ภาพเขียนผนังถ้ำ บันทึกประวัติศาสตร์แห่งรากกำเนิดมนุษยชาติ

ภาพเขียนผนังถ้ำ บันทึกประวัติศาสตร์แห่งรากกำเนิดมนุษยชาติ

สุนัข ที่มีความคล่องแคล่วว่องไวกำลังไล่ล่าแอนทิโลปซึ่งปรากฏใน ภาพเขียนผนังถ้ำ ในเทือกเขา Akakus ประเทศลิเบีย ซึ่งมีอายุราว 12,000 ปี


ภาพเขียนผนังถ้ำ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าที่ช่วยให้มนุษย์ยุคปัจจุบันสามารถสัมผัสชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ ใครเป็นผู้สร้าง และสร้างขึ้นด้วยเหตุผลอะไร และศิลปะพนังถ้ำบอกเล่าอะไรมายังมนุษย์รุ่นหลัง

การเรียกร้องของเครือข่ายประชาชนปกป้องยะลาที่ออกมาประท้วงกรณีกรมศิลปากรประกาศเพิกถอนพื้นที่เขตโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลาในบางส่วน เพื่อการทำเหมืองหินอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันวันที่ 5 มีนาคม 2563 สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง

โดยกลุ่มผู้เรียกร้องให้เหตุผลว่า ศิลปะผนังถ้ำแห่งนี้คือพื้นที่อันมีความสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและในระดับชาติ เนื่องจากมีความเก่าแก่มากถึง 3,000 ปี และยังมีสภาพที่สมบูรณ์มาก การประกาศดังกล่าวไม่มีการรับฟังความเห็นชาวบ้านในพื้นที่มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น การก่อสร้างเหมืองหินที่กำลังดำเนินอยู่ก็ทำให้ภาพเขียนสีบางส่วนเสียหายเนื่องจากการระเบิดหิน

นอกจากภาพเขียนผนังถ้ำ ในบริเวณนี้ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญชนิดอื่นๆ เช่น ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์และสัตว์ เศษภาชนะดินเผา เครื่องมือหินกะเทาะ โกลนขวานหินขัด และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อยู่ตามถ้ำและเพิงผาบนเขายะลาหลายแห่ง

ดังนั้น ถ้าการเพิกถอนนี้ยังดำเนินไป อาจสร้างความเสียหายให้กับการศึกษาด้านประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาในไทยเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ระดับโลก ประวัติศาสตร์ของภาพเขียนสีในผนังถ้ำเชื่อว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 65,000 ปีมาแล้วในยุคมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัล และจากการกำหนดอายุโดยการหาไอโซโทปของคาร์บอน (Radiocarbon dating) และวิธีการอื่นๆ เผยให้เห็นว่างานศิลปะผนังถ้ำที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่บนโลกมีอายุราว 40,000 ปีมาแล้ว สร้างสรรค์ขึ้นโดยมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ หรือมนุษย์สายพันธุ์ยุคปัจจุบัน

ศิลปะผนังถ้ำส่วนใหญ่เป็นรูปสัตว์ที่มนุษย์พบเจอในยุคน้ำแข็ง เช่น ช้างแมมมอธ ม้า สิงโต กวาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการค้นพบรูปมนุษย์และสัญลักษณ์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ศิลปะผนังถ้ำส่วนใหญ่มีการสร้างขึ้นโดยสีแดงหรือสีดำซึ่งทำจากหิน งานบางชิ้นสร้างสรรค์ขึ้นโดยการทาสีลงผนังถ้ำโดยตรง ในขณะที่บางส่วนจะมีการสละสลักผนังถ้ำด้วยเครื่องมือก่อนลงสี

โดยนับตั้งช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1800 เป็นต้นมา ยังคงมีการถกเถียงกันในเรื่องของความหมายและจุดสงประสงค์ของงานศิลป์ทางประวัติศาสตร์ประเภทนี้

นักวิชาการบางคนเชื่อว่าภาพวาดผนังถ้ำสร้างขึ้นโดยชามาน (Shaman) หรือหมอผี ที่เข้าไปในถ้ำลึกแล้วพบเจอกับบรรยากาศที่คล้ายตกอยู่ในภวังค์ (a trance-like state) และวาดภาพที่เขาได้พบเจอใน “โลกวิญญาณ” ขึ้นมา

สัญลักษณ์ภายในถ้ำที่มักปรากฏคล้ายกันอาจบ่งชี้ถึงสัญลักษณ์ในความคิดซึ่งสอดคล้องกันในบรรดาผู้สร้างภาพวาดยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังนั้น เป็นไปได้ว่างานศิลป์ภายในถ้ำเหล่านี้คือภาพกราฟิกยุคแรกๆ ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเช่นกัน

