โฉมหน้าแท้จริงของ แกลดิเอเตอร์ - National Geographic Thailand

โฉมหน้าแท้จริงของ แกลดิเอเตอร์

อุโมงค์ใต้อัฒจันทร์ครึ่งวงกลมยุคโรมันในเมืองอาร์ล ประเทศฝรั่งเศส มืดและเย็น ร่มเงานั้นชวนให้ผ่อนคลายจากแสงแดดจ้าซึ่งแผดเผาลานประลองของเหล่า แกลดิเอเตอร์ ที่ปกคลุมไปด้วยทรายในอัฒจันทร์แห่งนี้

แต่หมวกของ แกลดิเอเตอร์ หรือนักดาบโรมันที่ผมเพิ่งใส่นั้นชวนอึดอัด เครื่องปกป้องศีรษะจำลองนี้คือสิ่งที่ แกลดิเอเตอร์สวมเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน เป็นหมวกโลหะบุบๆที่มีริ้วรอย หนักราวหกกิโลกรัม มันมีกลิ่นโลหะฉุนๆเหมือนผมจุ่มศีรษะลงในถุงใส่เหรียญเงินเหม็นๆ

ผมมองทะลุช่องกรุของแผ่นสำริดออกไป เห็นชายสวมผ้าเตี่ยวสองคนอบอุ่นร่างกายเพื่อให้พร้อมต่อสู้ ปลอกแขนโลหะของพวกเขาส่งเสียงกระทบกันขณะที่ชายคนหนึ่งขยับเท้าไปมา มือที่ใส่ถุงมือหนังกำดาบโค้งสั้นๆเล่มหนึ่งไว้ ขณะที่ผมขยับตัวอย่างอึดอัด คู่หูของเขาก็ชูดาบขึ้นและฟาดใส่ศีรษะผม ราวกับจะทดสอบความแข็งแรงของหมวก

ผมยักไหล่ นึกในใจว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้งานชิ้นนี้ แต่บรีซ โลเปซ ครูฝึกของพวกเขา ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ร่างผอม ผิวสีน้ำตาลเข้ม ขัดขึ้นเสียก่อน “เขาไม่ได้ฝึกมา” โลเปซพูดเสียงเฉียบขาด “เขาไม่มีแรง เดี๋ยวนายทำคอเขาหัก”

แกลดิเอเตอร์
ผู้เชี่ยวชาญถกกันว่า การทำท่า “นิ้วโป้งคว่ำ” เป็นการบอกใบ้ให้ผู้ชนะสังหารฝ่ายตรงข้ามในภาพวาดปี 1872 จริงหรือไม่ ขณะที่ภาพปูนเปียกจากปอมเปอีเผยว่า แกลดิเอเตอร์ที่ได้รับบาดเจ็บส่งสัญญาณยอมแพ้ด้วยการชูนิ้วหนึ่งขึ้น เจ้าภาพจัดงานเป็นผู้ตัดสินว่าจะไว้ชีวิตเขาหรือไม่

อดีตตำรวจฝรั่งเศสและครูฝึกการต่อสู้ที่ได้ยูยิตสูสายดำอย่างโลเปซรู้ว่า การต่อสู้จริงๆเป็นอย่างไร เมื่อยี่สิบเจ็ด ปีก่อน เขาหันไปเรียนการต่อสู้แบบโบราณด้วยความสนใจ หลังจากได้อาวุธและชุดเกราะจำลองของแกลดิเอเตอร์ ที่สั่งทำขึ้น เขาก็ใช้เวลาหลายปีขบคิดว่า ของเหล่านี้นำไปใช้ในการต่อสู้ห้ำหั่นถึงชีวิต เช่นที่นำเสนอในหนังสือและภาพยนตร์เกี่ยวกับแกลดิเอเตอร์ได้อย่างไร

