เหตุใด มัมมี่สิงโต จึงค้นพบได้ยากในอียิปต์ - National Geographic Thailand

เหตุใดมัมมี่สิงโตจึงค้นพบได้ยากในอียิปต์

ลูกสิงโตตัวนี้มีอายุราว 8 เดือนเมื่อตอนที่ถูกทำเป็นมัมมี่ นับตั้งแต่อดีตจนถึงการค้นพบนี้ มี มัมมี่สิงโต เพียงตัวเดียวที่ได้รับการยอมรับว่ามาจากยุคยียิปต์โบราณ อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย SUPREME COUNCIL OF ANTIQUITIES OF EGYPT


จนถึงทุกวันนี้ มี มัมมี่สิงโต เพียงหนึ่งตัวที่นักโบราณคดีค้นพบ เหตุเพราะการทำมัมมี่สิงโตตามธรรมชาตินั้นหายาก หรือเพียงแค่เรายังไม่ได้ค้นพบมันเท่านั้น

คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงเจ้าป่าอหังการเดินเพ่นพ่านในอียิปต์ยุคปัจจุบัน แต่เมื่อช่วง 1000 ปีก่อนคริสตกาล สามารถพบแมวยักษ์ชนิดนี้นอนเกียจคร้านอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และบางตัวก็อยู่ภายในพระราชวังในฐานะสัตว์ทรงเลี้ยง สิงโตมีความสัมพันธ์กับพระอาทิตย์และฟาโรห์ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการกำหนดความเป็นความตายในยุคอียิปต์โบราณ แม้ว่าสภาพอากาศของอียิปต์ในช่วงหลังจะแห้งแล้งขึ้นจนเจ้าป่าเหล่านี้ต้องอพยพลงใต้ พวกมันก็ยังคงสถานะอยู่ในวัฒนธรรมของอียิปต์อย่างชัดแจ้ง

“สิงโตมีบทบาทอย่างมากในประติมานวิทยา (iconography) ของอียิปต์โบราณ” คอนนี ลอร์ด (Conni Lord) นักไอยคุปต์วิทยา (Egyptologist) ของโครงการวิจัยมัมมี่สัตว์ พิพิธภัณฑ์นิโคลสัน มหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวและเสริมว่า “สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจหลวง [แต่] จินตภาพของสิงโตถูกนำไปใช้เป็นสิ่งของในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นเก้าอี้หรือเตียงนอน ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นเพียงการนำมาตกแต่งเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่ามันมีความหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ให้การปกป้องสิ่งของเหล่านั้นด้วยครับ”

มัมมี่สิงโต, มัมมี่, อียิปต์
ตำแหน่งที่ตั้ง Saqqara สถานที่ค้นพบมัมมี่สิงโต

แม้ภาพลักษณ์ของสิงโตจะเป็นที่แพร่หลายในช่วงอียิปต์โบราณ แต่นักวิจัยยังคงสงสัยมานานว่า เหตุใดจึงมีการค้นพบมัมมี่สิงโตแค่เพียงตัวเดียวท่ามกลางมัมมี่สัตว์นับล้านตัว อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ทีมนักโบราณคดีนำโดยสภาสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ (Egypt’s Supreme Council of Antiquities) ได้เปิดเผยการค้นพบมัมมี่สิงโตเพิ่มอีก 5 ตัว ที่ดูเหมือนเป็นลูกสิงโต ซึ่งค้นพบที่ Bubasteion necropolis หรือสุสานมัมมี่แมวใน Saqqara

มัมมี่ลูกสิงโตที่มีความยาวลำตัวราว 91 เซนติเมตร เชื่อว่ามีอายุราว 8 เดือน มีการค้นพบพวกมันในคอลเล็กชันของมัมมี่แมวและสัตว์ชนิดอื่นๆ ภายในรูปปั้นไม้และทองแดงขนาดใหญ่ รวมไปถึงงูเห่าและจระเข้ โดยสภาสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์กล่าวว่า วัตถุเหล่านี้อยู่ในช่วงจักรวรรดิอียิปต์ที่ 26 (664-525 ปีก่อนคริสตกาล)

