เรื่องสุดโหดของ โอลิมปิก ประชาชนปี 1936 การคว่ำบาตรลัทธิฟาสซิสต์ และฮิตเลอร์

นักกีฬาจับอาวุธขึ้นสู้เมื่องานแข่งขันกีฬาทางเลือกที่ใช้ต่อต้านการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก ในนาซีเยอรมนีถูกแทนที่ด้วยสงคราม

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 หนึ่งเดือนก่อนการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก นาซีในกรุงเบอร์ลิน นักกีฬาชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งได้ขึ้นเรือที่มุ่งหน้าไปยังยุโรป ทีมจากสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยนักวิ่งผิวดำจากย่านฮาร์เล็มในนิวยอร์ก นักยิมนาสติกชาวยิวจากแมนฮัตตัน และนักมวยลูกครึ่งพิตต์สเบิร์ก โค้ชของพวกเขาคือ อับราฮัม อัลเฟร็ด “ชิค” ชาคิน (Abraham Alfred “Chick” Chakin) ซึ่งเป็นผู้อพยพ เนื่องจากครอบครัวของเขาหลบหนีการสังหารหมู่ในรัสเซีย ชาคินที่เกษียณจากวงการมวยปล้ำแล้ว ได้กลับมาอีกครั้งเพื่อชี้นำนักกีฬาคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ไปเข้าร่วมในเกมส์โอลิมปิกอย่างเป็นทางการของเยอรมนี พวกเขากลับมุ่งหน้าไปยังสเปนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนครั้งแรก ซึ่งสัญญาไว้ว่าจะเป็น “ปรากฏการณ์ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา”

ในขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1936 ถูกจดจำไว้ว่าเป็นโอลิมปิกที่นักวิ่งผิวดำชาวอเมริกัน เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) ทำลายอุดมการณ์แบ่งแยกเชื้อชาติของนาซีด้วยการคว้าเหรียญทองไว้ได้มากที่สุด ด้านนักกีฬาของโอลิมปิกประชาชน

(Popular Olympics) ก็หวังว่าเกมการเเข่งขันของพวกเขาจะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของขบวนการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ พวกเขาค้นพบอย่างรวดเร็วว่าการแข่งขันต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์จะรุนแรงกว่าที่พวกเขาคาดไว้มาก

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1936 เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อคว่ำบาตรการแข่งขันในเยอรมนี ซึ่งเป็นความพยายามคว่ำบาตรครั้งแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิก ทว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้รับผลกระทับจากเหตุการณ์ระดับโลก โอลิมปิกเกมส์เคยถูกยกเลิกในปี 1916 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อีกทั้งยังถูกยกเลิกอีกครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และในปี 2020 นี้ โอลิมปิกได้ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากการระบาดของโรคครั้งใหญ่

เมื่อเวลาผ่านมาถึงหน้าร้อนในปี 1936 ผู้คนไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเยอรมนีได้อีกต่อไป ฮิตเลอร์ได้ฟื้นคืนกองกำลังทหารของไรน์แลนด์ โดยละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายที่ยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในขณะที่ฮิตเลอร์ได้รวบรวมชาวยิว โรมา พวกฝ่ายซ้าย ผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเกย์ และคนพิการเพื่อส่งเข้าค่ายกักกัน

โอลิมปิก 1936, นาซี
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1936 ที่กรุงเบอร์ลินเป็นการรัฐประหารเพื่อสร้างโฆษณาชวนเชื่อของพวกนาซี ในระหว่างพิธีเปิด คบเพลิงโอลิมปิกถูกยกผ่านแถวของยุวชนฮิตเลอร์ (Hitler Youth) ภาพถ่าย GETTY