แต่ยิ่งศึกษาอาวุธและชุดเกราะของแกลดิเอเตอร์มากเท่าไร เขาก็ยิ่งพบความไม่สมเหตุผลมากเท่านั้น ทั้งชุดเกราะ ปลอกแขนปลอกขาโลหะ และหมวกสำริดเทอะทะที่ครอบทั้งศีรษะ ทำให้ แกลดิเอเตอร์ หลายคนสวมอุปกรณ์ป้องกันลงสนามประลองมากพอๆกับที่ทหารโรมันสวมยามออกรบ แต่ดาบที่พวกเขาใช้ตามปกติกลับมีความยาวราว 30 เซนติเมตร หรือยาวกว่ามีดทำครัวเพียงเล็กน้อย “เราจะสวมอุปกรณ์ป้องกันหนัก 20 กิโลกรัมลงสนามประลองที่ใช้แค่มีดทำไมกันครับ” โลเปซข้องใจ

ลานประลอง, แกลดิเอเตอร์
นักแสดงผู้สวมบทแกลดิเอเตอร์จำลองฉากปะทะกลางฝุ่นบนลานประลองยุคโรมันอายุ 1,900 ปีในเมืองอาร์ลของฝรั่งเศส การประลองของพวกเขาช่วยให้นักวิจัยเข้าใจกีฬานองเลือดโบราณที่ดึงดูดผู้ชมชาวโรมันนานหลายร้อยปีนี้ดีขึ้น

ข้อสรุปที่เขาได้ก็คือ แกลดิเอเตอร์ ไม่ได้พยายามเข่นฆ่ากัน แต่พยายามรักษาชีวิตกันต่างหาก พวกเขาฝึกกันเป็นปีๆเพื่อแสดงการต่อสู้อันอลังการ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้จบลงด้วยความตาย “พวกเขาเอาชนะกันจริงๆ แต่ไม่ได้ฟาดฟันกันจริงๆครับ” โลเปซบอก ตอนนี้เขาทำวิจัยเรื่องแกลดิเอเตอร์และตั้งคณะนักแสดงชื่อ แอ็กตา (ACTA) “นี่ไม่ใช่การออกแบบท่าเต้นที่ซ้อมกันมา แต่เป็นการต่อสู้ด้วยเจตนาดีครับ ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คู่อริ แต่เป็นคู่แสดง เราร่วมมือกันทำให้การแสดงออกมา ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ตลอดยี่สิบปีมานี้ นักวิจัยพบหลักฐานสนับสนุนข้อสันนิษฐานบางส่วนของโลเปซเรื่องการต่อสู้ของแกลดิเอเตอร์และตั้งคำถามกับแนวคิดที่คนส่วนใหญ่มีต่อการประลองยุคโบราณอันน่าตื่นตานี้ แกลดิเอเตอร์จำนวนหนึ่งเป็นอาชญากรหรือเชลยศึกที่ต้องโทษให้ลงสนามประลอง แต่ส่วนใหญ่เป็นนักสู้อาชีพ ไม่ว่าจะนักมวย นักกีฬาที่ใช้ศิลปะการต่อสู้ แบบผสม หรือนักฟุตบอลยุคโบราณ บางคนมีครอบครัวรออยู่ข้างนอก

ภาพสลัก, อัญมณี
ภาพสลักบนอัญมณีขนาดเท่าเล็บหัวแม่มือจากสมัยศตวรรษที่หนึ่งแสดงฉากการประลองโบราณ แกลดิเอเตอร์ที่มี คนเป่าแตรและผู้ชมยืนให้กำลังใจรายล้อม ประลองฝีมือโดยมีกรรมการโบกคทายืนดูอยู่ด้านบน

งานวรรณกรรมเสนอว่า การเป็นแกลดิเอเตอร์อาจนำความมั่งคั่งมาให้ และบางครั้งก็เป็นอาชีพหนึ่งที่คนเลือก การต่อสู้ที่ห้าวหาญบนลานประลองอาจทำให้แกลดิเอเตอร์กลายเป็นวีรบุรุษผู้โด่งดัง และกระทั่งช่วยให้นักโทษได้รับอิสรภาพ บางทีสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ การต่อสู้ส่วนใหญ่ไม่ได้จบลงด้วยความตาย ในบรรดาแกลดิเอเตอร์ ทุกๆ 10 คนที่ลงสนามประลอง อาจมีเก้าคนรอดชีวิตไปสู้ต่อในวันต่อไป

