75 ปีของการสืบหาผู้ทรยศ แอนน์ แฟรงค์ - National Geographic Thailand

75 ปีของการสืบหาผู้ทรยศ แอนน์ แฟรงค์

แม้การจับกุม แอนน์ แฟรงค์ ผู้เขียนบันทึก บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ อันลือลั่น จะผ่านมาแล้ว 75 ปี บรรดานักสืบสวนยังคงสืบหาว่า เจ้าหน้าที่นาซีสามารถพบเจอที่ซ่อนของเด็กหญิงชาวดัตช์และครอบครัวได้อย่างไร

หลังจากต้องหลบซ่อน ในห้องบนโกดังของบิดามานานกว่าสองปี แอนน์ แฟรงค์ และสมาชิกในครอบครัวอีก 7 คน ได้ถูกค้นพบโดยทหารนาซีเยอรมันและเจ้าหน้าที่ชาวดัตช์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1994 การค้นหาว่าใคร หรืออะไร ที่ทำให้ที่หลบซ่อนของพวกเขาถูกเปิดเผยยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอด 75 ปี

ทุกวันนี้ บรรดานักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล แม้กระทั่งนักนิติวิทยาศาสตร์ยังคงใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อระบุตัวเปิดเผยที่อยู่ของแอนน์ แฟรงค์ รวมไปถึงอีกสมมติฐานหนึ่งว่า บางที แอนน์ แฟรงค์ อาจถูกพบเจอตัวโดยบังเอิญ

ไดอารี่ของแอนน์ หรือที่รู้จักกันในนาม บันทึกของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเธอเขียนขึ้นเมื่อตอนอายุ 13-15 ปี เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่แพร่หลายไปทั่วโลก สำหรับชาวเนเธอร์แลนด์ เรื่องราวของเธอ ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาที่เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผู้อื่นซึ่งกำลังเดือดร้อนได้กลายมาเป็นเรื่องราวอันโดดเด่นของชาวดัตช์ในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงการถูกยึดครองของเนเธอร์แลนด์ในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยในช่วงเวลานั้นมีการสังหารชาวดัตช์เชื้อสายยิวมากกว่าร้อยละ 80 สูงเป็นอันดับสองรองจากประเทศโปแลนด์

แอนน์ แฟรงค์
สมุดบันทึกเล่มแรกของแอนน์ แฟรงค์ เป็นสมุดลายตราหมากรุกสีแดงที่เธอเก็บรักษาเอาไว้ในระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน ถึง 5 ธันวาคม 1942 สมุดเล่มนี้บันทึกเรื่องราวการหลบซ่อนของครอบครัวเธอในช่วงเดือนแรก อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

หลายปีผ่านไป มีผู้ต้องสงสัยราว 30 คนที่เชื่อว่าเป็นผู้ทรยศแอนน์ แฟรงค์ และครอบครัว

ข้อกล่าวหาได้รวมไปถึงลูกจ้างที่ช่างสงสัยเกินไป ซึ่งทำงานอยู่ใต้ที่ซ่อนตัวของแอนน์ แฟรงค์ มีการสืบสวน 2 กรณี คือในปี 1947 และในปี 1963 เพื่อสืบหาว่าผู้ร้ายคือใคร โดยคนแรกคือ Wilhelm Geradus van Maaren ซึ่งพ้นจากข้อกล่าวหาในภายหลังเนื่องจากไม่มีหลักฐาน และผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งคือ Lena Hartog-van Bladeren ซึ่งเป็นคนที่จัดการเรื่องสัตว์รบกวนในโกดัง (ที่ครอบครัวของแอนน์ แฟรงก์หลบซ่อนอยู่) มีการพูดกันว่า Lena สงสัยว่ามีคนหลบซ่อนตัวอยู่ในโกดัง และได้เผยแพร่ข่าวลือนี้ออกไป แต่ภายหลัง ได้มีการสัมภาษณ์ Lena และเธอยืนยันว่าไม่ทราบเรื่องที่มีคนหลบซ่อนตัว ก่อนการบุกจับกุมแอนน์ แฟรงก์

การเขียนรายชื่อผู้ต้องสงสัยยังคงดำเนินต่อไป และยังคงไม่มีหลักฐานมายืนยัน หรือพิสูจน์หักล้างความเชื่อมโยงใดๆ ที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ Gertjan Broek หัวหน้านักวิจัยของ บ้านแอนน์ แฟรงค์ (ANNE FRANK HOUSE) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เชื่อว่า การพุ่งเป้าไปที่การค้นหาผู้ส่งข่าวที่อยู่ของแอนน์ แฟรงค์ อาจทำให้บรรดานักวิจัยไม่สามารถค้นพบสาเหตุที่แท้จริง

