พบซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี - National Geographic Thailand

พบซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี

พบซากเรือลาดตระเวน อินเดียแนโพลิส สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี

หลังประสบความล้มเหลวในการค้นหาอยู่นานหลายสิบปี ในที่สุด เราก็พบซากเรือรบในตำนาน อินเดียแนโพลิส นอนสงบนิ่งลึกลงไปใต้ทะเลฟิลิปปินส์

ทีมค้นหาระบุตำแหน่งซากเรือที่ระดับความลึก 5,500 เมตร (18,044 ฟุต) จากผิวน้ำ ตามข้อมูลของพอล แอลเลน มหาเศรษฐีพันล้านผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นผู้นำทีมค้นหา แอลเลนเขียนในข้อความทวิตเตอร์ว่า “บทสำคัญในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้ข้อสรุปแล้ว ผมหวังว่า ผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้สูญเสียจะคลายความโศกเศร้าและความขับข้องที่เกาะกุมจิตใจมายาวนานลงไปได้บ้าง”

เรือรบ
ภาพที่เชื่อว่าน่าจะเป็นกราบซ้ายเรือแสดงหมายเลข “35” (ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย Paul G. Allen)

เรือลาดตระเวน อินเดียแนโพลิส จมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 1945 หรือเพียง 12 นาทีหลังถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำของญี่ปุ่น จุดจบของเรือ อินเดียแนโพลิส และชะตากรรมของผู้รอดชีวิตที่ลอยคออยู่ในทะเลเป็นโศกนาฏกรรมทางทะเลครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกัน

ขณะถูกโจมตี เรือ อินเดียแนโพลิส มีลูกเรือประจำการอยู่  1,200 นาย ในจำนวนนี้ราว 300 คนเสียชีวิตหลังเรือจมลง ขณะที่ผู้รอดชีวิตต้องลอยคออยู่กลางทะเลฟิลิปปินที่เต็มไปด้วยฉลาม การขาดน้ำ อาหาร และภาวะเกลือเป็นพิษ ทำให้อีกหลายร้อยคนต้องจบชีวิตลง เชื่อกันว่า ฉลามครีบขาวหรือฉลามไวต์ทิปและฉลามเสือยังโจมตีผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บด้วย

ในที่สุดก็เหลือลูกเรือเพียง 317 คนที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ หลังเครื่องบินลำหนึ่งสังเกตเห็น

เรือรบ
ภาพถ่ายที่ถ่ายโดยยานสำรวจควบคุมจากระยะไกลหรืออาร์โอวีแสดงให้เห็นส่วนล่างของสมอเรือที่มีข้อความระบุชัดเจนว่า “U.S. Navy” และ “Norfolk Navy Yard.” (ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย Paul G. Allen)

นับตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา ผู้รอดชีวิตจะมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นและเพื่อนลูกเรือ ในวาระครบ 70 ปีของเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน มีผู้รอดชีวิต 14 คนจากทั้งหมด 31 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ มาร่วมงาน  “ภาพเหตุการณ์ยังแจ่มชัด ผมยังมองเห็นและรู้สึกได้ครับ” เอ็ดการ์ “เอ็ด” แฮร์เรล กล่าว “ผ่านมาแล้ว 70 ปี แต่ผมยังรู้สึกเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน”

เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์ด้านการเดินเรือคนหนึ่งค้นพบบันทึกที่ช่วยระบุตำแหน่งของเรือ 11 ชั่วโมงก่อนหน้าจะจมลง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้ทีมงานของแอลเลนค้นหาได้ถูกที่ถูกทาง การค้นหาหลายครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งรวมถึงครั้งหนึ่งที่นำโดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประสบความล้มเหลว ริชาร์ด ฮัลเวอร์ นักประวัติศาสตร์ชี้ว่า เราไม่เคยพบสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือ อินเดียแนโพลิส เช่นเดียวกับบันทึกใดๆ ที่ระบุตำแหน่งอับปางของเรือ

เรือรบ
ภาพถ่ายซากเรือ อินเดียแนโพลิส จากยานสำรวจควบคุมจากระยะไกล (ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย Paul G. Allen)

ทีมงานของแอลเลนใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบเมื่อปีก่อน ผนวกกับการใช้เทคโนโลยียานสำรวจควบคุมจากระยะไกลหรืออาร์โอวี (Remotely Operated Vehicle: ROV) ในการค้นหาซากเรือภายในรัศมี 600 ตารางไมล์ในทะเลเปิด ทีมสำรวจวางแผนจะถ่ายทอดสดการสำรวจซากเรือในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

“ผมดีใจมากที่พวกเขาพบมันแล้ว ผมรอวันนี้มานาน 72 ปี” อาร์เทอร์ ลีเนอร์แมน ผู้รอดชีวิตจากเรือ อินเดียแนโพลิส  วัย 93 ปี บอก “ผมหวังมานานว่า พวกเขาจะพบมัน ครอบครัวของเหล่าผู้วายชนม์ในท้องทะเลคงเศร้าโศกเสียใจเป็นธรรมดา แต่ผมคิดว่า การค้นพบเรืออย่างน้อยน่าจะทำให้พวกเรารู้สึกโล่งใจในระดับหนึ่ง”

