เรื่องที่ไม่เคยเล่าขานของการรบด้วย รถถัง ที่ดุเดือดที่สุดในโลกในสงครามอ่าว

เรื่องที่ไม่เคยเล่าขานของการรบด้วยรถถังที่ดุเดือดที่สุดในโลก

30 ปีก่อน รถถัง หลายพันคันประจันหน้ากันในสนามรบที่ทะเลทรายแห่งหนึ่ง ทุกวันนี้ “คืนสยองขวัญ” ยังตามหลอกหลอนทหารผ่านศึกจากสงครามอ่าวเหล่านี้อยู่

การรบด้วย รถถัง ที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของสงครามไม่ได้เกิดขึ้นในทวีปยุโรปหรือแอฟริกาเหนือเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง หากแต่เป็นในทะเลทรายของอิรักเมื่อเพียง 30 ปีก่อน ในปฏิบัติการดาบทะเลทราย (Desert Sabre) ปฏิบัติการรุกภาคพื้นดินเป็นเวลาสี่วัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Desert Storm) ในสงครามอ่าวครั้งแรก

ในปฏิบัติการครั้งนี้ รถถังกว่า 3000 คันและยานเกราะประเภทอื่นอีกหลายพันคันได้เข้าพันตูกันอย่างดุเดือดในสามสมรภูมิ นามว่า 73 Easting, สันเขาเมดินา (Medina Ridge), และคืนสยองขวัญ (Fright Night หรือนามอย่างเป็นทางการว่ายุทธการนอร์โฟล์ก – The Battle of Norfolk) ที่เปลี่ยนทะเลทรายกว้างใหญ่ให้กลายเป็นสนามรบที่รถถังยักษ์ติดเกราะนับพันเข้าแลกกระสุนกันชนิดไม่มีใครยอมใคร ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่ายุทธการที่คุสค์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง ที่รถถังราวกว่า 6000 คันจากทั้งฝ่ายเยอรมนีและสหภาพโซเวียตเข้าห้ำหั่นกันอย่างโหดร้ายเป็นเวลาหกสัปดาห์

“คูสค์มันใหญ่กว่าหากนับรวมทั้งปฏิบัติการครับ” เกรกอรี ฟอนเตโนต์ (Gregory Fontenot) พันเอกเกษียนอายุ นักประวัติศาสตร์ และผู้บังคับการกองพันรถถังกองพันหนึ่งในการรบซึ่งเหล่าทหารผ่านศึกได้ขนานนามว่าคืนสยองขวัญ อันเป็นการรบข้ามคืนอันอลหม่านที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ดุเดือดที่สุดของปฏิบัติการพายุทะเลทราย

“แต่ไม่เคยมีการรบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าก่อนหรือหลังปฏิบัติการพายุทะเลทราย ที่รถถังกว่า 3,000 คัน และยานเกราะอื่น ๆ อีกหลายพันคันมาปะทะกันในเวลาไม่ถึง 36 ชั่วโมง”

รถถัง, สงครามอ่าว
รถถังรุ่น เอ็ม1เอ1 เอบรามส์ และรถยานเกราะคันอื่นๆ ส่งเสียงก้องไปทั่วทะเลทรายทางตอนเหนือของคูเวต ความสำเร็จของปฏิบัติการทหารขึ้นอยู่กับกองกำลังพันธมิตรที่ค้นหาวิธีอันชาญฉลาดในการนำทางผ่านทุ่งทุ่นระเบิดของซัดดัม ฮุสเซน ภาพถ่ายโดย CORBIS/GETTY IMAGES

สงครามหนึ่งร้อยชั่วโมง

เมื่อกองทัพอิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุซเซน รุกรานคูเวต ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเล็กกว่าเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1990 หลายชาติจากทั่วโลกได้ประนามการกระทำครั้งนี้ ในไม่กี่เดือนต่อมา กองทัพขนาดมหึมาจากกว่า 35 ชาติซึ่งนำโดยสหรัฐฯ ได้รวมตัวกันในซาอุดีอาระเบียซึ่งอยู่ติดกัน ภายใต้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันไม่ให้อิรักบุกประเทศดังกล่าว

