75 ปีของการสืบหาผู้ทรยศ แอนน์ แฟรงค์ - National Geographic Thailand

75 ปีของการสืบหาผู้ทรยศ แอนน์ แฟรงค์

แม้การจับกุม แอนน์ แฟรงค์ ผู้เขียนบันทึก บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ อันลือลั่น จะผ่านมาแล้ว 75 ปี บรรดานักสืบสวนยังคงสืบหาว่า เจ้าหน้าที่นาซีสามารถพบเจอที่ซ่อนของเด็กหญิงชาวดัตช์และครอบครัวได้อย่างไร

หลังจากต้องหลบซ่อน ในห้องบนโกดังของบิดามานานกว่าสองปี แอนน์ แฟรงค์ และสมาชิกในครอบครัวอีก 7 คน ได้ถูกค้นพบโดยทหารนาซีเยอรมันและเจ้าหน้าที่ชาวดัตช์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1994 การค้นหาว่าใคร หรืออะไร ที่ทำให้ที่หลบซ่อนของพวกเขาถูกเปิดเผยยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอด 75 ปี

ทุกวันนี้ บรรดานักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล แม้กระทั่งนักนิติวิทยาศาสตร์ยังคงใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อระบุตัวเปิดเผยที่อยู่ของแอนน์ แฟรงค์ รวมไปถึงอีกสมมติฐานหนึ่งว่า บางที แอนน์ แฟรงค์ อาจถูกพบเจอตัวโดยบังเอิญ

ไดอารี่ของแอนน์ หรือที่รู้จักกันในนาม บันทึกของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเธอเขียนขึ้นเมื่อตอนอายุ 13-15 ปี เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่แพร่หลายไปทั่วโลก สำหรับชาวเนเธอร์แลนด์ เรื่องราวของเธอ ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาที่เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผู้อื่นซึ่งกำลังเดือดร้อนได้กลายมาเป็นเรื่องราวอันโดดเด่นของชาวดัตช์ในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงการถูกยึดครองของเนเธอร์แลนด์ในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยในช่วงเวลานั้นมีการสังหารชาวดัตช์เชื้อสายยิวมากกว่าร้อยละ 80 สูงเป็นอันดับสองรองจากประเทศโปแลนด์

แอนน์ แฟรงค์
สมุดบันทึกเล่มแรกของแอนน์ แฟรงค์ เป็นสมุดลายตราหมากรุกสีแดงที่เธอเก็บรักษาเอาไว้ในระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน ถึง 5 ธันวาคม 1942 สมุดเล่มนี้บันทึกเรื่องราวการหลบซ่อนของครอบครัวเธอในช่วงเดือนแรก อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

หลายปีผ่านไป มีผู้ต้องสงสัยราว 30 คนที่เชื่อว่าเป็นผู้ทรยศแอนน์ แฟรงค์ และครอบครัว

ข้อกล่าวหาได้รวมไปถึงลูกจ้างที่ช่างสงสัยเกินไป ซึ่งทำงานอยู่ใต้ที่ซ่อนตัวของแอนน์ แฟรงค์ มีการสืบสวน 2 กรณี คือในปี 1947 และในปี 1963 เพื่อสืบหาว่าผู้ร้ายคือใคร โดยคนแรกคือ Wilhelm Geradus van Maaren ซึ่งพ้นจากข้อกล่าวหาในภายหลังเนื่องจากไม่มีหลักฐาน และผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งคือ Lena Hartog-van Bladeren ซึ่งเป็นคนที่จัดการเรื่องสัตว์รบกวนในโกดัง (ที่ครอบครัวของแอนน์ แฟรงก์หลบซ่อนอยู่) มีการพูดกันว่า Lena สงสัยว่ามีคนหลบซ่อนตัวอยู่ในโกดัง และได้เผยแพร่ข่าวลือนี้ออกไป แต่ภายหลัง ได้มีการสัมภาษณ์ Lena และเธอยืนยันว่าไม่ทราบเรื่องที่มีคนหลบซ่อนตัว ก่อนการบุกจับกุมแอนน์ แฟรงก์

