เหตุใดเยอรมนีจึงต้องยอมจำนนสองครั้งในสงครามโลกครั้งที่สอง

ฝันร้ายจากครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและอนาคตอันไม่แน่นอนของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่หลอกหลอนฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้พวกเขาตัดสินใจหาหนทางป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด

วันที่ 7 พฤษภาคม 1945 เยอรมนีได้ประกาศยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในเมืองแรงส์ (Reims) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่จุดจบของสงครามโลกครั้งที่สองและอาณาจักรไรค์ที่สาม

หรือแท้จริงแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวในเบอร์ลินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมกันแน่?

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง เยอรมนีลงนามยอมจำนนสองครั้ง เนื่องเพราะอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกัน การแข่งขัน/แก่งแย่งชิงดีระหว่างสหภาพโซเวียตและประเทศอื่นๆ ของฝ่ายพันธมิตร และมรดกจากสงครามโลกครั้งแรก

เมื่อชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในปี 1944 และ 1945 สหรัฐฯ สหภาพโซเวียต ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรได้เริ่มพิจารณาถึงเงื่อนไขการยอมจำนนของเยอรมนี แต่ ณ ตอนนั้น แผนการลงนามสัญญายอมจำนนทางการทหารหรือการเมืองยังไม่เป็นที่แน่นอน จนกระทั่ง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้จบชีวิตของตนเองลงและนำรัฐเผด็จการของเขามาสู่จุดจบอันนองเลือดในบังเกอร์แห่งหนึ่งในเบอร์ลินเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1945

นาซี, Alfred Jodl
อัลเฟรด โยเดิล ประธานเสนาธิการฝ่ายปฏิบัติการแห่งกองบัญชาการสูงสุดกองทัพเยอรมัน ลงนาม “รัฐบัญญัติการวางอาวุธ (Act of Military Surrender)” และการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945 ภาพถ่ายโดย UNIVERSAL HISTORY ARCHIVE, UNIVERSAL IMAGES GROUP/GETTY

ฮิตเลอร์ได้เลือกพลเรือเอกคาร์ล เดอนิตซ์ (Karl Dönitz) นาซีผู้แข็งขันให้เป็นผู้สืบทอดรัฐการเมื่อเขาตายลง เดอนิตซ์มีโชคชะตาโหดร้ายที่ต้องจัดการกับการล่มสลายของเยอรมนี แทนที่จะเป็นผู้ปกครองรัฐบาลใหม่ เขามอบหมายให้อัลเฟรด โยเดิล (Alfred Jodl) ประธานเสนาธิการฝ่ายปฏิบัติการแห่งกองบัญชาการสูงสุดของกองทัพเยอรมัน เป็นผู้เจรจาการวางอาวุธของกองทัพเยอรมันทั้งหมดกับนายพล ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ อย่างรวดเร็ว

เดอนิตซ์หวังว่าการเจรจาจะช่วยซื้อเวลาให้เขานำพลเรือนและทหารออกจากเส้นทางการบุกของรัสเซียให้มากที่สุดที่จะทำได้ และยังหวังโน้มน้าวให้สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ซึ่งทั้งหมดไม่ไว้ใจสหภาพโซเวียต ให้ทรยศพันธมิตรของตนเองเพื่อให้เยอรมนียังคงรบกับศัตรูจากยุโรปตะวันออกเหล่านั้นได้ ทว่า ไอเซนฮาวร์มองแผนการครั้งนี้ออก และยืนกรานให้โยเดิลลงนามยอมจำนนโดยไม่มีการเจรจา

นาซี, ลอนดอน, อังกฤษ, สงครามโลกครั้งที่สอง
แพท เบอร์เกส โบกหนังสือพิมพ์ที่ประกาษข่าวชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยความหวังว่าสามีของเธอจะได้กลับบ้านในไม่ช้า ภาพถ่ายโดย REG SPELLER, FOX PHOTOS/HULTON ARCHIVE/GETTY

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ณ เมืองแรงส์ โยเดิลได้ลงนาม “รัฐบัญญัติการวางอาวุธ (Act of Military Surrender)” และการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเวลาห้าทุ่มหนึ่งนาทีของวันที่ 8 พฤษภาคมตามเวลายุโรปกลาง