ไม่ไช่ความลับอีกต่อไป ในกรณีที่อิรักยังยืนกรานยึดครองคูเวต กองทัพพันธมิตรก็จะผลักดันพวกเขากลับไปในดินแดนของตนเอง และเมื่อหน่วยภาคพื้นดินเริ่มรุกเข้าไปในอิรักเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1991 สงครามครั้งนี้ก็ได้จบลงในไม่ถึงหนึ่งร้อยชั่วโมง

กระนั้น ก่อนปฏิบัติการรุกภาคพื้นดินเริ่มต้นขึ้น กองทัพพันธมิตรก็ได้เริ่มโจมตีทางอากาศต่ออิรักด้วยการทิ้งระเบิดใส่ฐานขีปนาวุธและที่ตั้งทางทหารอื่นๆ มาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม ส่วนหน่วยภาคพื้นในซาอุดีอาระเบียทำการฝึกฝนการรบในทะเลทราย และในขณะเดียวกันนั้นก็ยังมีการปะทะครั้งยิบย่อยกันอย่างประปรายตามแนวชายแดน “อย่างแรกสุด อย่าพูดว่ามันคือสงครามร้อยชั่วโมงครับ มันคือการทรยศ/ดูหมิ่นกองทัพอากาศและบุคลากรทางทหารคนอื่นๆ ที่เริ่มต่อสู้กับกองทัพอิรักมาตั้งแต่เดือนมกราคม”

รถถัง , กองทัพอิรัก
ปืนใหญ่อัตราจรแบบ M109 ยิงใส่ที่ตั้งของกองทัพอิรัก ปืนใหญ่รุ่นนี้มีระยะยิงเกือบ 16 กิโลเมตร ส่วนปืนใหญ่ของ M1A1 ยิงกระสุนรูปร่างเหมือนลูกดอกซึ่งบินด้วยความเร็ว 1.6 กิโลเมตรต่อวินาที กระสุนเหล่านี้บางลูกติดหัวรบยูเรเนียมเสื่อม ภาพถ่ายโดย STEVE MCCURRY, MAGNUM PHOTOS

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ กองกำลังนานาชาติกำลังมุ่งจุดสนใจไปที่คูเวตซิตี เมืองหลวงและเมืองท่าทางเรือของประเทศที่ถูกยึดครอง เหล่าเรือรบที่มารวมกันนอกชายฝั่งลวงให้อิรักคาดว่าการโจมตีจะมาจากชายฝั่ง แต่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้แอบตั้งแนวยาวกว่า 483 กิโลเมตรตามแนวชายแดนอิรัก-ซาอุดีอาระเบีย ทำให้เหล่านายทหารฝ่ายอิรักเกิดความสงสัยแต่มิได้กระทำการตอบโต้ และดำเนินการตามแผนซึ่งนายพลนอร์แมน ชวาร์ซคอพ์ฟ ผู้บังคับบัญชาเรียกว่า “หมัดฮุคซ้าย” ด้วยการนำหนึ่งในกองกำลังรถถังและยานเกราะที่ใหญ่ที่สุดที่เคยรวมกำลังกัน พร้อมด้วยทหารราบ บุกผ่านชายแดนอันกว้างขวางแต่มีการป้องกันเพียงเบาบาง เข้าไปในอาณาเขตของอิรักตามระยะทางที่กำหนดไว้ ก่อนจะเดินทัพเลี้ยวไปทางตะวันออกอย่างกระทันหัน และมุ่งหน้าไปสู่เมืองหลวงของคูเวตซึ่งอยู่ใต้การยึดครอง พร้อมกับทำลายกองกำลังอิรักที่ขวางทางอยู่ไปด้วย