แอนน์ แฟรงค์
นี่คือภาพบุคคลของแอนน์ แฟรงค์ในหนังสือเดินทางเมื่อปี 1939 ซึ่งถ่ายขึ้นก่อนที่เธอและครอบครัวจำเป็นต้องหลบซ่อนตัว โดยครอบครัวตระกูลแฟรงค์พยายามยื่นคำขออพยพไปที่สหรัฐอเมริกา 2 ครั้ง แต่เนื่องด้วยความเข้มงวดของข้อบังคับการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานั้นทำให้ครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ต้องอาศัยอยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

“การถามว่า ‘ใครทรยศ แอนน์ แฟรงค์’ นั่นหมายความว่าคุณมีสมมติฐานในใจเรียบร้อยแล้ว และทิ้งความเป็นไปได้อื่นๆ ไป” Gertjan กล่าว

เป็นไปได้ว่า ครอบครัวตระกูลแฟรงค์ไม่ได้ถูกทรยศแต่อย่างใด แต่พวกเขาอาจถูกพบเจอโดยบังเอิญ ซึ่งมีโอกาสว่าครอบครัวแฟรงค์ที่ซ่อนอยู่ถูกพบเจอในช่วงของการค้นหาผู้ฉ้อโกงคูปองปันส่วนอาหาร Gertjan กล่าวเสริม

มีข้อเท็จจริง 2-3 ข้อ ที่สนับสนุนสมมติฐานนี้ ข้อแรก เจ้าหน้าที่ชาวเยอรมันและชาวดัตช์ไม่ได้เตรียมยานพาหนะขนส่งในช่วงที่พวกเขามาถึงตัวแอนน์ แฟรงค์ อาจเป็เพราะพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ข้อสอง หนึ่งในสามเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในการจับกุมเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และข้อสุดท้าย ชายสองคนที่จัดหาที่หลบซ่อนและคูปองปันส่วนอาหารในตลาดมืดได้ถูกจับกุมเช่นกัน แต่หนึ่งในสองคนนี้ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นไปได้ว่าหนึ่งในสองคนนี้มีข้อตกลงพิเศษกับเจ้าหน้าที่ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องคูปองปันส่วนอาหารอยู่ในการบุกเข้าจับกุมตัว แอนน์ แฟรงก์ ด้วยเช่นกัน

แอนน์ แฟรงค์
ภาพบรรยากาศจากตึกที่แอนน์ แฟรงค์ และสมาชิกครอบครัวอีก 7 คน รวมไปถึงครอบครัว van Pel และ Fritz Pfeffer ใช้หลบซ่อน จะทำให้ทราบได้ว่าทั้งเสียงและแสงจากห้องนี้ได้เปิดเผยที่ซ่อนของพวกเขาไปยังเพื่อนบ้านช่างสงสัยได้อย่างไร ภาพถ่ายโดย ULLSTEIN PICTURES DTL, GETTY

แม้ว่าจะเป็นไปได้ที่สมาชิกครอบครัว 8 คนที่หลบซ่อนอยู่จะถูกค้นพบโดยบังเอิญ แต่ Gertjan ยังคงหาหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานนี้ไม่ได้ “โชคร้ายที่ยังไม่มีหลักฐานที่นำไปสู่ข้อสรุป แต่ยิ่งคุณมีธงปักไว้ในการสืบหามากเท่าไหร่ คุณยิ่งสามารถจำกัดวงแคบของการสืบหาได้มากขึ้นเท่านั้น” เขากล่าวเสริม

นักสืบสวนอีกกลุ่มหนึ่งที่ประกอบไปด้วยนักนิติวิทยาศาสตร์ นักอาชญาวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หวังว่าจะสามารถจำกัดการค้นหาผู้ร้ายให้เหลือเพียงคนเดียว ทีมสืบสวนซึ่งนำโดยอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่เกษียณอายุแล้วอย่าง Vincent Pankoke ได้สืบสวนโดยใช้วิธีการสมัยใหม่ ทั้งการใช้แหล่งข้อมูลในอดีต สัมภาษณ์แหล่งข้อมูลจากทั่วโลก และใช้เทคโนโลยีสืบสวนจากศตวรรษที่ 21 เช่นการใช้เครื่องสแกน 3 มิติ กับห้องที่แอนน์ แฟรงค์ใช้หลบซ่อนเพื่อให้ทราบว่าเสียงจากห้องสามารถทะลุผ่านไปยังอาคารข้างเคียงได้อย่างไร

 

 