อย่างไรก็ตาม การรณรงค์คว่ำบาตรก็ล้มเหลวในการโน้มน้าวให้ประเทศต่างๆ ไม่ส่งทีมไปร่วมแข่งขัน การประชุมระหว่างประเทศเพื่อการเคารพในอุดมคติของโอลิมปิก ซึ่งจัดขึ้นในเดือนเมษายนที่ปารีส ได้เสนอแผนงานอื่น ซึ่งเป็นการจัดงานทางเลือกที่จะแสดงแนวร่วมราษฎร (Popular Front)  ซึ่งเป็นพันธมิตรแนวร่วมอย่างกว้างๆ ของฝ่ายซ้าย เสรีนิยม คอมมิวนิสต์ และสังคมนิยมที่มารวมตัวกันเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของลัทธิฟาสซิสต์ รัฐบาลคาตาลันในบาร์เซโลนา เสนอตนเองเป็นเจ้าภาพงานแม้ว่าสเปนจะใกล้เข้าสู่วงเวียนแห่งความขัดแย้ง ในช่วงต้นปีนั้นรัฐบาลของแนวร่วมราษฎรได้ถูกรับเลือกในบาร์เซโลนา และมาดริด ซึ่งเป็นการเรียกสงครามกับฝ่ายนิยมราชาธิปไตย ฟาสซิสต์ พวกหัวรุนแรงคาทอลิก และผู้ปกครองที่ดินทางฝั่งขวา ถึงกระนั้น นักกีฬาและแฟน ๆ ที่ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ประมาณ 20,000 คนก็ตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขัน

งานแข่งขันทางเลือกสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกไม่ใช่แนวคิดใหม่ การแข่งขันโอลิมปิกแรงงานระหว่างประเทศ (The International Workers’ Olympiad) ถูกจัดขึ้นทุก ๆ สี่ปีตั้งแต่ปี 1921 เพื่อตอบโต้การแข่งขันอย่างเป็นทางการที่ถูกเบี่ยงเบนโดยชนชั้นสูง แต่ความพยายามของกลุ่มสังคมนิยมไม่ได้นับรวมผู้นิยมอนาธิปไตย และสมาชิกคนอื่น ๆ ของแนวร่วมราษฎร นอกจากงานนี้แล้วยังมี Maccabiah Games ที่เปิดตัวในปี 1932 และยังดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แต่การแข่งขันของงานนี้ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นสำหรับนักกีฬาชาวยิว ที่ต่อมาเป็นนักกีฬาชาวอิสราเอล

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนจะแตกต่างออกไปจากงานอย่างเป็นทางการในเบอร์ลิน ในระหว่างพิธีเปิด ชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกจากยุโรป และผู้คนที่อยู่ภายใต้อาณานิคมจากแอฟริกาเหนือ จะเข้ามาในสนามกีฬาพร้อมกับทีมที่เป็นตัวแทนของทั้งรัฐชาติ และประเทศไร้สัญชาติ คลอไปด้วยบทเพลงที่ประพันธ์โดยชาวยิวในเยอรมันที่ถูกเนรเทศ และเนื้อเพลงที่ร้อยเรียงโดยกวีชาวคาตาลัน ฝูงชนจากทั้ง 21 ประเทศจะถูกดึงมา และการแข่งขันกีฬาครั้งแรกของงานจะเป็นการแข่งวิ่งผลัด 10×100 เมตร ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งผลัด 10 คน ที่ออกแบบมาเพื่อให้รางวัลแก่ประเทศต่างๆ ในการยกระดับสมรรถภาพของคนทำงานมากกว่าที่จะเฉลิมฉลองความสามารถส่วนบุคคล

นักกีฬาจากเชื้อชาติต่าง ๆ ถือธงสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชน ซึ่งจะจัดขึ้นที่บาร์เซโลนาในปี 1936 เพื่อประท้วงต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ในโอลิมปิกเกมส์ที่จะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการของนาซีเยอรมนี ภาพถ่าย PHOTO12/UNIVERSAL IMAGES GROUP/GETTY

ผู้หญิงก็จะได้ลงแข่งด้วยเช่นกัน พวกเขาจะได้โอกาสในการแสดงความสามารถ และทักษะของตน มากเสียยิ่งกว่าที่พวกเขาจะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากลในเบอร์ลิน “ภาพของ People’s Olympiad จะไม่สมบูรณ์ หากผู้หญิงไม่ได้เข้าร่วมในที่ๆ พวกเธอควรจะได้เข้า” ผู้ดำเนินงานประกาศท่ามกลางผู้คนของชมรมกีฬาสตรีนิยมคาตาลัน (Catalan Feminist Sports Club)

โอลิมปิกประชาชน ถูกวางแผนจัดงานในระยะเวลาเพียงแค่สามเดือน และมันไม่สามารถมอบความหรูหราได้เท่ากับงานอย่างเป็นทางการ นักกีฬาในเบอร์ลินพักอยู่ในหมู่บ้านโอลิมปิกที่สร้างขึ้นใหม่ (หลังจากที่พวกเขาจากไป หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ตั้งของกองทหารเลกีโอนคอนดอร์ ซึ่งเป็นหน่วยทหารของเยอรมนีที่จะไปวางระเบิดที่เมืองเกร์นิกา ในแคว้นบาส์กในอีกหนึ่งปีต่อมา ระเบิดลูกนี้ได้คร่าชีวิตพลเรือนไปหลายร้อยคน) นักกีฬาในบาร์เซโลนาพักอยู่ที่บ้าน หอพัก และโรงแรมโอลิมปิกที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนการแข่งขัน เจ้าหน้าที่ของคาตาลันได้รีบวิ่งเต้นในเมือง เพื่อพยายามหาที่พักเพิ่มเนื่องจากมีความสนใจที่ไม่คาดคิด

สำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ เมื่อเกมถูกยืดจากสี่วันเป็นหนึ่งสัปดาห์ โปสเตอร์ที่แขวนไว้แล้วจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนทีละใบๆ

ทีมจากสหรัฐฯ เดินทางถึงบาร์เซโลนาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พวกเขาเคยได้ยินข่าวลือเรื่องความไม่สงบในสเปน และข่าวลือเกี่ยวกับรัฐประหารที่กำลังจะเกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นนักวิ่งผู้หญิงเพียงคนเดียวของทีม ดอท ทักเกอร์ (Dot Tucker) ได้เล่าในภายหลังว่า “เราไม่ได้มีความกลัว” ชาคิน พยายามดิ้นรนอย่างไร้ผลเพื่อให้นักกีฬาออกจากบาร์ และไนท์คลับของบาร์เซโลนา อย่างไรก็ตามในคืนก่อนหน้าการแข่งขัน พวกเขาต้องถอนตัวก่อนกำหนด

ไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง แฟรงค์ เพย์ตัน (Frank Payton) นักวิ่งระยะสั้น ตื่นขึ้นมาเพราะ “เสียงปืนใหญ่ ปืนกล และปืนไรเฟิลหลายพันกระบอก พร้อมกับเสียงกองทัพเดิน” จากหน้าต่างโรงแรม นักกีฬามองดูผู้ชายและผู้หญิงรื้อทิ้งก้อนหินปูถนน และเติมกระสอบทรายเพื่อสร้างเครื่องกีดขวาง ในไม่ช้า กองทัพสเปนก็ย่างกรายเข้ามาในเมืองโดยตั้งใจจะล้มล้างรัฐบาลคาตาลัน

นักรบติดอาวุธจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายซ้าย ได้เดินขบวนในตอนต้นของสงครามกลางเมืองสเปนในปี 1936 ภาพถ่าย UNIVERSAL HISTORY ARCHIVE/UNIVERSAL IMAGES GROUP/GETTY