การรุกในเช้าวันแรกเป็นไปอย่างง่ายดาย รถถัง ยานเกราะ และทหารราบได้บุกฝ่าหน่วยป้องกันของอิรักซึ่งหลายหน่วยถูกถล่มแทบราบคาบจากการโจมตีทางอากาศก่อนหน้านี้ ส่วนทหารอิรักหลายหมื่นนาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและคนหนุ่มซึ่งถูกบังคับเกณฑ์ทหารและไร้การเตรียมตัวโดยสิ้นเชิงและยังมีอาวุธที่ด้อยกว่าอย่างมากมายได้สู้กลับอย่างเหี้ยมหาญ

หลายคนยอมจำนนเมื่อรถถังบุกมาถึงค่ายของพวกเขา ความสำเร็จที่รวดเร็วและต่อเนื่องนี้ยังทำให้ชวาร์ซคอพป์ฟต้องแปลกใจ เขาจึงสั่งให้ทหารทั้งหมดดำเนินการให้รวดเร็วกว่าแผนที่วางไว้ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สร้างความได้เปรียบให้ฝ่ายพันธมิตรแต่ทำให้เหล่าทหารที่เหนื่อยล้าอยู่แล้วยิ่งเหนื่อยล้าขึ้น

“พวกเราไม่เคยได้นอนครับ” แรนดี ริเชิร์ท อดีตพลรถถังจากกองพลทหารราบที่หนึ่ง กล่าว “เมื่อคุณหยุดเมื่อไหร่ คุณก็จะหลับไปตอนนั้นเลย คุณอาจจะได้งีบสัก 20 นาที และนั่นคือรอบสุดท้ายในอีกแปดชั่วโมง”

กระนั้น ทหารที่พวกเขาเผชิญหน้าเมื่อวันแรกนั้นมิไช่ทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของอิรัก แต่เป็นเพียงตัวตายตัวแทนที่ถูกวางไว้ในตำแหน่งกว้างๆ หน้าหน่วยพิทักษ์สาธารณะรัฐ (Rupublican Guard) ซึ่งเป็นที่เกรงกลัวกันอย่างกว้างขวาง นั่นเอ็งที่ทำให้การปะทะเล็กๆ เป็นครั้งคราวระหว่างรถถังในสองวันแรกกลับกลายเป็นสงครามรถถังโดยฉับพลัน เมื่อทหารสหรัฐฯ จากกรมทหารม้ายานเกราะที่สองและหน่วยอื่นๆ ได้เจอกับหน่วยดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ในขณะที่พวกเขากำลังเดินทัพเลี้ยวไปทางตะวันออกเพื่อมุ่งสู่คูเวต เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์

อ่าวเปอร์เซีย, สงครามอ่าว
ทหารอิรักกำลังถอนตัวออกจากแหล่งน้ำมัน BURGAN ในช่วงที่ไฟกำลังลุกท่วม จากนั้นไม่นาน ควันไฟพิษจากน้ำมันที่ถูกเผาก็ลอยปกคลุมไปในระยะกว่า 50 กิโลเมตรทั่วอ่าวเปอร์เซีย ภาพถ่ายโดย BRUNO BARBEY, MAGNUM PHOTOS

ในการเผชิญหน้าที่มีชื่อเสียงครั้งหนึ่ง กองร้อย A ซึ่งนำโดยร้อยเอก (ยศในขณะนั้น) เอช.อาร์. แมคมาสเตอร์ ผู้ซึ่งได้เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา ได้ยึดตำแหน่งเหนือร่องน้ำแห้งแห่งหนึ่งและชนะการจู่โจมชนิดคลื่นต่อคลื่นของรถถังอิรักในการรบยาวนานกว่าสี่ชั่วโมง

หลายชั่วโมงต่อมา ถัดไปอีกไม่กี่กิโลเมตร ในค่ำคืนสยองขวัญที่ฟอนเตโนต์เข้าร่วม กองพลทหารราบที่หนึ่งและกองพลน้อยที่สามของกรมยานเกราะที่สองต้องเผชิญกับการรบในเวลากลางคืนกับรถถังของหน่วยพิทักษ์ฯ ท่ามกลางสภาวะแสนเลวร้ายเนื่องเพราะความมืด ควัน และฝนเหนียวหนืดที่จับตัวกับกลุ่มควันจากทุ่งน้ำมันที่ถูกกองทัพอิรักเผา ในการรบที่รถถังแต่ละคันยิงใส่กันโดยไม่รู้ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายใด

เหล่าทหารอิรักนำร่างกายของตนเองมารุมโจมตียานพาหนะของอีกฝ่ายและพยายามใช้ปืนกลยิงใส่ช่องและรูต่างๆ ซึ่งพลรถถังฝ่ายสหรัฐฯ แก้เผ็ดด้วยการปิดช่องประตู และให้รถถังฝ่ายตนเองใช้ปืนกลยิงกราดทหารที่เข้ามาเกาะ และเมื่อรถถังสหรัฐฯ แล่นผ่านเนินต่ำหรือแอ่ง ทหารอิรักจะใช้จรวดยิงจากด้านหลังเพื่อพยายามทำลาย และเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วของเหล่าพลปืนกลที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุหายนะขึ้น

รถถัง, สงครามอ่าว, อิรัก
หน่วยลาดตระเวนสหรัฐฯ มุ่งหน้ามาที่ซากรถถังอิรักและศพที่ดำเกรียม กองกำลังพันธมิตรปลดปล่อยคูเวตเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1991 ทหารอิรักอาจเสียชีวิตไปถึง 50000 นาย และคูเวตยังคงมีรอบแผลเป็นจากน้ำมันที่รั่ว เปลวเพลิง และรอยตีนตะขาบของรถถัง ภาพถ่ายโดย BRUNO BARBEY, MAGNUM PHOTOS

“บางครั้ง” ฟอนเตโนต์กล่าว “มันมีแค่แถวของรถถังที่กระหน่ำยิงกันและกันครับ มันคือการรบแบบ 360 องศา”

ในความอลหม่านและความมืด อุบัติเหตุถึงตายนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในหนังสือ The First Infantry Division and the U.S. Army Transformed: Road to Victory in Desert Storm ที่เขาเขียน ฟอนเตโนต์กล่าวถึงเหตุการณ์หดหู่ครั้งหนึ่งที่รถถัง M1A1 ทำลายรถหุ้มเกาะแบรดลีย์ด้วยความผิดพลาด แม้เขาเองจะกำชับทหารใต้บังคับบัญชาว่าให้ยิงเฉพาะเมื่อแน่ใจว่าเป้าหมายคือศัตรูเท่านั้นก็ตาม ในค่ำคืนแสนวุ่นวายนั้น ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตไป 6 นาย และบาดเจ็บอีก 32 นายจากคมกระสุนของทั้งฝ่ายตนเองและข้าศึก

“มันมีหลายปัจจัยน่ะครับ ฝนมันตกลงมาเป็นโคลน ให้ตายเถอะ เราเจอเมฆกับควันที่ทำลายทัศนวิสัย มีคนบอกว่าทัศนวิสัยในคืนนั้นมันเหมือนการสวมแว่นดำมองเข้าไปในตู้เสื้อผ้า” และความอ่อนล้าก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง “พวกทหารเห็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันอยู่ตรงนั้น แต่ที่จริงมันไม่มีอะไร ถ้าคุณเห็นยานพาหนะต่อสู้พุ่งตรงมาหาคุณ คุณต้องทำอะไรบางอย่าง และสิ่งนั้นอาจไม่ไช่สิ่งที่ถูกต้อง”

ยังมีการปะทะด้วยรถถังครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งหลังคืนสยองขวัญ คือการถล่มกันอย่างดุเดือดเป็นเวลา 40 นาทีที่สันเขาเมดินา ซึ่งมียานพาหนะเข้าร่วมกว่า 3000 คัน ซึ่ง 348 คันเป็นรถถัง M1A1 ยุทธการครั้งนี้คือการยืนหยัดต่อสู้ครั้งสุดท้ายของกองกำลังพิทักษ์ฯ  ในสงครามสั้นๆ ครั้งนี้ แม้พวกเขาจะสู้อย่างเต็มที่ แต่ด้วยระยะยิงที่เหนือกว่าอย่างลิบลับของปืนรถถังของฝ่ายสหรัฐฯ ทำให้ฝ่ายอิรักทำอันตรายกับพวกเขาแทบไม่ได้ เฮลิคอปเตอร์จู่โจมและเครื่องบินพิฆาตรถถังรุ่น A-10 บินเข้ามาช่วยจัดการงานที่ยังเหลือ

รถถัง, สงครามอ่าว
ทหารสหรัฐฯ ตรวจดูรถถังอิรักที่ถูกทำลาย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1991 เมื่อ 35 ประเทศผนึกกำลังเพื่อปลดปล่อยคูเวตจากการยึดครองของกองทัพอิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุซเซน ผู้เป็นเผด็จการ ภาพถ่ายโดย PHOTOGRAPH ERIC BOUVET, GAMMA-RAPHO/GETTY IMAGES

ชัยชนะอันง่ายดาย?

การบุกเข้าไปในอิรักจนถึงการหยุดยิง ปฏิบัติการพายุทะเลทรายกินเวลาไปเพียงเกือบหนึ่งร้อยชั่วโมง มีการประมาณการณ์ว่าทหารอิรักเสียชีวิตไปราว 25000 ถึง 50000 นาย และตกเป็นเชลยอีก 80000 นาย ส่วนทหารสหรัฐฯ 219 คนที่เสียชีวิต 154 คนเสียชีวิตในการรบ และอีกมากมายที่เสียชีวิตจากการยิงกันเอง รถถังอิรักราว 3300 คันถูกทำลายในการรบในทะเลทรายและจากการโจมตีทางอากาศ ส่วนฝ่ายพันธมิตรเสียรถถังรวม 31 คัน

แม้ภาพข่าวที่ชาวอเมริกันหลายล้านคนเห็นผ่านจอโทรทัศน์เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 1991 จะเป็นภาพแห่งชัยชนะอันไม่หยุดหย่อนของฝ่ายพันธมิตร ของรถถังที่มุ่งฝ่าทะเลทรายราวฝูงกระบืออันบ้าคลั่ง ซากรถถังที่ผลิตโดยรัสเซียและทหารอิรักที่มอดไหม้ดำเกรียม ความสูญเสียที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวของทั้งสองฝ่าย และรายงานที่ว่าทหารอิรักจำนวนมากโขยอมจำนนก่อนต่อสู้ จะดูเป็นเหมือนบทเรียนว่าอย่าได้กระทำการบังอาจกับ “พ่อพระ” ของโลก และดูเหมือนเป็นชัยชนะอันง่ายดายสำหรับผู้นั่งชมสงครามบนเบาะแสนสบาย แต่สำหรับทหารหลายนายที่ร่วมรบ สงครามครั้งนี้ไม่ไช่เรื่องง่าย และมีหลายนายที่ต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจ

“ผมไม่คิดว่าภรรยาของผมจำเป็นต้องรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่นครับ” พลรถถังรายหนึ่งผู้ร่วมรบที่สันเขาเมดินาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ New York Times “ผมไม่อยากให้เธอรู้จักตัวตนด้านนั้นของผม”

ส่วนตัวฟอนเตโนต์เอง เขายังคงหลอกหลอนกับเหตุการณ์ยิงฝ่ายเดียวกันเองในคืนสยองขวัญที่เขาเรียกว่า “การฆ่าพี่น้อง”

สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน บางคนมองว่าสงครามอาจจบลงอย่างรวดเร็ว หรืออาจดูไม่มีวันสิ้นสุด สำหรับบางคน สงครามร้อยชั่วโมงอาจดำเนินไปได้ตลอดกาล

เรื่อง BILL NEWCOTT

แปลและเรียบเรียง ภาวิต วงษ์นิมมาน


อ่านเพิ่มเติม วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

ฮิโรชิมะ, ระเบิดนิวเคลียร์, ระเบิดปรมาณู, สงครามโลกครั้งที่สอง

เรื่องแนะนำ

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]