การเขียนรายชื่อผู้ต้องสงสัยยังคงดำเนินต่อไป และยังคงไม่มีหลักฐานมายืนยัน หรือพิสูจน์หักล้างความเชื่อมโยงใดๆ ที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ Gertjan Broek หัวหน้านักวิจัยของ บ้านแอนน์ แฟรงค์ (ANNE FRANK HOUSE) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เชื่อว่า การพุ่งเป้าไปที่การค้นหาผู้ส่งข่าวที่อยู่ของแอนน์ แฟรงค์ อาจทำให้บรรดานักวิจัยไม่สามารถค้นพบสาเหตุที่แท้จริง

แอนน์ แฟรงค์
นี่คือภาพบุคคลของแอนน์ แฟรงค์ในหนังสือเดินทางเมื่อปี 1939 ซึ่งถ่ายขึ้นก่อนที่เธอและครอบครัวจำเป็นต้องหลบซ่อนตัว โดยครอบครัวตระกูลแฟรงค์พยายามยื่นคำขออพยพไปที่สหรัฐอเมริกา 2 ครั้ง แต่เนื่องด้วยความเข้มงวดของข้อบังคับการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานั้นทำให้ครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ต้องอาศัยอยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

“การถามว่า ‘ใครทรยศ แอนน์ แฟรงค์’ นั่นหมายความว่าคุณมีสมมติฐานในใจเรียบร้อยแล้ว และทิ้งความเป็นไปได้อื่นๆ ไป” Gertjan กล่าว

เป็นไปได้ว่า ครอบครัวตระกูลแฟรงค์ไม่ได้ถูกทรยศแต่อย่างใด แต่พวกเขาอาจถูกพบเจอโดยบังเอิญ ซึ่งมีโอกาสว่าครอบครัวแฟรงค์ที่ซ่อนอยู่ถูกพบเจอในช่วงของการค้นหาผู้ฉ้อโกงคูปองปันส่วนอาหาร Gertjan กล่าวเสริม

มีข้อเท็จจริง 2-3 ข้อ ที่สนับสนุนสมมติฐานนี้ ข้อแรก เจ้าหน้าที่ชาวเยอรมันและชาวดัตช์ไม่ได้เตรียมยานพาหนะขนส่งในช่วงที่พวกเขามาถึงตัวแอนน์ แฟรงค์ อาจเป็เพราะพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ข้อสอง หนึ่งในสามเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในการจับกุมเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และข้อสุดท้าย ชายสองคนที่จัดหาที่หลบซ่อนและคูปองปันส่วนอาหารในตลาดมืดได้ถูกจับกุมเช่นกัน แต่หนึ่งในสองคนนี้ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นไปได้ว่าหนึ่งในสองคนนี้มีข้อตกลงพิเศษกับเจ้าหน้าที่ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องคูปองปันส่วนอาหารอยู่ในการบุกเข้าจับกุมตัว แอนน์ แฟรงก์ ด้วยเช่นกัน

แอนน์ แฟรงค์
ภาพบรรยากาศจากตึกที่แอนน์ แฟรงค์ และสมาชิกครอบครัวอีก 7 คน รวมไปถึงครอบครัว van Pel และ Fritz Pfeffer ใช้หลบซ่อน จะทำให้ทราบได้ว่าทั้งเสียงและแสงจากห้องนี้ได้เปิดเผยที่ซ่อนของพวกเขาไปยังเพื่อนบ้านช่างสงสัยได้อย่างไร ภาพถ่ายโดย ULLSTEIN PICTURES DTL, GETTY

แม้ว่าจะเป็นไปได้ที่สมาชิกครอบครัว 8 คนที่หลบซ่อนอยู่จะถูกค้นพบโดยบังเอิญ แต่ Gertjan ยังคงหาหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานนี้ไม่ได้ “โชคร้ายที่ยังไม่มีหลักฐานที่นำไปสู่ข้อสรุป แต่ยิ่งคุณมีธงปักไว้ในการสืบหามากเท่าไหร่ คุณยิ่งสามารถจำกัดวงแคบของการสืบหาได้มากขึ้นเท่านั้น” เขากล่าวเสริม

นักสืบสวนอีกกลุ่มหนึ่งที่ประกอบไปด้วยนักนิติวิทยาศาสตร์ นักอาชญาวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หวังว่าจะสามารถจำกัดการค้นหาผู้ร้ายให้เหลือเพียงคนเดียว ทีมสืบสวนซึ่งนำโดยอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่เกษียณอายุแล้วอย่าง Vincent Pankoke ได้สืบสวนโดยใช้วิธีการสมัยใหม่ ทั้งการใช้แหล่งข้อมูลในอดีต สัมภาษณ์แหล่งข้อมูลจากทั่วโลก และใช้เทคโนโลยีสืบสวนจากศตวรรษที่ 21 เช่นการใช้เครื่องสแกน 3 มิติ กับห้องที่แอนน์ แฟรงค์ใช้หลบซ่อนเพื่อให้ทราบว่าเสียงจากห้องสามารถทะลุผ่านไปยังอาคารข้างเคียงได้อย่างไร

 

 

แอนน์ แฟรงค์
Edith Frank แม่ของแอนน์ เสียชีวิตในวันที่ 6 มกราคม 1945 ที่ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ 3 สัปดาห์ก่อนการปลดปล่อยค่ายนี้ อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE
แอนน์ แฟรงค์
Otto Frank พ่อของแอนน์ เป็นผู้รอดชีวิตคนเดียว หลังเหตุการณ์สงบ เขาย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์และเสียชีวิตในปี 1980 อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

โดยทีมสืบสวนคดีไดอารีแอนน์ แฟรงค์ จะตีพิมพ์ผลการสืบสวนในหนังสือซึ่งคาดว่าจะตีพิมพ์ในปีหน้า

ในบรรดาครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ที่ถูกจับกุม มีเพียงอ็อตโต บิดาของแอนน์ที่รอดชีวิตในสงครามมาได้ อาจจะสายเกินไปที่จะค้นหาผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การค้นหาความจริงในครั้งนี้ก็ยังมีประโยชน์ต่อคนอีกหลายคน

“ถ้าเราเข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น เราก็จะเรียนรู้ว่า ผู้คนปฏิบัติต่อกันอย่างไร และเพื่อเป็นการเตรียมตัวสู่อนาคต” Emile Schrijver ผู้อำนวยการทั่วไปของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาวยิวและย่านประวัติศาสตร์ชาวยิวในกรุงอัมสเตอร์ดัม กล่าว

เรื่อง SYDNEY COMBS 


อ่านเพิ่มเติม เปิดหนังสือต้องห้ามและความเข้าใจผิดที่ฮิตเลอร์มีต่อ “อารยัน” 

เรื่องแนะนำ

ฤาตำนานน้ำท่วมโลกจะมาจากน้ำท่วมใหญ่ในยุคน้ำแข็ง

เป็นไปได้ว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากธารน้ำแข็งละลายเมื่อหมื่นปีก่อน คือจุดเริ่มต้นของตำนานน้ำท่วมโลกที่คล้ายคลึงกันในหลายวัฒนธรรม

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

สหรัฐฯ กับการยิงนักศึกษาประท้วงต้านสงครามจนเสียชีวิต ช่วงสงครามเวียดนาม

กองกำลังรักษาดินแดนแห่งรัฐโอไฮโอรุกคืบเข้าหาผู้ประท้วง และ ยิงนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตทในวันที่ 4 พฤษภาคม 1970 นักศึกษา 4 คนถูกยิงเสียชีวิต และ 9 คนได้รับบาดเจ็บ ภาพถ่ายโดย AP การ ยิงนักศึกษา 4 คนเสียชีวิตโดยหน่วยติดอาวุธป้องกัน (Armed Guardsmen) ในปี 1970 คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่เหตุการณ์สงครามกลางเมืองเป็นต้นมา เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 1970 กองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ รัฐโอไฮโอ ยิงปืนเข้าใส่บรรดานักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนามในมหาวิทยาลัยเคนท์สเตท (Kent State University) ภายใน 13 วินาที นักศึกษา 4 คนเสียชีวิต และอีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ การยิงปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นการมองว่าสหรัฐฯ ได้หันหลังให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ถือว่าเป็นอนาคตของประเทศ โดย 5 วันก่อนหน้านั้น วันพฤหัสบดีที่ 30 […]