แต่ถึงจะได้รับความนิยมชมชอบมากสักเพียงใด แกลดิเอเตอร์ก็ยังรั้งท้ายสุดในสังคมโรมโบราณที่มีระบบชนชั้นเข้มงวด พวกเขาอยู่ระดับเดียวกับโสเภณี อันธพาล และนักแสดง ตามกฎหมายแล้ว แกลดิเอเตอร์ถือเป็นทรัพย์สิน ไม่ใช่บุคคล พวกเขาอาจถูกสังหารด้วยโทสะชั่ววูบของใครก็ตามที่จ่ายเงินจัดการประลอง “นั่นคือข้อมูลพื้นฐานที่จะทำความเข้าใจว่า ทำไมชาวโรมันจึงนั่งดูสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากบนอัฒจันทร์ได้ค่ะ” แคทลีน โคลแมน นักวิชาการด้านอารยธรรมกรีก-โรมันโบราณจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอก

นักต่อสู้, แกลดิเอเตอร์
นักต่อสู้สมัยใหม่ผู้มีร่างกายแข็งแรงบึกบึนและผ่านการฝึกอย่างหนัก เป็นที่คลั่งไคล้บูชาของแฟนๆ ไม่ต่างจาก แกลดิเอเตอร์ยุคโรมันที่ คริส เวอร์เนลในภาพนี้ และเพื่อนร่วมคณะจำลองการต่อสู้ในฝรั่งเศส

ในการประลองของแกลดิเอเตอร์ยุคแรกๆ ซึ่งน่าจะเป็นการแสดงอันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีศพมาตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสตกาล ผู้เข้าต่อสู้อาจเป็นเชลยศึกหรืออาชญากรต้องโทษ แต่เมื่อได้รับความนิยมและกลายเป็นมหรสพหลักของชีวิตคนทั่วจักรวรรดิโรมันในศตวรรษแรกก่อนคริสตกาล การแสดงก็มีแบบแผนมากขึ้น และความคาดหวังของผู้ชมก็สูงขึ้นตามไปด้วย โรงฝึกแกลดิเอเตอร์หลายสิบแห่งเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการนักสู้ที่สมัครใจและผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

เนื่องจากพลเมืองโรมันไม่อาจถูกประหารชีวิตโดยปราศจากการดำเนินคดีได้ นักต่อสู้บางคนจึงยอมลงนามในสัญญาขายตัว และกลายเป็นทาสอันเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับการชำระหนี้สิ้นและหลีกหนีจากความยากจน คนอื่นๆเป็นอาชญากรที่ได้รับโทษทัณฑ์ให้เป็นแกลดิเอเตอร์ ซึ่งเป็นโทษสถานเบากว่าการประหารชีวิต เพราะมีโอกาสได้รับอิสรภาพสักวันหนึ่ง

แกลดิเอเตอร์
ซาฮาร์ นิคมาตูลิน หลงใหลแกลดิเอเตอร์ตั้งแต่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง สปาร์ตาคัส ที่ออกฉายเมื่อปี 1960 ช่างสัก อะเล็กซานเดอร์ โคซัช ใช้เวลาถึง 25 ชั่วโมงวาดและลงสีฉากนี้บนแผ่นหลังของเขา

เรื่อง แอนดรูว์ เคอร์รี

ภาพถ่าย เรมี เบนาลี

สามารถติดตามสารคดี โฉมหน้าที่แท้จริงของแกลดิเอเตอร์ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2

 


อ่านเพิ่มเติม กว่าจะมาเป็นสุดยอดนักรบสปาร์ตัน

นักรบสปาร์ตัน

เรื่องแนะนำ

หลักฐานฟอสซิลเผยปริศนาการทวีชนิดพันธุ์สัตว์ยุคแคมเบรียน

ฟอสซิลเก่าแก่อายุ 570 ล้านปี ช่วยไขปริศนาว่า สรรพชีวิตบนโลกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากจุลชีพแสนเรียบง่าย กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนได้อย่างไร

หญิงสาวปั่นจักรยาน 1,900 กม. เพื่อตามหาพ่อจากสงครามเวียดนาม

Rebecca Rusch เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งความเจ็บปวด” เป็นนักกีฬามาตลอดชีวิต ตัวเธอผ่านการเล่นกีฬามาแล้วหลายประเภท จนเมื่อเร็วๆ นี้ ในวัย 38 ปี เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการขี่จักรยานทางไกลแบบ ultra-endurance หลังเมื่อปี 2015 Rusch ขี่จักรยานอย่างทรหดรวมเป็นระยะทางมากถึง 1,930 กิโลเมตร ไปยังนครโฮจิมินห์ ในเวียดนามร่วมกับ Huyen Nguyen คู่หูนักปั่นของเธอ โดยมีเป้าหมายเพื่อตามหาจุดที่เครื่องบินที่พ่อของเธอโดยสารไปด้วยนั้นถูกยิงตก ในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งในตอนนั้นเธอเพิ่งจะมีอายุแค่ 3 ขวบเท่านั้น เรื่องราวการเดินทางของเธอถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดี “เส้นทางสีเลือด” (Blood Road) สารคดีที่บอกเล่าชีวิตของเธอ ตลอดจนประวัติศาสตร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์, พบเทวรูปโบราณอายุ 800 ปี ใกล้นครวัด

100 ปีของการตามล่าอุปราคา (eclipse) เผยให้เห็นในภาพถ่ายแปลกประหลาด

เรื่อง เรเชล บราวน์ ความมืดกลืนกินกลางวัน ทันใดนั้นอากาศก็หนาวเย็น ดวงอาทิตย์หายไปจากท้องฟ้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรพบุรุษของเราจะต้องตื่นตระหนกต่อปรากฏการณ์สุริยุปราคา หลายวัฒนธรรมเชื่อว่า สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ถูกพลังเหนือธรรมชาติกลืนกิน เช่น สุนัขเพลิงของวัฒนธรรมเกาหลี หมาป่าแห่งท้องฟ้าของชาวไวกิ้ง หรือพระราหูที่มีแต่ร่างกายท่อนบน ทว่าในที่สุดนักดาราศาสตร์ก็ได้คำตอบว่า สุริยุปราคาเกิดจากดวงจันทร์โคจรผ่านมาอยู่ในแนวเดียวกันระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และจันทรุปราคาเกิดจากโลกโคจรผ่านระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ จากการสังเกตการณ์อย่างละเอียด นักดาราศาสตร์ยุคแรกๆจึงเรียนรู้ที่จะทำนายวันเวลาในการเกิดอุปราคา ชาวแคลเดียในเมืองบาบิโลนบันทึกการเกิดวัฏจักรซารอส (Saros cycle) หรือช่วงเวลา 18 ปี 11.3 วัน ที่จะเกิดอุปราคาซ้ำ เป็นครั้งแรกในสมัยศตวรรษที่เจ็ดก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ตาม เราต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะคิดหาวิธีปกป้องลูกตาของเราจากการมองดูอุปราคาได้อย่างแท้จริง ในปี 1896 นักดาราศาสตร์อาชีพและมือสมัครเล่นจากทั่วโลก 165 คนลงเรือเดินทางนานหนึ่งเดือนไปยังเมือง Vadsø ประเทศนอร์เวย์ เพื่อเฝ้าสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม ที่นี่ โจเซฟ ลันต์ จาก British Astronomical Association ปรับเปลี่ยนกล้องถ่ายภาพที่ออกแบบเป็นพิเศษซึ่งต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานสี่คน Photograph by ALINARY, GETTY IMAGES สมาชิกของ […]

ดวงจันทร์ : ย้อนรอยภารกิจ 50 ปี มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ 

ดวงจันทร์คือสนามประลองและจุดหมายปลายทางของการแข่งขันสู่ห่วงอวกาศในศตวรรษที่ 20 และในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1969 หรือ 50 ปีก่อน มนุษย์คนแรกก็สามารถขึ้นไปเดินบนดวงจันทร์ได้ ความสำเร็จของภารกิจอะพอลโล 11 ที่เกิดขึ้นหลังการบินครั้งแรกของพี่น้องตระกูลไรต์เพียง 66 ปี เป็นการประกาศความเก่งกาจและฉลาดเฉลียวของมนุษยชาติ