เหตุการณ์นี้ทำให้โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสูงสุดของโซเวียตเดือดดาล เขาโต้แย้งว่าในเมื่อประเทศของเขาได้เสียสละเหล่าทหารและพลเรือนไปมากที่สุดในสงครามครั้งนี้ ผู้ที่ควรยอมรับการยอมจำนนของเยอรมนีจึงควรเป็นผู้นำทางการทหารที่สำคัญที่สุดของโซเวียต หาใช่นายทหารผู้เป็นพยานการลงนามที่แรงส์ และเขายังโต้แย้งถึงสถานที่ลงนาม ด้วยเหตุผลว่าเบอร์ลินซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไรค์ต่างหากที่ควรเป็นสถานที่ของการยอมจำนน

แต่ข้อโต้แย้งที่โยเดิลมิใช่นายทหารยศสูงที่สุดของเยอรมนี ที่จูงใจประเทศอื่นๆ ของฝ่ายสัมพันธมิตรได้มากที่สุด เพราะพวกเขาล้วนยังจำได้ดีว่าสัญญาสงบศึกที่หยุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้ฝังรากที่นำมาสู่สงครามครั้งนี้ได้อย่างไร กล่าวคือ เมื่อปี 1918 อาณาจักรเยอรมันซึ่งกำลังแตกพ่ายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ล่มสลายลงและถูกแทนที่ด้วยสาธารณรัฐระบบรัฐสภา (parliamentary republic) และเป็น Matthias Erzberger รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เป็นผู้ลงนามสงบศึกโดยไม่มีเงื่อนไขที่เมืองกงเปียญ (Compiègne)

นาซี, สงครามโลกครั้งที่สอง, ชาวลอนดอน
ชาวลอนดอนฉลองการยอมจำนนของเยอรมนีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 หนึ่งวันก่อนการยอมแพ้ครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายในเบอร์ลิน ภาพถ่ายโดย PICTURE POST, HULTON ARCHIVE/GETTY (RIGHT)

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวเยอรมันส่วนใหญ่ต้องตื่นตระหนก เนื่องเพราะพวกเขาได้ยินข่าวว่ากองทัพของตนเองกำลังได้ชัยชนะ และก่อให้เกิดมายาคติว่ารัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นพลเรือน พร้อมทั้งแพะรับบาปซึ่งถูกใช้กล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยครั้งเช่นชาวยิวและผุ้นิยมลัทธิมากซ์ได้หักหลังกองทัพ ซึ่งเป็นมายาคตินี้เองที่ทำให้ตัว Erzberger ถูกสังหารในภายหลัง และยังเป็นมายาคตินี้เองที่พรรคนาซีใช้อยู่เป็นนิจเมื่อพวกเขารวมกำลังกันเพื่อยึดอำนาจ

สตาลินโต้แย้งว่าการยอมให้โยเดิลเป็นผู้ลงนามสัญญาในสงครามโลกครั้งที่สองอาจก่อให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง เนื่องจากเดอนิตซ์ ประมุขแห่งรัฐผู้มอบหน้าที่ให้เขามีสถานะเป็นพลเรือน สิ่งนี้ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเกรงว่าเยอรมนีอาจดึงดันว่าการยอมแพ้ครั้งแรกนี้ไม่ชอบธรรมหากจอมพลวิลเฮล์ม ไคเทิล (Wilhelm Keitel) ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพเยอรมันมิใช่ผู้ลงนาม พวกเขาจึงตัดสินใจจัดพิธีอีกครั้ง โดยให้จอมพลผู้นี้เป็นผู้ลงนามสัญญา

นาซี, สงครามโลกครั้งที่สอง, ทหารอเมริกัน
ทหารสหรัฐฯ เฉลิมฉลองการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขครั้งแรกของเยอรมนี ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 ในวันต่อมา โจเซฟ สตาลิน ผู้นำโซเวียตได้จัดการการยอมจำนนครั้งที่สอง เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ของการไม่ยอมรับการยอมจำนนครั้งแรก ภาพถ่ายโดย HULTON-DEUTSCH COLLECTION, CORBIS/GETTY