35 ปี หลังอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุด ชีวิตในเชอร์โนบิลยังคงดำเนินต่อไป

แม้จะมีการอพยพครั้งใหญ่หลังเกิดภัยพิบัติกัมมันตภาพรังสี แต่เชอร์โนบิลก็ไม่เคยว่างเว้นจากผู้คน นี่คือเรื่องน่าเหลือเชื่อของหลายชีวิตในเมืองที่ถูกทิ้ง ทุกคืนวันที่ 25 เมษายน ผู้คนจะมารวมตัวกันรอบ ๆ รูปปั้นเทพธิดาซึ่งยืนอยู่บนฐานหินในเมืองเชอร์โนบิล ทางตอนเหนือของยูเครน ตัวเทพธิดานั้นทำมาจากเหล็กและถือแตรยาวถึงริมฝีปาก โดยส่วนใหญ่เป็นเหล็กเส้นที่สร้างภาพเงาอันคมชัดกับท้องฟ้า ประติมากรรมชิ้นนี้เป็นตัวแทนของเทพธิดาองค์ที่ 3 จากหนังสือวิวรณ์ ตามพระคัมภีร์ไบเบิล เมื่อเสียงแตรดังก้อง ดาวดวงใหญ่จะร่วงหล่นจากฟากฟ้า รสน้ำจะเริ่มขม และหลายชีวิตต้องพบกับความตาย ถึงแม้ว่าจะมีการอพยพประชาชนจำนวนมากหลังเกิดเหตุระเบิด แต่ในบริเวณใกล้เคียงนั้นไม่ได้ว่างเว้นจากผู้คนโดยสมบูรณ์ และไม่มีทางเป็นไปได้ ภัยพิบัติกัมมันตรังสีระดับนี้อันตรายเกินกว่าจะละทิ้งไว้เบื้องหลังได้ จนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากกว่า 7,000 ชีวิต อาศัยและทำงานอยู่รอบ ๆ โรงไฟฟ้า ซึ่งน้อยคนนักจะได้กลับไปยังหมู่บ้านรอบ ๆ ถึงแม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม ในคืนของวันครบรอบปี ชาวบ้าน คนงาน และผู้มาเยือนจากต่างเมืองจะมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์อันสับสนยุ่งเหยิงนี้ที่ส่งผลกระทบมาอย่างยาวนาน และยากที่จะเข้าใจแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 35 ปี เหล่าผู้คนที่มารวมตัวกันถือเทียนขี้ผึ้งแล้วหยดบาง ๆ ลงบนฝ่ามือ พวกเขาฟังเพลงและบทกวีซึ่งดำเนินโดยผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้อากาศรอบ ๆ อบอวลไปด้วยอารมณ์อันหนาแน่น อดีตรองหัวหน้าแผนกข้อมูลเขตยกเว้นเชอร์โนบิล เรียกวันแห่งการรำลึกว่า “ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความขมและความหวาน มันเหมือนกับวันแห่งชัยชนะในสงคราม ผู้คนต่างร้องไห้และยิ้มในเวลาเดียวกัน” แม้กระทั่งที่นี่ซึ่งใกล้กับศูนย์กลางของภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มันมีทั้งความรู้สึกของกลุ่มชน […]

นอเทรอดาม รำลึกอาสนวิหารอันเป็นที่รักของชาวปารีส

หลังเปลวเพลิงที่เผาผลาญอาสนวิหารนอเทรอดามอายุ 850 ปี ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์รวมจิตใจของปารีสสงบลง ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ออกมาประกาศให้ความเชื่อมั่นแก่ชาวปารีสว่า "เราจะสร้างอาสนวิหารแห่งนี้ขึ้นใหม่ร่วมกัน เพราะประวัติศาสตร์ของเราคู่ควรกับสิ่งนี้" เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายภาพอาสนวิหารนอเทรอดามมาตั้งแต่ปี 1915 และต่อไปนี้คือภาพถ่ายแห่งความทรงจำบางส่วน

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]