ประวัติศาสตร์แห่งความวุ่นวายของ กีฬาโอลิมปิก ในช่วงวิกฤตโลก และอาถรรพ์ 40 ปี

ประวัติศาสตร์แห่งความวุ่นวายของโอลิมปิกในช่วงวิกฤตโลก และอาถรรพ์ 40 ปี

จากการเลื่อนจัด กีฬาโอลิมปิก 2020 ที่โตเกียว บางคนชี้สาเหตุไปที่ “อาถรรพ์ 40 ปี” เพื่ออธิบายถึงประวัติศาสตร์ของความล่าช้า การคว่ำบาตร และความโกลาหลที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งของกีฬาโอลิมปิก

มีการประกาศจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นว่า กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2020 จะเลื่อนไปจัดในปีหน้าเนื่องจากความกังวลในการระบาดของไวรัสโคโรนา

นี่เป็นการหยุดชะงักใหญ่ครั้งแรกของกีฬาโอลิมปิกนับตั้งแต่ปี 1944 (ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) อย่างไรก็ตาม งานกีฬาระดับโลกนี้คุ้นเคยกับภาวะความโกลาหลที่เคยเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตร, การห้ามเข้าร่วมแข่งขัน หรือแม้กระทั่งการปะทุของภูเขาไฟ

ภูเขาไฟวิสุเวียสเกิดการปะทุจนต้องย้ายที่จัด

ในปี 1904 กรุงโรม ประเทศอิตาลี เอาชนะเมืองอย่างเบอร์ลินและตูรินในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ปี 1908 แต่ช่วง 2 ปีในการเตรียมตัวจัดงาน ก็เกิดภัยพิบัติที่อิลาลี คือภูเขาไฟวิสุเวียสเกิดการปะทุ ทำให้เมืองที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟเกิดความเสียหาย และเมืองเนเปิลส์ (Naples) ตกอยู่ในภาวะอัมพาต ทำให้อิตาลีต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูจนต้องสละสิทธิการเป็นเจ้าภาพ

แต่การปะทุของภูเขาไฟในครั้งนั้นไม่ทำให้กีฬาโอลิมปิกต้องยกเลิก เพราะคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้เปลี่ยนให้กรุงลอนดอนเป็นเจ้าภาพโดยให้เวลาเตรียมตัวเพียง 10 เดือนเท่านั้น สมาคมโอลิมปิกแห่งอังกฤษใช้เวลาดังกล่าวเร่งมืออย่างเต็มที่ แม้กระทั่งสร้างสนามกีฬาใหม่เพื่อรองรับการแข่งขันครั้งนี้โดยเฉพาะ

ยุโรปเข้าสู่สงคราม

ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้นในปี 1914 เบอร์ลินกำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวจัดกีฬาโอลิมปิกปี 1916 รวมไปถึงการสร้างสนามกีฬาใหม่ด้วย

เนื่องจากประเทศยุโรปส่วนใหญ่อยู่ในภาวะสงคราม คณะกรรมการมีการพิจารณาให้กีฬาโอลิมปิกปี 1916 ไปจัดที่ดินแดนที่เป็นกลางอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งตอนนั้นยังไม่เข้าร่วมสงคราม แต่ครั้งนี้ คำถามไม่ได้อยู่แค่จะจัดที่ไหน แต่รวมไปถึงปัญหาที่ไม่มีคนเข้าร่วมการแข่งขันมากพอด้วยเช่นกัน ในเดือนธันวาคมปี 1914 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ได้รายงานว่าการแข่งขัน “มีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกเนื่องจากผลของสงคราม” ในที่สุด โอลิมปิกปี 1916 ก็ต้องยกเลิกไป

ในปี 1920 มีการจัดกีฬาโอลิมปิกขึ้นอีกครั้งที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม และมีการปล่อยนกพิราบในฐานะสัญลักษณ์ของสันติภาพในพิธีเปิดการแข่งขัน และมีพิธีการสาบานตนของนักกีฬาเป็นครั้งแรก