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ไคเทิลได้เดินทางมายัง Karlshorst ซึ่งเป็นย่านชานเมืองของเบอร์ลิน เพื่อลงนามสัญญาต่อหน้าจอมพล Georgy Zhukov แห่งโซเวียต และตัวแทนกลุ่มเล็กๆ จากสัมพันธมิตร แต่ไคเทิลมีคำขอเล็กน้อย โดยเขาหวังให้มีการเพิ่มวรรคสำหรับระยะผ่อนผันเป็นเวลาสิบสองชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าเหล่าทหารจะได้รับคำสั่งหยุดยิงโดยทั่วกันและจะถูกลงโทษหากพวกเขาสู้ต่อเกินเวลาดังกล่าวเท่านั้น ท้ายที่สุด Zhukov ได้ให้คำสัญญาปากเปล่าแต่มิยอมให้ไคเทิลเพิ่มวรรคดังกล่าว ความล่าช้าครั้งนี้ส่งผลให้สัญญามีผลหลังการหยุดยิงควรเริ่มต้นขึ้น และในขณะนั้น เดือนพฤษภาคมก็ล่วงมาถึงวันที่เก้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชาวรัสเซียยังคงถือวันที่ 9 พฤษภาคมเป็นวันแห่งชัยชนะจนถึงทุกวันนี้ สื่อในโซเวียตไม่แม้แต่จะรายงานถึงการยอมแพ้ที่แรงส์จนกว่าจะถึงวันถัดไป ซึ่งผู้สังเกตการณ์บางคนถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ว่าการลงนามครั้งที่สองคือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้สตาลินเพิ่มความน่าเชื่อถือในฐานะผู้จบสงครามให้ตนเอง อย่างไรก็ตาม ที่อื่นๆ บนโลกยังคงถือว่าวันที่ 8 ซึ่งเป็นวันที่การหยุดยิงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการคือวันแห่งชัยชนะในยุโรป (Victory in Europe หรือ V-E Day)

เรื่อง ERIN BLAKEMORE

แปลและเรียบเรียง ภาวิต วงษ์นิมมาน


อ่านเพิ่มเติม สนธิสัญญาแวร์ซายจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร

สนธิสัญญาแวร์ซาย

เรื่องแนะนำ

35 ปี หลังอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุด ชีวิตในเชอร์โนบิลยังคงดำเนินต่อไป

แม้จะมีการอพยพครั้งใหญ่หลังเกิดภัยพิบัติกัมมันตภาพรังสี แต่เชอร์โนบิลก็ไม่เคยว่างเว้นจากผู้คน นี่คือเรื่องน่าเหลือเชื่อของหลายชีวิตในเมืองที่ถูกทิ้ง ทุกคืนวันที่ 25 เมษายน ผู้คนจะมารวมตัวกันรอบ ๆ รูปปั้นเทพธิดาซึ่งยืนอยู่บนฐานหินในเมืองเชอร์โนบิล ทางตอนเหนือของยูเครน ตัวเทพธิดานั้นทำมาจากเหล็กและถือแตรยาวถึงริมฝีปาก โดยส่วนใหญ่เป็นเหล็กเส้นที่สร้างภาพเงาอันคมชัดกับท้องฟ้า ประติมากรรมชิ้นนี้เป็นตัวแทนของเทพธิดาองค์ที่ 3 จากหนังสือวิวรณ์ ตามพระคัมภีร์ไบเบิล เมื่อเสียงแตรดังก้อง ดาวดวงใหญ่จะร่วงหล่นจากฟากฟ้า รสน้ำจะเริ่มขม และหลายชีวิตต้องพบกับความตาย ถึงแม้ว่าจะมีการอพยพประชาชนจำนวนมากหลังเกิดเหตุระเบิด แต่ในบริเวณใกล้เคียงนั้นไม่ได้ว่างเว้นจากผู้คนโดยสมบูรณ์ และไม่มีทางเป็นไปได้ ภัยพิบัติกัมมันตรังสีระดับนี้อันตรายเกินกว่าจะละทิ้งไว้เบื้องหลังได้ จนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากกว่า 7,000 ชีวิต อาศัยและทำงานอยู่รอบ ๆ โรงไฟฟ้า ซึ่งน้อยคนนักจะได้กลับไปยังหมู่บ้านรอบ ๆ ถึงแม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม ในคืนของวันครบรอบปี ชาวบ้าน คนงาน และผู้มาเยือนจากต่างเมืองจะมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์อันสับสนยุ่งเหยิงนี้ที่ส่งผลกระทบมาอย่างยาวนาน และยากที่จะเข้าใจแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 35 ปี เหล่าผู้คนที่มารวมตัวกันถือเทียนขี้ผึ้งแล้วหยดบาง ๆ ลงบนฝ่ามือ พวกเขาฟังเพลงและบทกวีซึ่งดำเนินโดยผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้อากาศรอบ ๆ อบอวลไปด้วยอารมณ์อันหนาแน่น อดีตรองหัวหน้าแผนกข้อมูลเขตยกเว้นเชอร์โนบิล เรียกวันแห่งการรำลึกว่า “ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความขมและความหวาน มันเหมือนกับวันแห่งชัยชนะในสงคราม ผู้คนต่างร้องไห้และยิ้มในเวลาเดียวกัน” แม้กระทั่งที่นี่ซึ่งใกล้กับศูนย์กลางของภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มันมีทั้งความรู้สึกของกลุ่มชน […]

