เหตุใดเยอรมนีจึงต้องยอมจำนนสองครั้งในสงครามโลกครั้งที่สอง

เหตุใดเยอรมนีจึงต้องยอมจำนนสองครั้งในสงครามโลกครั้งที่สอง

ฝันร้ายจากครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและอนาคตอันไม่แน่นอนของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่หลอกหลอนฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้พวกเขาตัดสินใจหาหนทางป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด

วันที่ 7 พฤษภาคม 1945 เยอรมนีได้ประกาศยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในเมืองแรงส์ (Reims) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่จุดจบของสงครามโลกครั้งที่สองและอาณาจักรไรค์ที่สาม

หรือแท้จริงแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวในเบอร์ลินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมกันแน่?

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง เยอรมนีลงนามยอมจำนนสองครั้ง เนื่องเพราะอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกัน การแข่งขัน/แก่งแย่งชิงดีระหว่างสหภาพโซเวียตและประเทศอื่นๆ ของฝ่ายพันธมิตร และมรดกจากสงครามโลกครั้งแรก

เมื่อชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในปี 1944 และ 1945 สหรัฐฯ สหภาพโซเวียต ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรได้เริ่มพิจารณาถึงเงื่อนไขการยอมจำนนของเยอรมนี แต่ ณ ตอนนั้น แผนการลงนามสัญญายอมจำนนทางการทหารหรือการเมืองยังไม่เป็นที่แน่นอน จนกระทั่ง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้จบชีวิตของตนเองลงและนำรัฐเผด็จการของเขามาสู่จุดจบอันนองเลือดในบังเกอร์แห่งหนึ่งในเบอร์ลินเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1945

นาซี, Alfred Jodl
อัลเฟรด โยเดิล ประธานเสนาธิการฝ่ายปฏิบัติการแห่งกองบัญชาการสูงสุดกองทัพเยอรมัน ลงนาม “รัฐบัญญัติการวางอาวุธ (Act of Military Surrender)” และการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945 ภาพถ่ายโดย UNIVERSAL HISTORY ARCHIVE, UNIVERSAL IMAGES GROUP/GETTY

ฮิตเลอร์ได้เลือกพลเรือเอกคาร์ล เดอนิตซ์ (Karl Dönitz) นาซีผู้แข็งขันให้เป็นผู้สืบทอดรัฐการเมื่อเขาตายลง เดอนิตซ์มีโชคชะตาโหดร้ายที่ต้องจัดการกับการล่มสลายของเยอรมนี แทนที่จะเป็นผู้ปกครองรัฐบาลใหม่ เขามอบหมายให้อัลเฟรด โยเดิล (Alfred Jodl) ประธานเสนาธิการฝ่ายปฏิบัติการแห่งกองบัญชาการสูงสุดของกองทัพเยอรมัน เป็นผู้เจรจาการวางอาวุธของกองทัพเยอรมันทั้งหมดกับนายพล ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ อย่างรวดเร็ว

เดอนิตซ์หวังว่าการเจรจาจะช่วยซื้อเวลาให้เขานำพลเรือนและทหารออกจากเส้นทางการบุกของรัสเซียให้มากที่สุดที่จะทำได้ และยังหวังโน้มน้าวให้สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ซึ่งทั้งหมดไม่ไว้ใจสหภาพโซเวียต ให้ทรยศพันธมิตรของตนเองเพื่อให้เยอรมนียังคงรบกับศัตรูจากยุโรปตะวันออกเหล่านั้นได้ ทว่า ไอเซนฮาวร์มองแผนการครั้งนี้ออก และยืนกรานให้โยเดิลลงนามยอมจำนนโดยไม่มีการเจรจา

นาซี, ลอนดอน, อังกฤษ, สงครามโลกครั้งที่สอง
แพท เบอร์เกส โบกหนังสือพิมพ์ที่ประกาษข่าวชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยความหวังว่าสามีของเธอจะได้กลับบ้านในไม่ช้า ภาพถ่ายโดย REG SPELLER, FOX PHOTOS/HULTON ARCHIVE/GETTY

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ณ เมืองแรงส์ โยเดิลได้ลงนาม “รัฐบัญญัติการวางอาวุธ (Act of Military Surrender)” และการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเวลาห้าทุ่มหนึ่งนาทีของวันที่ 8 พฤษภาคมตามเวลายุโรปกลาง