เรื่องโดย  คริสตินา นูเนซ

เรือรบ
ภาพถ่ายซากเรือแสดงกลไกกว้านสมอเรือหนึ่งในสองตัวบริเวณดาดฟ้าหัวเรือของ อินเดียแนโพลิส (ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย Paul G. Allen)
เรือรบ
ยานสำรวจควบคุมจากระยะไกลหรืออาร์โอวี คือกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยค้นพบซากเรือ อินเดียแนโพลิส ขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างการสำรวจและบันทึกภาพสิ่งที่ค้นพบ (ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย Paul G. Allen)

 

อ่านเพิ่มเติม

ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์

เรื่องแนะนำ

การอพยพของมนุษย์ ถูกกระตุ้นโดยสงคราม ภัยธรรมชาติ และขณะนี้คือภูมิอากาศ

มนุษย์สายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ได้ย้ายถิ่นฐานของตนมาตั้งแต่ช่วงของการเริ่มต้นเผ่าพันธุ์ โดยอุทกภัย ความแห้งแล้ง และการขาดแคลนน้ำเป็นสาเหตุในการอพยพของพวกเขา การอพยพของมนุษย์ คือการเคลื่อนย้ายจากประเทศ สถานที่ หรือถิ่นฐานหนึ่งไปยังสถานที่หนึ่ง นับตั้งแต่มนุษย์ยุคแรกได้เริ่มกระจายตัวจากทวีปแอฟริกา มนุษย์ก็ยังคงย้ายถิ่นฐานอยู่เช่นเดิม กระทั่งในทุกวันนี้ จำนวนประชากรโลกร้อยละ 3 หรือประมาณ 258 ล้านคนอยู่อาศัยนอกถิ่นกำเนิดของพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือถูกสถานการณ์บังคับ การอพยพก็ได้มีส่วนสร้างโลกของเราให้เป็นอย่างทุกวันนี้ การอพยพครั้งแรก การอพยพของมนุษย์ ครั้งแรกสุดนั้นเกิดขึ้นโดยมนุษย์ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา การกระจายตัวของพวกเขาไปยังมหาทวีปยูเรเซียและที่อื่น ๆ ยังคงเป็นข้อถกเถียงในทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่ระบุว่าเป็นของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ในประเทศเอธิโอเปียซึ่งมีอายุประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว ทฤษฎีการออกจากแอฟริกายืนยันว่าเมื่อ 60,000 ปีที่แล้ว มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ได้กระจายตัวไปทั่วมหาทวีปยูราเซียอันเป็นสถานที่รวมตัวกัน และมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ได้แทนที่บรรพบุรุษของพวกเขาอย่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในท้ายที่สุด แต่ทว่าทฤษฎีนี้ก็ถูกท้าทายโดยหลักฐานของการอพยพจากทวีปแอฟริกา สู่มหาทวีปยูราเซียเมื่อ 120,000 ปีที่แล้ว ในอีกแง่หนึ่ง มีแนวคิดว่ามนุษย์ยุคแรกได้อพยพสู่ทวีปเอเชียผ่านทางช่องแคบที่ตั้งอยู่ในแผ่นดินปลายแหลมของแอฟริกา (บริเวณคาบสมุทรโซมาลี) ซึ่งในปัจจุบันคือประเทศเยเมน หรือได้อพยพผ่านทางคาบสมุทรไซนาย หลังจากได้กระจายตัวไปจนถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ก็มีความคิดว่ามนุษย์ยุคแรกได้อพยพสู่ทวีปออสเตรเลีย ที่ในขณะนั้นยังแบ่งปันพื้นที่ร่วมกับเกาะนิวกินี จากนั้นได้อพยพไปยังทวีปยุโรป และทวีปอเมริกา ผู้อพยพเหล่านี้ถูกกระตุ้นโดยภูมิอากาศ แหล่งอาหาร และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เมื่อเวลาผ่านไปและวัฒนธรรมการเร่ร่อนได้ลดลง สงครามและการล่าอาณานิคมได้กลายมาเป็นเชื้อไฟของการย้ายถิ่นฐาน คนกรีกโบราณขยายอาณาจักรไปยังบรรดาอาณานิคมหลายแห่ง ชาวโรมันโบราณได้ส่งพลเมืองของตนไปยังพื้นที่ทางเหนือสุดของเกาะอังกฤษ […]

ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ

ปีเตอร์ ที. ไวต์ นักเขียนจาก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1967

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร (เชิญรับชมวิดีโอ เหตุใดผู้หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงมีกระดูกที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

เผยวงการร่างทรงในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

การทรงเจ้า เเละ ร่างทรง ถือได้ว่าเป็นความเชื่อที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมประเพณีไทยมาตั้งเเต่โบราณกาล ทว่าศรัทธาเหล่านี้มีจริงหรือไม่?