ในความเป็นจริง ศิลปะผนังถ้ำอาจถูกสร้างขึ้นด้วยหลายวัตถุประสงค์ด้วยกัน เพียงแต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในขณะนี้

ภาพเขียนผนังถ้ำ
สีแดงสดใสของภาพเขียนควายไบซันบนผนังถ้ำ Altamira ประเทศสเปน

แม้เราไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอนว่าศิลปะผนังถ้ำสร้างขึ้นมาด้วยเหตุใดและมีความหมายใดอยู่เบื้องหลัง แต่งานศิลป์นี้ก็ช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการความคิดของบรรพบุรุษในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และโลกในยุคที่พวกเขาอาศัยอยู่

ในอีกความคิดหนึ่ง เชื่อกันว่าศิลปินที่สร้างสรรค์งานชนิดนี้เป็นนักธรรมชาติวิทยาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ วาดภาพที่ให้รายละเอียดเหล่านี้อาจสอนเราเรื่องของรูปร่างลักษณะและพฤติกรรมของสัตว์บางชนิดที่สูญพันธุ์ไปเมื่อนานมาแล้ว

ดังนั้น การอนุรักษ์ภาพเขียนผนังถ้ำกลายเป็นแนวปฏิบัติที่พึงกระทำทั่วโลก เนื่องจากเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ล้ำค่า ถ้าหลักฐานทางประวัติศาสตร์เช่นนี้หายไป บันทึกความเป็นมาของมนุษย์ที่ตกทอดมาเป็นเวลานับพันปีก็ไม่อาจหวนคืนมาได้อีก

สำหรับในประเทศไทย ศิลปะผนังถ้ำมีปรากฏอยู่ทั่วทุกภาค ที่มีชื่อเสียงเช่น ภาพเขียนผนังถ้ำในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี เป็นต้น (ดูข้อมูลรวบรวมเรื่องภาพเขียนสีและภาพแกะสลักศิลปะก่อนสมัยประวัติศาสตร์ในประเทศไทยได้ที่นี่)

แปลและเรียบเรียงขึ้นจาก Cave Art 101 สามารถรับวิดีโอจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ที่นี่


อ่านเพิ่มเติม ยลศิลปะข้ามกาลเวลา จากผนังถ้ำในยุโรป

ภาพวาดจากยุคหินเก่า บนผนังถ้ำลัสโก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส

เรื่องแนะนำ

สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเริ่มต้นทำแผนที่ของการสำรวจพื้นที่หลายแห่งบนโลก และเหล่านี้คือสุดยอดแผนที่ตลอดการทำงานที่ผ่านมา

ชินชอร์โร มัมมี่ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

กลางทะเลทรายในชิลี ซากศพมนุษย์ที่ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างพิถีพิถันเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น แต่ภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงกำลังคุกคาม มัมมี่ เหล่านี้ เมื่อปี 1917 ขณะที่นักโบราณคดีชาวเยอรมัน แม็กซ์ อูห์เลอ กำลังสำรวจชายฝั่งอันร้อนระอุของทะเลทรายแห้งแล้งที่สุดในโลกอยู่นั้น เขาบังเอิญพบกับกลุ่มซากศพมนุษย์ที่ดูแปลกประหลาด ใต้ดินสีกากีที่ขุดลึกลงไป เขาพบซากศพที่ทำให้ผิดรูปผิดร่างด้วยกิ่งไม้และต้นกก ส่วนหัวของศพตกแต่งด้วยวิกอย่างประณีตและหน้ากากดินเหนียวสีดำแดงแปลกตา “หลายศพมีร่องรอยของบาดแผลหลังการตาย เช่นการเอาหัวปลอมมาใส่แทนที่ รอยแตกบนศีรษะที่มีการซ่อมแซมและใส่แขนขาทำจากฟางแทนแขนขาจริง” แม็กซ์ อูห์เลอเขียนไว้ เหล่ามนุษย์โบราณที่ค้นพบในทะเลทรายอาตากามาของชิลี ใกล้กับเมืองอาริกานี้ กลายเป็นที่รู้จักในนาม “มัมมี่ชินชอร์โร” ศพของคนเก็บของป่าล่าสัตว์เหล่านี้มาจากกลุ่มประชากรที่เคยเร่ร่อนอยู่ตามชายฝั่งทะเลของชิลีตอนเหนือและเปรูตอนใต้ตั้งแต่ราว 7,000 ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล จนเมื่อศพได้รับการขุดค้นขึ้นมาเพื่อทำการบันทึก แต่แล้วกลับถูกหลงลืมไปเป็นเวลากว่า 50 ปี ชนพื้นเมืองผู้เสียชีวิตมาช้านานแล้วเหล่านี้กำลังเป็นจุดสนใจเมื่อยูเนสโกประกาศให้ทั้ง มัมมี่ และถิ่นฐานชินชอร์โรในประเทศชิลีปัจจุบันเป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2021 พิพิธภัณฑ์ล้ำสมัยกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเพื่ออนุรักษ์และจัดแสดง มัมมี่ เหล่านี้ในเมืองอาริกา ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งเล็กๆที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งโต้คลื่น ท่ามกลางภัยคุกคามจากกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การได้รับสถานะมรดกโลกและการอนุรักษ์ อีกทั้งการท่องเที่ยวที่เป็นผลตามมาอาจช่วยกู้วิกฤติให้ มัมมี่ เหล่านี้ได้อย่างทันเวลา ทำไมมัมมี่เก่าแก่ที่สุดในโลกถึงอยู่ในชิลี แม้วัฒนธรรมการเก็บรักษาศพจะพบแพร่หลายตั้งแต่แถบแอฟริกาจนถึงเอเชีย แต่มัมมี่ชินชอร์โรซึ่งถือเป็นมัมมีเก่าแก่ที่สุดที่จงใจสร้างขึ้นนั้นนับว่าเก่าแก่ยิ่งกว่าธรรมเนียมการห่อพระศพฟาโรห์ในอียิปต์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี อย่างไรก็ตาม มัมมี่เหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักเพราะไม่ได้ถูกฝังอยู่ในพีระมิดขนาดมหึมา หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่และมีความทะเยอทะยานอันสูงส่ง […]

เปิดโลกนักล่าคัมภีร์ ไบเบิล

ในโลก "ลับ ลวง พราง" ที่ศาสนามาบรรจบกับโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์ นักสะสม และมิจฉาชีพ ต่างช่วงชิงค้นหาพระคัมภีร์ไบเบิลอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตน

ปานถ่อง – ปานซอย มนต์เสน่ห์ของไทใหญ่

มนต์เสน่ห์ ปานถ่อง – ปานซอย เพชรน้ำเอกพุทธศิลป์เมืองสามหมอก สัญจรสู่เมืองสามหมอกคราใด ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะซอกแซกไปตามวัดวาอาราม เพราะเสน่ห์หนึ่งที่ตรึงใจผมยิ่งนัก คืออัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชาวไทใหญ่ที่ไม่ซ้ำแบบใครเลย โดยเฉพาะการตอกลายบนโลหะ ทั้งสังกะสี อลูมิเนียม แผ่นเงิน นำไปประดับชายคาวัดวาวิจิตรตระการตายิ่งนัก เรียกในภาษาไทใหญ่ว่า “ปานซอย – ปานถ่อง” หรือที่ชาวล้านนาในจังหวัดอื่นนิยมเรียก “แป้นน้ำย้อย” นั่นเอง “ปานซอย” คือโลหะตอกลายที่ห้อยลงตรงชายคาโบสถ์วิหาร ส่วนโลหะตอกลายที่ปลายชี้ขึ้นด้านบน เรียก “ปานถ่อง” ลวดลายที่รังสรรค์เป็นลายดอกไม้ ลายพรรณพฤกษา ลายเครือเถา ที่น่าทึ่งคือแม้จะใช้วัสดุที่แข็ง แต่ “สล่า” หรือช่างตอกชาวไทใหญ่ มีกลวิธีตอกให้ลวดลายนูนมีมิติ ไม่แบนราบ ทว่าราวกับจะพลิ้วไหวยามเมื่อต้องแรงลม เฉกเช่นเดียวกับศิลปะเขมรแบบ “บันทายสรี” ที่แกะสลักหินแบบนูนสูงจนแลคล้ายลวดลายลอยเด่นขึ้นมาโลดเต้นได้ วัดที่ทำให้ผมตะลึงในความงามของปานซอย – ปานถ่อง เป็นวัดแรก คือวัดหัวเวียง ซึ่งตั้งอยู่อยู่บนถนนสิงหนาทบำรุง ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน อารามสำคัญที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเมื่อ 157 ปีก่อน สร้างด้วยพุทธศิลป์ไทใหญ่อย่างอลังการ โดยเฉพาะหลังคาโบสถ์ วิหารที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นอกจากประดับปานซอย – […]