เหตุการณ์นี้ทำให้โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสูงสุดของโซเวียตเดือดดาล เขาโต้แย้งว่าในเมื่อประเทศของเขาได้เสียสละเหล่าทหารและพลเรือนไปมากที่สุดในสงครามครั้งนี้ ผู้ที่ควรยอมรับการยอมจำนนของเยอรมนีจึงควรเป็นผู้นำทางการทหารที่สำคัญที่สุดของโซเวียต หาใช่นายทหารผู้เป็นพยานการลงนามที่แรงส์ และเขายังโต้แย้งถึงสถานที่ลงนาม ด้วยเหตุผลว่าเบอร์ลินซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไรค์ต่างหากที่ควรเป็นสถานที่ของการยอมจำนน

แต่ข้อโต้แย้งที่โยเดิลมิใช่นายทหารยศสูงที่สุดของเยอรมนี ที่จูงใจประเทศอื่นๆ ของฝ่ายสัมพันธมิตรได้มากที่สุด เพราะพวกเขาล้วนยังจำได้ดีว่าสัญญาสงบศึกที่หยุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้ฝังรากที่นำมาสู่สงครามครั้งนี้ได้อย่างไร กล่าวคือ เมื่อปี 1918 อาณาจักรเยอรมันซึ่งกำลังแตกพ่ายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ล่มสลายลงและถูกแทนที่ด้วยสาธารณรัฐระบบรัฐสภา (parliamentary republic) และเป็น Matthias Erzberger รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เป็นผู้ลงนามสงบศึกโดยไม่มีเงื่อนไขที่เมืองกงเปียญ (Compiègne)

นาซี, สงครามโลกครั้งที่สอง, ชาวลอนดอน
ชาวลอนดอนฉลองการยอมจำนนของเยอรมนีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 หนึ่งวันก่อนการยอมแพ้ครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายในเบอร์ลิน ภาพถ่ายโดย PICTURE POST, HULTON ARCHIVE/GETTY (RIGHT)

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวเยอรมันส่วนใหญ่ต้องตื่นตระหนก เนื่องเพราะพวกเขาได้ยินข่าวว่ากองทัพของตนเองกำลังได้ชัยชนะ และก่อให้เกิดมายาคติว่ารัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นพลเรือน พร้อมทั้งแพะรับบาปซึ่งถูกใช้กล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยครั้งเช่นชาวยิวและผุ้นิยมลัทธิมากซ์ได้หักหลังกองทัพ ซึ่งเป็นมายาคตินี้เองที่ทำให้ตัว Erzberger ถูกสังหารในภายหลัง และยังเป็นมายาคตินี้เองที่พรรคนาซีใช้อยู่เป็นนิจเมื่อพวกเขารวมกำลังกันเพื่อยึดอำนาจ

สตาลินโต้แย้งว่าการยอมให้โยเดิลเป็นผู้ลงนามสัญญาในสงครามโลกครั้งที่สองอาจก่อให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง เนื่องจากเดอนิตซ์ ประมุขแห่งรัฐผู้มอบหน้าที่ให้เขามีสถานะเป็นพลเรือน สิ่งนี้ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเกรงว่าเยอรมนีอาจดึงดันว่าการยอมแพ้ครั้งแรกนี้ไม่ชอบธรรมหากจอมพลวิลเฮล์ม ไคเทิล (Wilhelm Keitel) ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพเยอรมันมิใช่ผู้ลงนาม พวกเขาจึงตัดสินใจจัดพิธีอีกครั้ง โดยให้จอมพลผู้นี้เป็นผู้ลงนามสัญญา

นาซี, สงครามโลกครั้งที่สอง, ทหารอเมริกัน
ทหารสหรัฐฯ เฉลิมฉลองการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขครั้งแรกของเยอรมนี ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 ในวันต่อมา โจเซฟ สตาลิน ผู้นำโซเวียตได้จัดการการยอมจำนนครั้งที่สอง เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ของการไม่ยอมรับการยอมจำนนครั้งแรก ภาพถ่ายโดย HULTON-DEUTSCH COLLECTION, CORBIS/GETTY

