปีไรโนรูปนี้เหลือรอดมาได้ เนื่องจากนักบวชคณะกาปูชินจัดการผึ่งศพท่านให้แห้งทันทีหลังเสียชีวิต โดยการนำศพมาวางบนไม้ระแนงเพื่อให้ของเหลวในร่างกายไหลออกไป จากนั้นจึงยัดศพด้วยกิ่งสมุนไพรเพื่อช่วยดับกลิ่น

ศพจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในโลงที่ตกแต่งอย่างประณีต ผมยกฝาโลงอันหนักอึ้งที่น่าจะไม่มีการเคลื่อนย้ายมากว่าศตวรรษขึ้นอย่างระมัดระวังและมองเข้าไปข้างใน ผมเผลอสูดอากาศภายในเข้าไปเฮือกใหญ่ พร้อมๆกับกลิ่นเหม็นที่ติดอยู่ในลำคอ ไม่ใช่กลิ่นเหม็นเน่า แต่เป็นกลิ่นแห้งๆที่เกิดจากผิวหนังมนุษย์ที่ผุพัง นี่คือกลิ่นที่ลืมไม่ลง เป็นกลิ่นที่แต่งแต้มด้วยความเงียบงันและความโศกเศร้า กลิ่นของการสวดมนต์ซ้ำไปซ้ำมาที่ดังแว่วมาจากที่อันห่างไกล หรือไม่ก็เป็นกลิ่นของความสำนึกผิดและความอาดูร เป็นกลิ่นที่ทั้งน่ารังเกียจและน่าชิดใกล้ ทั้งที่ได้กลิ่นเป็นครั้งแรก แต่กลับรู้สึกเหมือนเคยได้กลิ่นมาก่อน

ซิซิลี
นักบวชผู้มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 19 ในปาแลร์โมผู้นี้รักษาหนวดเคราเอาไว้ได้ เนื่องจากความชื้นต่ำในห้องเก็บศพใต้ดินทำให้ผิวหนังบริเวณที่มีหนวดเคราแห้งอย่างรวดเร็ว การก่อสร้างทางระบายน้ำในปัจจุบันกำลังคุกคามมัมมี่ที่เก็บรักษาไว้ที่นี่

เราคงไม่มีวันรู้อย่างแน่ชัดว่า ศพเหล่านี้มีความหมายอย่างไรต่อผู้คนที่จัดวางและแต่งองค์ทรงเครื่องให้พวกเขา มัมมี่เหล่านี้ยังคงเป็นหนึ่งในความลึกลับดำมืดของซิซิลีซึ่งมีอยู่มากมาย เราจ่อมจมอยู่กับความกังวล ความรู้สึกนึกคิด และความสงสัย เมื่อเผชิญหน้ากับภาพแห่งความตายที่ทั้งชวนหัวและเศร้าสลด ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขจัดความรู้สึกประดามีที่ถูกปลุกเร้าจากซากศพเหล่านี้ ซึ่งถูกเหนี่ยวรั้งไว้ระหว่างการเดินทางสู่สัมปรายภพ ตั้งแต่ความลี้ลับ ความกลัว และความหวัง ไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างการมีชีวิตและการสูญเสีย ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสากลและเป็นนิรันดร์

(ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย  เดือนกุมภาพันธ์ 2552)

 


อ่านเพิ่มเติม

ความตายหาใช่การลาจาก ประเพณีแปลกเก็บศพไว้ในบ้าน

https://ngthai.com/uncategorized/509/toraja-dead-tradition/

เรื่องแนะนำ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

มหานคร : “ซ้อนมุมเมือง” เพื่อสร้างมุมมองแปลกใหม่

ในเวลาเพียงแปดวินาที ช่างภาพคนหนึ่งสร้างสรรค์มุมมองแปลกใหม่ของมหานคร สถานที่ที่ได้ชื่อว่าสับสนวุ่นวายที่สุดของโลก เขาเริ่มจากคำถามที่ว่า เราสามารถมองสถานที่แห่งหนึ่งจากหลายมุมมองในเวลาเดียวกันได้หรือไม่ และนี่คือคำตอบของเขา

จาริกแสวงบุญ : เพื่อศาสนา หรืออัตตา

การแสวงบุญซึ่งเริ่มต้นจากการค้นหาเพื่อหลุดพ้นจากความมืดมนอนธการในหัวใจ จึงนำไปสู่อุตสาหกรรมทั่วร์ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