กีฬาโอลิมปิก, โอลิมปิก, บาซี, เบอร์ลิน 1936
เปลวเพลิงกีฬาโอลิมปิกมาถึงสนามกีฬาที่อัดแน่นและปกคลุมไปด้วยตราสวัสดิกะในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1936 ที่กรุงเบอร์ลิน แม้จะมีการเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรงานนี้เนื่องจากการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์และแนวคิดการต่อต้านชาวยิว เบอร์ลินโอลิมปิกก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็เป็นการจัดครั้งสุดท้ายในรอบนานกว่าทศวรรษเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายจาก CULTURE CLUB, GETTY

การคว่ำบาตรพรรคนาซีเยอรมันและสงครามโลกครั้งที่สอง

คณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้แต่งตั้งให้กรุงเบอร์ลินเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 1936 อันเป็นสัญลักษณ์ในการเข้าสู่ประชาคมโลกอีกครั้งของเยอรมนีหลังจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่การผงาดขึ้นของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และการกีดกันนักกีฬาเชื้อสายยิวทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจ มีการเคลื่อนในการคว่ำบาตรโอลิมปิกครั้งนี้ทั้งในอเมริกา บริเตนใหญ่ ฝรั่งเศส สวีเดน และประเทศอื่นๆ

ในปีนั้นมีการจัดโอลิมปิกตามกำหนดการท่ามกลางบรรยากาศของโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ และเป็นแข่งขันโอลิมปิกครั้งสุดท้ายในรอบทศวรรษต่อมาเนื่องจากการอุบัติขึ้นของสงครามโลกครั้งที่สอง

ปี 1940 ญี่ปุ่นได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพทั้งกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในโตเกียวและฤดูหนาวที่ซัปโปโร แม้มีหลังการอุบัติขึ้นของสงครามจีน-ญี่ปุ่นในปี 1937 และมีการตอบโต้ญี่ปุ่นโดยการคว่ำบาตรจากประเทศอื่นๆ ญี่ปุ่นก็ยังยืนกรานที่จะจัดต่อไป แม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำสงครามรวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในโตเกียว โยโกฮามา และโกเบ ในช่วงนั้นด้วย

คณะกรรมการโอลิมปิกมีการพิจาณาให้ย้ายการจัดโอลิมปิกไปที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ แต่ในปี 1940 สหภาพโซเวียตนำทหารบุกฟินแลนด์ จนต้องยกเลิกการจัดการแข่งขัน สงครามครั้งนี้ดำเนินไปถึงปี 1945 ทำให้การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1944 ฤดูร้อนที่ลอนดอน และฤดูหนาวที่เมืองกอร์ตีนาดัมเปซโซทางตอนเหนือของอิตาลีต้องยกเลิกไปด้วย

การคว่ำบาตร

ตลอดทั้งประวัติศาสตร์ ได้การมีการ ‘คว่ำบาตร’ หรือไม่เข้าร่วมการแข่งขันอยู่บ้าง เช่นในโอลิมปิกปี 1964 (กรุงโตเกียว, ญี่ปุ่น) มีการห้ามประเทศแอฟริกาใต้เข้าร่วมการแข่งขันเนื่องจากนโยบายการแบ่งสีผิว (apartheid)

กรณีที่มีชื่อเสียงในช่วงประวัติศาสตร์กีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่คือการคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาในการแข่งโอลิมปิก 1980 ที่กรุงมอสโก เพื่อประท้วงที่สหภาพโซเวียตส่งทหารบุกอัฟกานิสภาน โดยมี 66 ประเทศเข้าร่วมการคว่ำบาตรครั้งนี้ รวมไปถึงญี่ปุ่น แคนาดา และเยอรมันตะวันตก อีก 4 ปีต่อมา สหภาพโซเวียตตอบโต้โดยการนำ 14 ประเทศร่วมกันคว่ำบาตรกีฬาโอลิมปิก 1984 ที่จัดขึ้นในนครลอสแองเจลิส เพื่อเอาคืนการคว่ำบาตรของสหรัฐเมื่อปี 1980

กีฬาโอลิมปิก, มอสโก, โอลิมปิก
ดิค พาลเมอร์ เลขาธิการโอลิมปิกของอังกฤษ ถือตราสัญลักษณ์โอลิมปิกในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกที่กรุงมอสโก ปี 1980 ซึ่งมีนักกีฬาของอังกฤษที่ไม่เข้าร่วมพิธีเปิดเนื่องจากต้องการคว่ำบาตรประท้วงสหภาพโซเวียตที่นำทหารบุกอัฟกานิสถาน ภาพถ่ายจาก AP

โตเกียวและอาถรรพ์ 40 ปี

โอลิมปิกได้รอดพ้นช่วงเวลาแห่งการคว่ำบาตรและการห้ามเข้าร่วมการแข่งขันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ซึ่งบางคนเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นผลของคำสาป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับญี่ปุ่นที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพ

ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2020 นายทาโร อาโซ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นคร่ำครวญถึงความเป็นไปได้ในการเลื่อนจัดกีฬาโอลิมปิกเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส

“มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกๆ 40 ปี มันเป็นคำสาปโอลิมปิก และนั่นคือความจริง” เขากล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงการยกเลิกกีฬาโอลิมปิกในปี 1940 และการคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐฯ ในปี 1980

และถ้ามีคำสาปโอลิมปิกดังกล่าวจริง ญี่ปุ่นก็น่าจะทราบดี เพราะในขณะที่โตเกียวเป็นเจ้าภาพในปี 1964 อย่างสมบูรณ์แบบ การแข่งขันในปีนั้นก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เสียหายเช่นกัน กล่าวคือ ทั้งเกาหลีเหนือ จีน สหรัฐอเมริกาถูกค่ำบาตรในการแข่งขันดังกล่าว หลังจากที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากลปฏิเสธที่จะให้นักกีฬาบางส่วนของประเทศเหล่านั้นเข้าร่วม และเป็นปีแรกที่แอฟริกาใต้ถูกห้ามเข้าแข่งขันเนื่องจากการดำเนินนโยบายแบ่งแยกสีผิว

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่โชคร้ายอย่างญี่ปุ่นที่ใช้เงินกว่าหนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 320,000 ล้านบาท) ในการจัดเตรียมการแข่งขันโอลิมปิกในปีนี้ ได้ส่งสัญญาณในการเลื่อนการแข่งขันไปในปี 2021 หากถำสำเร็จ แนวคิดอาถรรพ์ 40 ปีก็ไม่ใช้อธิบายไม่ได้อีกต่อไป

เรื่อง AMY MCKEEVER


อ่านเพิ่มเติม เมื่อ สนามกีฬาโอลิมปิก ถูกทอดทิ้ง

สนามกีฬาโอลิมปิก

เรื่องแนะนำ

วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

กว่าเจ็ดทศวรรษหลังประสบหายนะ ฮิโรชิมะ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับผู้รอดชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ ความน่ากลัวของการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์และบทเรียนจากสงครามยังคงแจ่มชัด เก้าวันหลังระเบิดปรมาณูถูกทิ้งถล่มเมือง ฮิโรชิมะ หลังแม่กับน้องชายวัยหนึ่งขวบเสียชีวิต บ้านถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน มาซากิ ทานาเบะ วัยเจ็ดขวบเฝ้ามองพ่อสิ้นลม ในฐานะศัตรูของอเมริกาจนลมหายใจสุดท้าย พ่อของ ทานาเบะตายพร้อมดาบที่วางอยู่ข้างกาย ปู่ของทานาเบะอยากเก็บดาบของลูกชายไว้ แต่กองกำลังผู้ยึดครองเข้ามายื้อแย่งจากมือเขาไป “พวกป่าเถื่อน” เด็กชายทานาเบะคิด เขาตั้งปณิธานจะแก้แค้นอเมริกาให้ได้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเขาไม่เหลืออะไร และแทบไม่เหลือใคร บ้านของเขาเคยอยู่ติดกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมประจำจังหวัด ฮิโรชิมะ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารที่โดดเด่นด้วยโดมเหลือแต่โครงและถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม เพื่อสื่อถึงการเรียกร้องให้ยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบัน ในวัยแปดสิบต้นๆ ทานาเบะผู้ยึดถือประเพณีเคร่งครัด สวมชุดเสื้อคลุม จินเบ สีเทาแขนกว้าง เขายังเป็นคนช่างค้นคิดและปรับตัวเก่ง เขากลายเป็นนักสร้างภาพยนตร์และร่ำเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อจะก่อร่างสร้างเมืองที่ถูกระเบิดอันตรธานไปขึ้นมาใหม่ในภาคไซเบอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพยนตร์เรื่อง Message From Hiroshima (สารจากฮิโรชิมะ) ซึ่งรวมการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเมื่อวัน 6 สิงหาคม ปี 1945 และหากนับการทิ้งระเบิดปรมาณูอีกลูกที่เมืองนางาซากิในอีกสามวันถัดมาด้วยแล้ว ทั้งสองเหตุการณ์คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 200,000 คน และบีบให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่สอง เท่ากับเป็นการยุติแผนบุกยึดครองญี่ปุ่นโดยฝ่ายพันธมิตรที่อาจส่งผลให้ผู้คนล้มตายหลายล้านคน แต่ทานาเบะไม่อาจคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงอันเจ็บปวดที่จะเกิดกับเขาและประเทศญี่ปุ่น ลูกสาวของเขาแต่งงานกับคนอเมริกัน แล้วไปลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา […]

World Update: พบฟันลึกลับที่อาจเป็นหลักฐานแรกของมนุษย์ เดนิโซวาน

ฟันลึกลับที่อาจเป็นหลักฐานแรกของมนุษย์ เดนิโซวา ในอาเซียน ที่อาจมาไกลจากทิเบตหรือเทือกเขาอัลไต นักวิจัยพบฟอสซิลฟันในถ้ำงูเห่าแถบเทือกเขาอันนัมทางตอนกลางของประเทศลาว คาดว่าเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ของมนุษย์ เดนิโซวาน ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยพบมาก่อนซึ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน โดยระบุว่าฟันชิ้นนี้มีอายุ 131,000 ถึง 164,000 ปี และเป็นของเด็กหญิงที่มีอายุประมาณ 3.5 – 8.5 ขวบ เดนิโซวานเป็นมนุษย์สมัยโบราณที่ลึกลับและศึกษาได้ยากสายพันธุ์หนึ่งเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานฟอสซิลของพวกเขาน้อยมาก ชิ้นส่วนกระดูกและฟันก่อนหน้าทั้งหมดที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นของเดนิโซวานนั้นสามารถบรรจุลงในถุงพลาสติกขนาดเท่าแซนวิซได้อย่างง่าย และทั้งหมดนั้นพบจากสถานที่ขุดค้นเพียงสองแห่งในโลกคือ ไซบีเรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำเดนิโซวาน ซึ่งเป็นถ้ำที่ค้นพบตัวอย่างของมนุษย์โบราณหลายสายพันธุ์รวมถึงเดนิโซวาน ในเขตเทือกเขาอัลไต และที่ราบสูงทิเบต ซึ่งต่างจากญาติใกล้ชิดของพวกเขาคือนีแอนเเดอร์ทัลที่กระจายไปอย่างกว้างขวางในยุโรป กระนั้น นักบรรพชีวินวิทยาตั้งสมมติฐานมานานแล้วว่า เดนิโซวาน ต้องอยู่ไกลออกจากยุโรปไปทางใต้ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีการผสมพันธุ์กับมนุษย์ยุคแรกก่อนซึ่งทิ้งร่องรอยทางพันธุกรรมไว้ในมนุษย์สมัยใหม่ส่วนใหญ่ที่มีเชื้อสายเอเชีย “มันทำให้ฉันนึกได้ว่าพวกเขามีความคล้ายคลึงกับเรามากแค่ไหน” ลอร่า แช็คเคิลฟอร์ด (Laura Shackelford) นักบรรพชีวินวิทยาและนักสำรวจของเนชั่นเนล จีโอกราฟิกกล่าวถึงการค้นพบฟอสซิลฟันชิ้นนี้ พร้อมทั้งเสริมอีกว่าสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างสุดขั้วตั้งแต่ภูเขาสูงที่เย็นยะเยือกและที่ราบลุ่มอันร้อนชื้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างน่าทึ่งของมนุษย์เดนิโซวาน ทีมวิจัยได้ทำงานร่วมกันกับ ธงสา สายาวงศ์คำดี นักโบราณคดีชาวลาวผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยทำให้การขุดค้นเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อพบฟัน แช็คเคิลฟอร์ดกล่าวว่า “เรารู้ว่าเป็นพวกเดียวกันเกือบในจะทันที แต่ไม่ใช่มนุษย์สมัยใหม่” ในขณะที่เคลมเมนท์ ซานอลลิ (Clément Zanolli) หนึ่งในทีมขุดค้นเสริมว่า […]