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ไคเทิลได้เดินทางมายัง Karlshorst ซึ่งเป็นย่านชานเมืองของเบอร์ลิน เพื่อลงนามสัญญาต่อหน้าจอมพล Georgy Zhukov แห่งโซเวียต และตัวแทนกลุ่มเล็กๆ จากสัมพันธมิตร แต่ไคเทิลมีคำขอเล็กน้อย โดยเขาหวังให้มีการเพิ่มวรรคสำหรับระยะผ่อนผันเป็นเวลาสิบสองชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าเหล่าทหารจะได้รับคำสั่งหยุดยิงโดยทั่วกันและจะถูกลงโทษหากพวกเขาสู้ต่อเกินเวลาดังกล่าวเท่านั้น ท้ายที่สุด Zhukov ได้ให้คำสัญญาปากเปล่าแต่มิยอมให้ไคเทิลเพิ่มวรรคดังกล่าว ความล่าช้าครั้งนี้ส่งผลให้สัญญามีผลหลังการหยุดยิงควรเริ่มต้นขึ้น และในขณะนั้น เดือนพฤษภาคมก็ล่วงมาถึงวันที่เก้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชาวรัสเซียยังคงถือวันที่ 9 พฤษภาคมเป็นวันแห่งชัยชนะจนถึงทุกวันนี้ สื่อในโซเวียตไม่แม้แต่จะรายงานถึงการยอมแพ้ที่แรงส์จนกว่าจะถึงวันถัดไป ซึ่งผู้สังเกตการณ์บางคนถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ว่าการลงนามครั้งที่สองคือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้สตาลินเพิ่มความน่าเชื่อถือในฐานะผู้จบสงครามให้ตนเอง อย่างไรก็ตาม ที่อื่นๆ บนโลกยังคงถือว่าวันที่ 8 ซึ่งเป็นวันที่การหยุดยิงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการคือวันแห่งชัยชนะในยุโรป (Victory in Europe หรือ V-E Day)

เรื่อง ERIN BLAKEMORE

แปลและเรียบเรียง ภาวิต วงษ์นิมมาน


อ่านเพิ่มเติม สนธิสัญญาแวร์ซายจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร

สนธิสัญญาแวร์ซาย

เรื่องแนะนำ

กองขยะอายุ 1,500 ปี เผยข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับการล่มสลายของเมือง

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เมืองเอลูซา อันเป็นศูนย์กลางการค้าไวน์อันโด่งดังยุคโรมันล่มสลายลงเนื่องจากอิทธิพลของอิสลาม แต่กองขยะจำนวนมหาศาลที่พบกลับเผยเหตุผลที่แตกต่างออกไป

พุทธสถาน เมสไอนัก แห่งอัฟกานิสถาน

ท่ามกลางภัยคุกคามจากการโจมตีของกลุ่มตอลิบาน นักโบราณคดีกำลังเร่งมือขุดสำรวจแหล่งโบราณคดีทางพุทธศาสนา เมสไอนัก ก่อนจะถูกเหมืองทองแดงขนาดมหึมาทำลายจนสิ้นซาก ราวหนึ่งชั่วโมงไปตามทางหลวงการ์เดซทางใต้ของกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน มีเส้นทางสายหนึ่งเลี้ยวซ้ายหักศอกลงสู่ถนนลูกรัง ในเขตจังหวัดโลการ์ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นให้การสนับสนุนกลุ่มตอลิบานนี้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือนจากระเบิดที่ซุ่มวางอยู่ตามข้างถนน การโจมตีด้วยจรวดเป็นระยะ ๆ การลักพาตัว และเหตุฆาตกรรม ถนนสายนี้ทอดเลียบไปตามก้นแม่นํ้าแห้งผาก ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ เครื่องกีดขวางถนนของกองกำลังต่างๆ ป้อมยาม และกลุ่มอาคารหลังคาสีนํ้าเงินล้อมลวดหนาม ป้องกันผู้บุกรุก แต่ภายในกลับว่างเปล่า ห่างออกไปไม่ไกล ทิวทัศน์เปิดโล่งมองเห็นหุบเขาไร้ต้นไม้ที่เป็นริ้วรอยยับย่นจากแนวหลุมขุดค้นทางโบราณคดีและกำแพงโบราณที่โผล่พ้นดินขึ้นมา ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ทีมนักโบราณคดีชาวอัฟกานิสถานและนานาชาติ พร้อมคนงานมากถึง 650 คน ขุดพบพระพุทธรูปหลายพันองค์ ต้นฉบับลายมือ เหรียญกษาปณ์ และสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์หมู่อารามและป้อมค่ายเก่าแก่ที่ได้รับการเผยโฉมมีอายุย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่สาม รอบ ๆ แหล่งขุดค้นมีจุดตรวจการณ์ตั้งอยู่มากกว่าหนึ่งร้อยจุด และตำรวจราว 1,700 นายคอยลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณนี้นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อัฟกานิสถาน แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อคุ้มครองนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนกับคนงานท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ซากปรักเหล่านี้คือขุมทรัพย์สินแร่ทองแดง ครอบคลุมพื้นที่กว้างสี่กิโลเมตรและทอดยาวราว 1.5 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น ลึกเข้าไปในภูเขาบาบาวาลีที่ตั้งตระหง่านเหนือแหล่งขุดค้น แหล่งแร่ทองแดงนี้ถือเป็นแหล่งแร่ทองแดงที่ยังไม่มีการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์แหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประมาณการว่าน่าจะมีแร่ทองแดงอยู่ราว 11.4 ล้านตัน ในสมัยโบราณ ทองแดงสร้างความมั่งคั่งให้วัดวาอารามและหมู่สงฆ์ในพุทธศาสนาที่นี่ กากถลุงสีม่วงปริมาณมหาศาลในสภาพเป็นก้อนแข็งซึ่งเกลื่อนกล่นอยู่ตามลาดเขาบาบาวาลี แสดงถึงการถลุงแร่ในระดับเกือบเป็นอุตสาหกรรม รัฐบาลอัฟกานิสถานหวังว่าทองแดงจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็พอเลี้ยงตัวได้ ชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่แห่งนี้ฟังดูช่างนอบน้อมถ่อมตน เพราะ […]

พบรูปสลักฟาโรห์ขนาดมหึมา กลางสลัมในกรุงไคโร อียิปต์

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์ หลังข่าวการค้นพบรูปสลักขนาดใหญ่สูง 8 เมตร และอาจมีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี  ในสลัมกลางกรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ แพร่สะพัดไปทั่วโลก  ในตอนแรก  มีข้อสันนิษฐานอย่างกว้างขวางว่า  อาจเป็นพระรูปของรามเสสที่สอง (Ramsess II)  ผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เนื่องจากจุดที่พบอยู่ใกล้กับวิหารที่สร้างอุทิศถวายแด่พระองค์ทว่าล่าสุด  นักโบราณคดีจากระทรวงโบราณคดีอียิปต์ได้สมมุติฐานใหม่ว่า รูปสลักนี้อาจเป็นฟาโรห์พระนามว่า พซัมเทคที่หนึ่ง (Psammetich I)  แห่งราชวงศ์ที่ 26 (ช่วงยุคปลาย) เบาะแสที่ชัดเจนที่สุดมาจากการค้นพบจารึกซึ่งมีพระนาม “เนบา” (Nebaa) ปรากฏอยู่  พระนามนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับฟาโรห์พซัมเทคที่หนึ่ง คุณลักษณะอื่นๆ ของรูปสลักที่พบทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า นี่เป็นศิลปวัตถุจากยุคช่วงปลาย (Late Period) ของอียิปต์หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่จะเป็นรูปสลักขนาดใหญ่ที่สุดจากยุคนั้นที่มีการค้นพบ ชิ้นส่วนอื่นๆ ของรูปสลักจำเป็นต้องได้รับการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของฟาโรห์พระองค์นี้ รูปสลักนี้จมอยู่ในน้ำกลางสลัมแห่งหนึ่งของกรุงไคโร “เราพบชิ้นส่วนช่วงหน้าอกของรูปสลัก และชิ้นส่วนด้านล่างของศีรษะ ตอนนี้เมื่อเราเคลื่อนย้ายศีรษะออกไป  เราก็พบศีรษะส่วนบนสุด หูขวา และชิ้นส่วนของตาข้างขวา ” คาเลด อัล-อะนานี รัฐมนตรีกระทรวงโบราณคดีแห่งอียิปต์ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์