15 ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

15 ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

15 ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร จากวัยเด็ก สู่ปลายรัชสมัย

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเป็นพระประมุขแห่งสหราชอาณาจักรที่ทรงราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้ารัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
.
ตลอดรัชสมัยอันยาวนานนี้ พระองค์ทรงย้ำเสมอว่า บทบาทของพระองค์หาใช่ทรง “ปกครอง” (rule) แต่เป็นการ “รับใช้” (serve) ต่างหาก
.
นี่คือชุดภาพถ่าย ที่บันทึกเรื่องราวของพระองค์ นับตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขึ้นครองราชย์ ไปจนถึงการครองสิริราชสมบัติครบ 66 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 21. เจ้าหญิงเอลิซาเบธ (ที่สี่จากซ้าย) พระชันษา 11  ปี โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ณ สีหบัญชรพระราชวังบักกิงแฮม ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระบรมราชชนก เจ้าหญิงเอลิซาเบธเสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุ 25 พรรษา หลังสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 เสด็จสวรรคตในปี 1952  (ภาพถ่าย: Keystone, Getty Images)

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 2. สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธทรงอยู่ในฐานะประมุขแห่งกองทัพสหราชอาณาจักร ในภาพนี้ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงเอลิซาเบธ เสด็จเยี่ยมหน่วยทหารราชองครักษ์ โดยตามเสด็จสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระบรมราชชนนี (ขวา) ในการนี้เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต พระขนิษฐา (ซ้าย) โดยเสด็จด้วย (ภาพถ่าย: David E. Scherman, The Life PIcture Collection, Getty Images)

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 3. การเสด็จฯ เยี่ยมชนชั้นแรงงานทางตะวันออกของกรุงลอนดอนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองโดยสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระบรมราชชนนี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจระหว่างที่ลอนดอนตกเป็นเป้าทิ้งระเบิดจากกองทัพเยอรมนี (เหตุการณ์ช่วงนี้เรียกว่า The Blitz) เป็นแรงบันดาลพระทัยให้แก่พระราชธิดา ผู้จะทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระประมุขแห่งสหราชอาณาจักรในอนาคต ในภาพนี้ เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงฝึกงานเป็นช่างยนต์ใน Auxiliary Territorial Service (หน่วยกองหนุนสตรีในกองทัพอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) เมื่อปี 1945 (ภาพถ่าย: Popperfoto/Getty Images)

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 4. การอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายฟิลิปแห่งกรีซ (หรือเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ) กับ “ลิลิเบต” (“Lilibet”) ซึ่งเป็นชื่อที่ทรงเรียกเจ้าหญิงเอลิซาเบธเมื่อปี 1947 คือเรื่องราวความรักโดยแท้ หาใช่การคลุมถุงชน ในภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 1951 นี้ ทั้งสองพระองค์ทรงฉายพระรูปกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และเจ้าหญิงแอนน์ (ภาพถ่าย: Keystone, Getty Images)

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

5. เจ้าหญิงเอลิซาเบธเสด็จฯ ออกจากพระราชวังบักกิงแฮมเพื่อไปยังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1953 (ภาพถ่าย: Monty Fresco, Topical Press Agency, Getty Images)

 

เรื่องแนะนำ

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

ภาพถ่ายโบราณเผยความสวยงามของเจ้าสาวจากทั่วโลก

ชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตาคือสัญลักษณ์สากล แต่ชุดภาพถ่ายเก่าของเจ้าสาวจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกนี้จะแสดงให้เห็นว่าสีขาวไม่จำเป็นเสมอไปในพิธีแต่งงาน

เบื้องหลังเรื่องราวการฉลองวันจูนทีนธ์ 19 มิถุนายน วันหยุดแห่งชาติล่าสุดของอเมริกา

ทุกวันที่ 19 มิถุนายน คือวันหยุดเพื่อรำลึกถึงการสิ้นสุดความเป็นทาสของผู้คนในรัฐเท็กซัสซึ่งเกิดขึ้นภายหลังอับราฮัม ลินคอล์นประกาศเลิกทาสในสหรัฐฯ ถึงสองปี วันจูนทีนธ์หรือรู้จักกันในชื่อ “วันประกาศอิสรภาพที่สอง” เป็นวันหยุดเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่เหล่าทาสในอเมริกาที่ได้รับอิสรภาพคืนหลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง และเป็นเวลากว่า 150 ปีมาแล้วที่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาทั่วประเทศร่วมเฉลิมฉลองวันแห่งความเป็นอิสระนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของวันจูนทีนธ์จากการผลักดันของบรรดานักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้ทางรัฐและรัฐบาลกลางรับรองวันสำคัญนี้ และในปี 2021 ความพยายามเหล่านี้ก็บรรลุผล เมื่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามรับรองร่างกฎหมายว่าด้วยการกำหนดให้วันจูนทีนธ์หรือวันที่ 19 มิถุนายนเป็นวันหยุดแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา และในปีนี้วันจูนทีนธ์ตรงกับวันอาทิตย์ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้หยุดชดเชยในวันที่ 20 มิถุนายนแทน การอนุมัติให้วันจูนทีนธ์เป็นวันหยุดแห่งชาติถือเป็นการเพิ่มวันหยุดครั้งล่าสุดของสหรัฐอเมริกานับจากการกำหนดวันรำลึกถึงมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ขึ้นในปี 1983 ความเป็นมาของวันสำคัญนี้เป็นอย่างไร มาร่วมหาคำตอบผ่านประวัติศาสตร์เบื้องหลังวันจูนทีนท์และการเฉลิมฉลองที่ผ่านมาได้ในเนื้อหาต่อไปนี้ อิสรภาพหลังการล่มสลายของสมาพันธรัฐ เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนเข้าวันที่ 1 มกราคม ปี 1863 คำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดีลินคอล์นก็เริ่มมีผลบังคับใช้ และมีผลทำให้เหล่าทาสในดินแดนของฝ่ายสมาพันธรัฐ (หรือฝ่ายใต้) เป็นอิสระ หากแต่มีเงื่อนไขว่าฝ่ายสหภาพ (หรือฝ่ายเหนือ) จะต้องเป็นผู้ชนะในสงครามเท่านั้น ในเวลาต่อมาประกาศนี้จึงส่งผลให้สงครามที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ และยังทำให้ในช่วงท้ายของสงครามมีทหารผิวสีรวม 200,000 นาย เข้าร่วมการรบเพื่อกระจายข่าวการคืนอิสรภาพนี้ในขณะที่เคลื่อนพลไปยังรัฐทางใต้ การประกาศเลิกทาสเป็นข่าวสำคัญที่ส่งไปไม่ถึงบรรดาทาสในเท็กซัส เนื่องจากรัฐนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่รัฐหลักที่ฝ่ายใต้หรือฝ่ายสมาพันธรัฐยังปกครองอยู่ เชื่อว่ายังมีทาสจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าตนเป็นไทแล้วแม้การปะทะครั้งสุดท้ายของสงครามกลางเมืองจะสิ้นสุดลงในปี 1865 […]

แมลงกินได้ : อนาคตอาหารโลก

เมื่อประชากรโลกเพิ่มขึ้น ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือการผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของประชากร ทางออกหนึ่งที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประขาชาติมองเห็นอยู่ในแมลงตัวเล็กๆ