แอนน์ แฟรงค์
Edith Frank แม่ของแอนน์ เสียชีวิตในวันที่ 6 มกราคม 1945 ที่ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ 3 สัปดาห์ก่อนการปลดปล่อยค่ายนี้ อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE
แอนน์ แฟรงค์
Otto Frank พ่อของแอนน์ เป็นผู้รอดชีวิตคนเดียว หลังเหตุการณ์สงบ เขาย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์และเสียชีวิตในปี 1980 อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ANNE FRANK HOUSE

โดยทีมสืบสวนคดีไดอารีแอนน์ แฟรงค์ จะตีพิมพ์ผลการสืบสวนในหนังสือซึ่งคาดว่าจะตีพิมพ์ในปีหน้า

ในบรรดาครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ที่ถูกจับกุม มีเพียงอ็อตโต บิดาของแอนน์ที่รอดชีวิตในสงครามมาได้ อาจจะสายเกินไปที่จะค้นหาผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การค้นหาความจริงในครั้งนี้ก็ยังมีประโยชน์ต่อคนอีกหลายคน

“ถ้าเราเข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น เราก็จะเรียนรู้ว่า ผู้คนปฏิบัติต่อกันอย่างไร และเพื่อเป็นการเตรียมตัวสู่อนาคต” Emile Schrijver ผู้อำนวยการทั่วไปของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาวยิวและย่านประวัติศาสตร์ชาวยิวในกรุงอัมสเตอร์ดัม กล่าว

เรื่อง SYDNEY COMBS 


อ่านเพิ่มเติม เปิดหนังสือต้องห้ามและความเข้าใจผิดที่ฮิตเลอร์มีต่อ “อารยัน” 

เรื่องแนะนำ

ท่องเที่ยวแบบ “ด้านมืด” ไปกับสถานที่โหดร้ายเหล่านี้

ค่ายกักกันเอาชวิทซ์, คุกตวลสเลง และอนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาสถานที่น่ากลัวเหล่านี้อ้าแขนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันโหดร้ายที่มนุษย์จะกระทำต่อกันได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่

ภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่สามารถนำกลับมาเล่าใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบใดที่ตำนานว่าด้วยมนตร์ขลังแห่งคำสาปของมัมมี่ยังไม่มีวันจางคลาย

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]

ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา : เหตุการณ์ที่ตราตรึงในความทรงจำของคนทั้งโลก

เกิดเหตุการณ์จลาจล จากกลุ่มคนที่สนับสนุนทรัมป์ ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา ผู้ประท้วงบุกเข้ายึดเมืองหลวงของสหรัฐฯ 6 มกราคม 2021 เวลา 16:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจาก ความพยายามก่อรัฐประหารในอเมริกา ข่าวรายงานสะพัดผ่านรายการโทรทัศน์หลายสถานี ชายคนหนึ่งถือโล่โปร่งใส พร้อมทุบลงไปที่หน้าต่างของศาลากลาง นั่นคือชาวอเมริกันชายสองคนในชุดดำที่กำลังปีนผ่านกระจกแตก เสียงไซเรนและรถฉุกเฉินดังก้อง รถที่มีสมาชิกสภาคองเกรสนั่งอยู่นั้นกำลังเร่งรีบออกจากอาคาร อาคารแห่งนี้เป็นของผู้คนอเมริกัน และเป็นดั่งศูนย์กลางของการปกครองของประเทศนี้ นี่จะเป็นเหตุการณ์ที่ฉันจะจดจำ เมื่อฉันได้ยินข่าวความพยายามลอบสังหาร และการโจมตีของผู้ก่อการร้าย วันที่ประธานาธิบดีสหรัฐ นิ่งเงียบนานกว่าสองชั่วโมง และสื่อสารกันโดยใช้ทวีตเตอร์ ขณะที่ผู้ประท้วงทั้งชายและหญิง ส่งเสียงเชียร์ การบุกโจมตีรัฐสภา ตำรวจเข้าปราบจลาจลกลุ่มคนที่เดินไปที่อาคารเพื่อให้การรับรองผลการเลือกตั้งดำเนินต่อไป ผู้เดินขบวนพร้อมถือธงที่มีรูปของทรัมป์ขนาบข้างนักข่าวฟ็อกซ์ พร้อมตะโกนว่า “ข่าวปลอม!” ในขณะที่นักข่าวกำลังบรรยายสิ่งที่เขาเห็นรอบตัวเขา? “ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา” ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เวลา 16.15 น.  เสียงและภาพของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ชายในชุดสูทสีน้ำเงิน กล่าวอ้างถึงอับราฮัม ลินคอล์น ด้วยน้ำเสียงดูตึงเครียด ขณะที่เขาขอร้องให้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งประชาชนให้ยุติความรุนแรงโดยกล่าวว่า “ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา ผมขอเรียกร้องให้ผู้ประท้วงถอยกลับ และปล่อยให้งานของประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป” […]