กำแพงเมืองจีน ป้องกันศัตรูได้จริงหรือ

ราชวงศ์หมิงสร้าง กำแพงเมืองจีน ยาวกว่า 21,200 กิโลเมตรเพื่อป้องกันผู้รุกราน แต่แท้จริงแล้วมันมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับศัตรูขนาดไหน? กำแพงเมืองจีน เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายกลยุทธ์เพื่อป้องกันประเทศ กำแพงเมืองจีนที่ทอดยาวออกไปกว่า 21,200 กิโลเมตรนี้ แทนที่จะเป็นกำแพงเดียวที่ต่อเนื่องกัน กลับประกอบไปด้วยส่วนเล็กๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์จีน ป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล แต่ส่วนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีที่สุดถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) กำแพงเมืองจีน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม และชัยชนะในความเฉลียวฉลาดของมนุษยชาติ แต่คำตัดสินชี้ขาดที่แท้จริงอยู่ที่ว่ากำแพงเมืองจีนสามารถทำหน้าที่หลักคือการป้องกันศัตรูได้ดีแค่ไหน  ภัยรุกรานจากทิศเหนือ  ภัยรุกรานหลักของจีนนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือ นั่นคือเหล่าคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสเตปป์ที่มีพรมแดนติดกันตั้งแต่ศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เนื่องจากสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ทำให้ผู้คนพออยู่รอดได้ แต่ไม่มีสิ่งอื่นมากนัก ชาวเหนือเหล่านี้ริษยาในสินค้าฟุ่มเฟือย และทรัพยากรที่เพื่อนบ้านทางใต้ของพวกเขาได้ใช้อย่างเพลิดเพลิน เช่น สิ่งทอชั้นดี และผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ประชากรของชนเผ่าเร่ร่อนนั้นมีขนาดเล็กกว่าชาวจีนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามทางทหารอย่างร้ายแรง พวกเขาสามารถขึ้นขี่ม้าทุ่งหญ้าทุ่งหญ้าสเตปป์ และติดอาวุธด้วยธนูและลูกธนูอันทรงพลัง มิหนำซ้ำนักรบของพวกเขายังสามารถบุกจู่โจมได้อย่างมีประสิทธิภาพในรัฐที่มีพรมแดนติดกับจีน และแย่งชิงสิ่งที่พวกเขาต้องการมา จักรพรรดิจีนใช้กลยุทธ์มากมายเพื่อกันคนเร่ร่อนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงด้านวิศวกรรม สงคราม และการทูต จนกระทั่งจักรพรรดิองค์แรกที่ผนวกประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นคือจิ๋นซีฮ่องเต้ (221-210 ปีก่อนคริสตกาล) ได้สร้างป้อมปราการที่รวมกันเป็นแนวแรกตามแนวพรมแดนทางตอนเหนือทั้งหมด โดยเชื่อมต่อจากโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐก่อนหน้านี้ จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินที่ยึดอำนาจจากราชวงศ์ฮั่น […]

9 มัมมี่ที่ไม่ธรรมดา

วัฒนธรรมการทำมัมมี่หาใช่เกิดขึ้นแค่ในอียิปต์ และเหล่านี้คือตัวอย่างของมัมมี่อันโดดเด่นจากหลายประเทศทั่วโลก