ค้นพบอุโมงค์แห่งใหม่ใต้ พีระมิดโบราณ - National Geographic Thailand

ค้นพบอุโมงค์แห่งใหม่ใต้พีระมิดโบราณ

ค้นพบอุโมงค์แห่งใหม่ใต้ พีระมิดโบราณ

นักโบราณคดีค้นพบอุโมงค์ลับใต้ พีระมิดโบราณ ขนาดมหึมาที่มีชื่อเสียงในนครโบราณเตโอตีอัวกาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเม็กซิโกซิตี

อุโมงค์แห่งนี้ได้รับการค้นพบใต้พีระมิดจันทรา สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในนครโบราณ (อันดับหนึ่งคือพีระมิดสุริยัน) ตามการรายงานของ International Business Times นักโบราณคดีผู้ค้นพบเชื่อว่า อุโมงค์นี้เป็นตัวแทนของโบราณสถานอันยิ่งใหญ่แห่งนครเตโอตีอัวกาน และอาจสื่อถึงปรโลกในระบบความเชื่อของอารยธรรมก่อนยุคโคลัมบัสที่มีอายุราว 2,000 ปี

อุโมงค์นี้ยาวและขยายออกมาจากจัตุรัสกลางที่เรียกว่า ปลาซาเดลาลูนา (Plaza de la Luna) ซึ่งอยู่ใกล้กับพีระมิด อุโมงค์มีความลึกราว 10 เมตร และคล้ายคลึงกับอุโมงค์อื่นๆที่ค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ เช่นอุโมงค์ที่พบใต้พีระมิดอสรพิษขนนก

ขณะที่ยังไม่มีใครสามารถเข้าไปภายในอุโมงค์ได้ การค้นพบจึงใช้วิธีที่เรียกว่า การกราดภาพตัดขวางด้วยวิธีการวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า (electrical resistivity tomography) ซึ่งสร้างภาพใต้ดินขึ้นมา ทีมนักโบราณคดีจาก National Institute of Anthropology and History ของเม็กซิโกกำลังใช้เทคนิคนี้ในความพยายามอนุรักษ์จัตุรัสกลาง เมื่อพวกเขาพบอุโมงค์เข้าโดยบังเอิญ

จากการศึกษาซากศพมนุษย์ซึ่งพบในสถานที่ฝังศพ พีระมิดจันทราน่าจะใช้เพื่อบูชายัญมนุษย์และประกอบพิธีกรรมอื่นๆ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอุโมงค์ดังกล่าวใช้ทำอะไร และนักโบราณคดีวางแผนจะทำการวิจัยให้มากขึ้นก่อนจะลงความเห็นถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างอุโมงค์ และระบุว่าในนั้นมีศิลปวัตถุอีกหรือไม่

เตโอตีอัวกานเคยเป็นนครสำคัญมายาวนานและมีประวัติซับซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ที่นี่เป็นนครใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาก่อนยุคโคลัมบัส เคยมีประชากรอยู่อย่างน้อย 125,000 คน

เรื่อง เฮเทอร์ เบรดี

 

อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบอาณาจักรมายาซ่อนตัวใต้ผืนป่ากัวเตมาลา

เรื่องแนะนำ

วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

กว่าเจ็ดทศวรรษหลังประสบหายนะ ฮิโรชิมะ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับผู้รอดชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ ความน่ากลัวของการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์และบทเรียนจากสงครามยังคงแจ่มชัด เก้าวันหลังระเบิดปรมาณูถูกทิ้งถล่มเมือง ฮิโรชิมะ หลังแม่กับน้องชายวัยหนึ่งขวบเสียชีวิต บ้านถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน มาซากิ ทานาเบะ วัยเจ็ดขวบเฝ้ามองพ่อสิ้นลม ในฐานะศัตรูของอเมริกาจนลมหายใจสุดท้าย พ่อของ ทานาเบะตายพร้อมดาบที่วางอยู่ข้างกาย ปู่ของทานาเบะอยากเก็บดาบของลูกชายไว้ แต่กองกำลังผู้ยึดครองเข้ามายื้อแย่งจากมือเขาไป “พวกป่าเถื่อน” เด็กชายทานาเบะคิด เขาตั้งปณิธานจะแก้แค้นอเมริกาให้ได้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเขาไม่เหลืออะไร และแทบไม่เหลือใคร บ้านของเขาเคยอยู่ติดกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมประจำจังหวัด ฮิโรชิมะ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารที่โดดเด่นด้วยโดมเหลือแต่โครงและถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม เพื่อสื่อถึงการเรียกร้องให้ยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบัน ในวัยแปดสิบต้นๆ ทานาเบะผู้ยึดถือประเพณีเคร่งครัด สวมชุดเสื้อคลุม จินเบ สีเทาแขนกว้าง เขายังเป็นคนช่างค้นคิดและปรับตัวเก่ง เขากลายเป็นนักสร้างภาพยนตร์และร่ำเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อจะก่อร่างสร้างเมืองที่ถูกระเบิดอันตรธานไปขึ้นมาใหม่ในภาคไซเบอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพยนตร์เรื่อง Message From Hiroshima (สารจากฮิโรชิมะ) ซึ่งรวมการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเมื่อวัน 6 สิงหาคม ปี 1945 และหากนับการทิ้งระเบิดปรมาณูอีกลูกที่เมืองนางาซากิในอีกสามวันถัดมาด้วยแล้ว ทั้งสองเหตุการณ์คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 200,000 คน และบีบให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่สอง เท่ากับเป็นการยุติแผนบุกยึดครองญี่ปุ่นโดยฝ่ายพันธมิตรที่อาจส่งผลให้ผู้คนล้มตายหลายล้านคน แต่ทานาเบะไม่อาจคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงอันเจ็บปวดที่จะเกิดกับเขาและประเทศญี่ปุ่น ลูกสาวของเขาแต่งงานกับคนอเมริกัน แล้วไปลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา […]