เหล่าพลเมืองตามแนวกั้นต่อสู้กลับ “นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ และสหภาพแรงงานรวมตัวกันเพื่อขจัดลัทธิฟาสซิสต์” เพย์ตันกล่าวในภายหลังกับผู้ที่มาสัมภาษณ์ “ผู้หญิงต่างถือเครื่องกีดขวาง ผู้หญิงบางคนถึงกับนำคนงานออกไปต่อต้านพวกฟาสซิสต์” ผู้หญิงที่เข้าร่วมกันต่อต้านหลายคนได้ก่อตั้ง ชมรมกีฬาสตรีนิยม (Feminist Sports Club) ซึ่งเชิญหญิงสาวชาวคาตาลันเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อต่อสู้ในฐานะที่เท่าเทียมกับผู้ชาย ครั้งหนึ่งผู้นิยมอนาธิปไตยคาตาลันก้าวขึ้นสู่กองทัพโดยชูมือขึ้นไปในอากาศ พูดกับทหาร และชักชวนให้พวกเขาหันอาวุธปืนใหญ่ใส่เจ้าหน้าที่ของพวกเขาเสียเอง

การต่อสู้สร้างความประทับใจอย่างมากให้กับคนหนุ่มสาวชาวอเมริกัน ชาร์ลี เบิร์กลีย์ (Charlie Burley) นักมวยแชมป์ระดับประเทศจาก พิตต์สเบิร์ก รีบออกไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมทันทีที่การยิงหยุดลง และคว้าพลั่วเพื่อเสริมกำลังสร้างเครื่องกีดขวาง พวกเขาได้รับการช่วยเหลือโดยชาวเยอรมัน และอิตาลีที่ถูกเนรเทศ ซึ่งพวกเขารู้ว่าวิธีเดียวที่จะกลับบ้านได้คือการเอาชนะลัทธิฟาสซิสต์ จากนั้นในเบอร์ลิน และโรม ทั่วทั้งเมืองคนงานติดอาวุธจากคลังอาวุธที่ถูกโจมตี และพวกเขาพยายามขับไล่ทหารสเปนอย่างสุดความสามารถ

ในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมง การต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์เปลี่ยนจากแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ และไปยังชัยชนะอันกึกก้องในเมืองหลวงของคาตาลัน กองทัพรัฐประหารพ่ายแพ้ แต่จะไม่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประชาชนอีกต่อไป สงครามกลางเมืองสเปนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

หลังจากการสู้รบสิ้นสุดลง ทั้งสองทีมได้เดินไปตามถนนโดยร้องเพลงประจำฝ่ายซ้ายที่ชื่อว่า “The Internationale” ในภาษาของพวกเขาเอง นักกีฬาชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งถูกสังหาร เป็นคนแรกของคนกว่า 15,000 คน ที่ได้รับบาดเจ็บการปะทะกันครั้งนี้ นักกีฬาหลายคนออกจากสเปนในสัปดาห์นั้น “คุณมาเพื่อการแข่งขัน และอยู่ต่อเพื่อดูชัยชนะของแนวร่วมราษฎร” ผู้จัดงานบอกกับพวกเขา “แพร่กระจายข่าวไปให้ทั่วโลกเกี่ยวกับสิ่งที่คุณได้เห็นในสเปน”

ไม่ใช่นักกีฬาทุกคนจะอยู่บ้านไปได้นาน ชาคิน ถูกหลอกหลอนโดยสิ่งที่เขาได้เห็นในบาร์เซโลนา ในปีต่อมา เขา และภรรยา เจนนี่ เบอร์แมน (Jennie Berman Chakin) ได้กลับมายังสเปนอีกครั้ง เธอได้ก่อตั้งโครงการศิลปะบำบัดสำหรับเด็กที่พลัดถิ่นจากสงคราม ระหว่างที่ชาคินได้ไปเข้าร่วมกับแนวหน้า ที่ๆเขาจะปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้คุมในกองพัน Mackenzie-Papineau ในเดือนมีนาคม 1938 ชาคินถูกจับโดยเหล่าคนชาตินิยม และถูกประหารชีวิต