มัมมี่สิงโต,มัมมี่, อียิปต์, Sekhmet
มัมมี่สิงโตอาจมีความเชี่ยมโยงกับ เซ็คเมท (Sekhmet) เทพีที่มีพระพักตร์เป็นสิงโต ภาพถ่ายโดย AGE FOTOSTOCK, ALAMY

สมัยอียิปต์โบราณ สิงโตมีสถานะพิเศษในฐานะนักรบผู้ดุร้ายในป่า และสัญลักษณ์แห่งอันตรายและการปกป้องคุ้มครอง เป็นที่รู้กันว่าฟาโรห์เองก็ทรงเข้าร่วมการล่าสิงโตเพื่อแสดงถึงอำนาจสูงสุด รวมไปถึงฟาโรห์อเมนโฮเทปที่สาม (Amenhotep III) ซึ่งอ้างว่าได้ทรงสังหารสิงโต 102 ตัวในช่วง 10 ปีแรกของการครองบัลลังก์

กระนั้น สิงโตไม่เคยมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเทพองค์ใดเลย ไม่ว่าจะเป็นธอธ (Thoth) หรืออนูบิส (Anubis) มัมมี่ที่ค้นพบใน Saqqara ดูเหมือนว่าจะมีความเชื่อมโยงกับเทพีแมวบัสเตต (cat goddess Bastet) และเซ็คเมท (Sekhmet) เทพีที่มีพระพักตร์เป็นสิงโต ลอร์ดกล่าว

“ยังไม่มีเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมมัมมี่สิงโตถึงมีน้อย” ลอร์ดกล่าวและเสริมว่า ทั้งๆที่ชาวอียิปต์โบราณสามารถทำมัมมี่สัตว์ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกขนาด เช่น Apis (วัวศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์) ที่ถูกทำเป็นมัมมี่โดยใช้เทคนิคพิเศษซึ่งรวมถึงการเอาอวัยวะภายในออกมา

มัมมี่สิงโต, มัมมี่, ละมั่ง, อียิปต์
นี่คือละมั่งของราชินีอียิปต์ที่พร้อมดำรงอยู่ไปตลอดกาลด้วยวิธีการดูแลที่หรูหราในฐานะสมาชิกของราชวงศ์ เห็นได้จากผ้าพันมัมมี่อย่างดีและโลงไม้ที่สั่งทำพิเศษ ซึ่งถูกฝังพร้อมเจ้าของในหลุมฝังศพเมื่อราวปี 945 ก่อนคริสตกาล ภาพถ่ายโดย RICHARD BARNES, NAT GEO IMAGE COLLECTION

เหตุผลเดียวที่อาจทำให้การทำมัมมี่สิงโตต่างจากสัตว์อื่นๆ คืออวัยวะภายในของมันน่าจะมีกลิ่นแรงกว่าสัตว์อื่น เนื่องจากมันเป็นสัตว์กินเนื้อ ซาลิมา อิกราม (Salima Ikram) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยอเมริกันแห่งไคโร ผู้ทำซีทีสแกนในมัมมี่สิงโตบางตัว กล่าว

อิกรามพูดถึงนัยยะในการค้นพบครั้งนี้ว่า “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” เนื่องจากทำให้นักวิจัยรู้เบื้องลึกว่ามีการจับสิงโตในช่วงอียิปต์โบราณอย่างไร รวมไปถึงมีการเพาะพันธุ์และซื้อขายพวกมันอย่างไร

“ค่อนข้างเป็นไปได้ว่าการขุดค้นที่ Saqqara จะทำให้เราค้นพบมัมมี่สิงโตเพิ่มมากขึ้น” อิกรามกล่าวและเสริมว่า “กวีในยุคโบราณได้กล่าวถึงการทำมัมมี่สิงโตในอียิปต์ นักวิชาการ รวมถึงตัวฉัน ก็กำลังค้นหาสุสานสิงโตอยู่ค่ะ”