พระเจ้าอโศก เป็นใคร

พระเจ้าอโศกได้รับการยกย่องในฐานะผู้น้อมรับพุทธศาสนา และเปลี่ยนแปลงราชวงศ์เมารยะจากเครื่องจักรสงครามไปเป็นสังคมแห่งความอดกลั้นและสันติ ภาพวาดจาก PRIVATE COLLECTION/DINODIA/BRIDGEMAN IMAGES พระเจ้าอโศก แห่งอินเดีย ทรงโศกเศร้าจากการพิชิตดินแดนต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตเรือนแสนต้องจบลง สิ่งนี้ทำให้พระองค์น้อมรับพุทธศาสนาและปฏิบัติต่อราษฎรอย่างเป็นธรรม พระเจ้าอโศก ผู้เป็นหลานชายของพระเจ้าจันทรคุปต์ เมารยะ (Chandragupta Maurya) มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 304 ถึง 233 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ทรงนำจักรวรรดิเมารยะ (Mauryan) ไปสู่ยุคที่มีอาณาเขตกว้างขวางและเรืองอำนาจมากที่สุด กระนั้น การเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรของพระองค์มิได้มาจากการใช้ความรุนแรงอันดุเดือดเหมือนเมื่อครั้งต้นรัชสมัย ตรงกันข้าม มันเป็นผลจากการน้อมรับพุทธศาสนา และสารแห่งขันติธรรมและสันติวิธีที่พระองค์เผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวรรดิอันกว้างขวาง แปดปีหลังการยึดอำนาจในช่วง 270 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอโศกได้นำกองทัพเข้าพิชิตราชอาณาจักรกลิงคะ (Kalinga) ในบริเวณชายฝั่งในภาคตะวันออก-กลางของอินเดีย และยังส่งผลให้พระองค์สามารถขยายอาณาจักรให้กว้างใหญ่กว่ากษัตริย์องค์ก่อนหน้าทุกองค์ มีการบันทึกไว้ว่า ผู้คนกว่า 100,000 ถึง 300,000 คนเสียชีวิตระหว่างการศึกครั้งนี้ ความสูญเสียดังกล่าวส่งผลต่อสภาพจิตใจของพระเจ้าอโศกอย่างรุนแรง พระองค์ได้บันทึกไว้ว่า “การฆ่าฟัน ความตาย และการเนรเทศที่เกิดขึ้นเมื่อดินแดนที่ไม่เคยถูกพิชิตกลับถูกพิชิตลง ได้ยังความเจ็บปวดอย่างหนักหนา [ต่อตัวเรา]” หลังจากนั้น พระเจ้าอโศกทรงละทิ้งทั้งการใช้กำลังทหารพิชิตผู้อื่น และความรุนแรงในรูปแบบอื่น รวมถึงการทารุณสัตว์ พระองค์กลายเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา ซึ่งสิ่งนี้ได้ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาดังกล่าวในทั่วทั้งอินเดีย […]

Explorer Awards 2018: ดร.วราวุธ สุธีธร

ดร.วราวุธ สุธีธร ทำงานสำรวจซากดึกดำบรรพ์มานานหลายสิบปี และแม้ทุกวันนี้ท่านจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังคงมีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกไปขุดค้น และเปิดเผยชั้นหินของไทยให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่าประเทศเราเองก็เป็นสถานที่หนึ่งที่มีฟอสซิลมากมายรอให้ศึกษา