นักกีฬาสองร้อยคนที่ตั้งใจจะแข่งขันในโอลิมปิกประชาชนได้ต่อสู้กับรีพับลิกันในสเปน และพวกเขาส่วนใหญ่ถูกฆ่าตาย จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ซึ่งมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง เคยกล่าวไว้ว่ากีฬาคือ “สงครามโดยไม่ต้องยิง” แต่สำหรับเหล่าคนที่ต่อต้านฟาสซิสต์ที่มายังบาร์เซโลนาเพื่อเข้าร่วมเกมส์ในปี 1936 พวกเขากำลังเล่นเกมส์ที่มีชีวิต และความตายของพวกเขาเป็นเดิมพันจริงๆ

เรื่อง เจมส์ สเตาท์

แปล ปรมินทร์ แสงไกรรุ่งโรจน์

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม ประวัติศาสตร์แห่งความวุ่นวายของโอลิมปิกในช่วงวิกฤตโลก และอาถรรพ์ 40 ปี

กีฬาโอลิมปิก

เรื่องแนะนำ

มีอะไรใน ไทม์แคปซูล จากยุคพรรคนาซี

เมื่อปลายปี 2016 เหล่านักโบราณคดีขุด ไทม์แคปซูล ซึ่งถูกฝังมาอย่างยาวนานใต้อดีตศูนย์ฝึกของพรรคนาซี เมื่อปี 2016 แคปซูลเวลา หรือ ไทม์แคปซูล (time capsule) จากยุคของเยอรมนีภายใต้การปกครองของฮิตเลอร์ถูกค้นพบในโปแลนด์ยุคปัจจุบัน เป็นเวลา 82 ปีที่มันไม่ถูกเคลื่อนย้าย แต่โลกข้างบนกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งยวดแล้ว เมื่อปี 1934 แคปซูลทรงกระบอกที่ทำจากทองแดงนี้ถูกฝังในพิธีที่เป็นทางการลงในฐานของตึกหลังหนึ่งในศูนย์ฝึกที่พรรคนาซีกำลังสร้าง พวกเขาตั้งใจใช้ศูนย์ฝึกแห่งนี้เป็นสถานที่ปลูกฝังอุดมการณ์ให้ผู้นำรุ่นต่อๆ ไปของอาณาจักไรค์ที่สาม หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ชายแดนของบางประเทศในยุโรปเปลี่ยนแปลงไป เมือง Falkenburg ซึ่งเป็นสถานที่ฝังแคปซูลดังกล่าวกลายเป็นเมืองหนึ่งของภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปแลนด์ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Złocieniec ส่วนศูนย์ฝึกดังกล่าวซึ่งมีชื่อเดิมว่า Krossinsee อยู่รอดจากสงครามและถูกใช้งานโดยกองทัพของโปแลนด์ในปัจจุบัน เนื่องจากแคปซูลเวลาถูกฝังอยู่ใต้ฐานของตึก ตัวแคปซูลจึงอยู่ลึกเกินกว่าจะเข้าถึงได้ แต่เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2016 เหล่านักโบราณคดีซึ่งขุดรูลึกราว 6 เมตรทะลุผ่านคอนกรีตหนา เดินลุยน้ำ และหลบกับดักระเบิดที่เหล่านาซีทิ้งไว้ ขุดมันขึ้นมาได้สำเร็จ และเปิดมันในสัปดาห์ถัดมา ปิดผนึกอย่างอลังการ แต่เปิดมากลับผิดหวัง แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง นักประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นพบว่ากระบอกจากปี 1934 แท่งนี้อาจบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่รำลึกถึงอายุปีที่ 600 ในการเฉลิมฉลองในปีก่อนหน้า แต่ในนั้นกลับไม่มีฟิล์ม แต่มีวัตถุอื่นๆ […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]