เรื่อง ANTOANETA ROUSSI


อ่านเพิ่มเติม สุดยอดภาพถ่ายที่จะทำให้คุณอยากเที่ยวอียิปต์

เรื่องแนะนำ

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เรื่องราวการเขียนแผนที่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เริ่มต้นจากพายุ มันคือพายุที่มีชื่อว่า “the Great White Hurricane” ที่ส่งผลกระทบให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งแอตแลนติกต้องปราศจากไฟฟ้าใช้ไป 4 วันเต็ม ในฤดูใบไม้ผลิ ของปี 1888 และในปีนั้นเองที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเผยแพร่ภาพ แผนที่เก่าการเดินทางของพายุตั้งแต่มหานครนิวยอร์ก ไปยังเบอร์มิวดา ก่อนที่จะขึ้นเหนือไปยังแคนาดา จัดทำโดย Edward Everett Hayden นักอุตุนิยมวิทยา ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สองปีต่อมา Hayden เขียนนิตยสาร “The Law of Storms” บอกเล่าเรื่องราววิทยาศาสตร์ของพายุ และแนวทางการเดินเรือที่ปลอดภัยให้แก่บรรดาลูกเรือในมหาสมุทร แผนที่พายุแรกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกถูกรวมอยู่ในเส้นทางของพายุที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตลอดสองปีที่ผ่านมาด้วย เส้นสายโค้งเข้าสู่จุดศูนย์กลางดูเผินๆ ช่างคล้ายกับรอยนิ้วมือ ทว่าทุกเส้นถูกเขียนด้วยความตั้งใจและมาจากประสบการณ์สังเกตพายุนานหลายปี ต่อมาการทำแผนที่พายุได้ให้ข้อมูลที่ซับซ้อนและน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมีส่วนเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ ทุกวันนี้นักอุตุนิยมวิทยาใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการพยากรณ์อากาศ และคำนวณเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุ ข้อมูลเหล่านี้อัพเดทได้ในรายชั่วโมง ในขณะที่แผนที่เหล่านี้กลายเป็นประวัติศาสตร์เก่าไป มาชมลวดลายของพายุเฮอร์ริเคนในสมัยที่ยังคงถูกเขียนด้วยมือจากคลังภาพเก่าของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกัน เรื่อง Nina Strochlic […]

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

มารู้จักกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มนุษย์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศ

มารู้จักกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มนุษย์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มักจะถูกเข้าใจว่าเป็น มนุษถ้ำที่ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม แต่นักวิทยาศาสตร์กลับบอกว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล เป็นมนุษย์ที่มีความฉลาดและมีขนาดของสมองใกล้เคียงกับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณสี่แสน ถึงสี่หมื่นปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่แถบชายฝั่งตะวันตกของยุโรปแอตแลนติก และบริเวณเอเชียกลาง ทั้งยังพบว่าเป็นมนุษย์ยุคแรกที่สามารถอาศัยอยู่ในสภาพอากาศหนาวที่เป็นน้ำแข็งได้ พวกเขามีหน้าอกกว้าง และมีกล้ามเป็นมัดๆ บริเวณแขน ซึ่งร่างกายแบบนี้จะช่วยกักเก็บความร้อนในร่างกายได้ดี ทั้งยังมีความสามารถในการปรับตัวเป็นเลิศซึ่งช่วยให้มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลสามารถทนต่ออากาศที่หนาวเหน็บได้ ความสามารถของพวกเขายังรวมถึงการสร้างที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องมือ นอกจากนั้น มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ยังถูกเชื่อว่าเป็นมนุษย์สายพันธุ์แรกที่สร้างศิลปะถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่สเปนอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม เด็กของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเติบโตไม่ต่างจากเรา