ชาวยุโรป : สืบเสาะย้อนรอยต้นกำเนิดบรรพบุรุษ 

ทวีปยุโรปเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยน้ำแข็ง ชาวยุโรปในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน ล้วนแล้วแต่เป็นลูกผสมของสายเลือดโบราณจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และทุ่งหญ้าสเตปป์ในรัสเซีย โดยมีหลักฐานจากโบราณวัตถุ ผลการวิเคราะห์ฟันกับกระดูกโบราณ และภาษาศาสตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือหลักฐานที่ได้จากพันธุศาสตร์บรรพกาล

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ชัยชนะของการพัฒนา

รอบนักษัตรที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๔๒) “การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อน้ำมีปริมาณมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่าการพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง” –พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความห่วงใยในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่พสกนิกรต้องเผชิญ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการที่ได้พระราชทาน โครงการเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย มุ่งแก้ปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติและที่สำคัญที่สุดคือความผาสุกของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” ขึ้นโดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งหากทำตามระเบียบราชการอาจเกิดความไม่สะดวก ไม่ทันท่วงที ทั้งนี้มุ่งที่ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง มูลนิธิชัยพัฒนาได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นและให้การสนับสนุนการดำเนินงานกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการสำคัญ ๆ มีอาทิ แนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนาแหล่งน้ำและปรับปรุงดิน โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย โครงการฝนหลวง โครงการเครื่องดักหมอก (เป็นการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โครงการพัฒนาสังคมและการส่งเสริมคุณธรรม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  และการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ เป็นต้น โครงการเส้นทางเกลือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นที่มีปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีน อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักสังคมวิทยาการแพทย์ (Medical Sociology) ทรงกำหนดให้ใช้พื้นที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบในการศึกษาแก้ไขปัญหา ค้นหาเส้นทางเกลือตั้งแต่แหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค โครงการบำบัดน้ำเสียด้วยพืชน้ำ โครงการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองของเกษตรกร และโครงการทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ (New Theory) นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากในการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน แล้วเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากความแปรปรวนของสภาวะดินฟ้าอากาศ ซึ่งแม้จะมีการขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเสนอแนวทางจัดการที่ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่ก็เพราะมีพระราชดำริให้มีการบริหารและจัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเป็นสัดส่วนและยั่งยืน เช่น ขุดสระน้ำ ทำนาข้าว ปลูกไม้ผลยืนต้น และสร้างที่อยู่อาศัย เป็นแนวทางที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดและทำมาก่อน ประการต่อมาคือมีการคำนวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกทั้งปี และสุดท้ายคือมีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสในโอกาสที่คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า “ชัยชนะของประเทศนี้โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนานั้นก็คือ ความสงบ… เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล