พลเอกเปรม ติณสูลานนท์: ทหาร-นายกฯ-องคมนตรีแห่งประวัติศาสตร์ไทย

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์: ทหาร-นายกฯ-องคมนตรีแห่งประวัติศาสตร์ไทย

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขอบคุณภาพจาก https://www.posttoday.com/politic/news/590212


พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือผู้ที่ไต่เต้ามาจากสามัญชน มาสู่ประธานองคมนตรี และเป็นผู้ที่มีบทบาทและอิทธิพลในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยมาตลอดช่วงชีวิต

หลังจากที่ประเทศไทยได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ก็ได้มีข่าวสำคัญที่สร้างความสั่นสะเทือนเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย นั่นคือข่าวที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 98 ปี 9 เดือน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในยุคสมัยใด ก็คงจะมีภาพจำของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ที่ทำงานสนองเบื้องพระยุคคลบาท รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 และได้มีบทบาทสำคัญทั้งในการทหารและการเมืองไทยมาหลายทศวรรษ

จากสามัญชนจากจังหวัดสงขลา พลเอกเปรมฯ ได้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างไร

พลเอกเปรม
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ / อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองทัพบก ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ 20 มกราคม 2553 ขอบคุณภาพจาก https://th.wikipedia.org

นักเรียนทหารบกจากจังหวัดสงขลา

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) และนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) เข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา และเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 – 8 แผนกวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ในวัยเด็ก พลเอกเปรมเคยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์ แต่ด้วยฐานะทางการเงินของครอบครัวที่ไม่สู้ดีนัก ดังนั้น เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว จึงได้เบนเข็มไปศึกษาที่โรงเรียนเทคนิคทหารบก หรือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในปัจจุบัน โดยระหว่างศึกษาชั้นปีที่ 3 ได้เกิดสงครามอินโดจีน ปี 2484 ขึ้น พลเอกเปรมได้มาเป็นทหารม้า และได้เติบโตในเส้นทางทหารม้าเรื่อยมา และในปี 2485 – 2488 ได้ร่วมรบในมหาสงครามเอเชียบูรพาที่เมืองเชียงตุง

หลังสงครามสงบ พลเอกเปรมได้รับทุนไปศึกษาต่อเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ ณ โรงเรียนยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ที่มลรัฐเคนตักกี เมื่อสำเร็จการศึกษา ได้กลับมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี ในปี 2511

ระหว่างที่ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า พลเอกเปรมฯ มักเรียกแทนตัวเองว่ากับผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าเป็น “ป๋า” และเรียกผู้อาวุโสน้อยกว่าว่าเป็น “ลูก” จึงเป็นที่มาของคำว่า “ป๋าเปรม” ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันในวงการการทหาร การเมือง และสื่อมวลชนมาโดยตลอด

ปี 2517 พลเอกเปรมได้เลื่อนตำแหน่งให้เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ทหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนจะก้าวสู้จุดสูงสุดในชีวิตราชการทหารเมื่อได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพลเอก รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2520 และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2521

ก้าวสู่ชีวิตการเมือง

นอกจากบทบาทในฐานะนายทหารแล้ว บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของพลเอกเปรมคือการเป็นนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย โดยก้าวแรกในวงการการเมืองเริ่มต้นขึ้นเมื่อพลเอกเปรมได้เข้าร่วมการรัฐประหารในประเทศไทย 2 ครั้ง คือยึดอำนาจจากรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมทย์ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และจากรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อ วันที่ 20 ตุลาคม 2520

พลเอกเปรมฯ เริ่มรับตำแหน่งทางการเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2520 และได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกหนึ่งตำแหน่ง

โดยการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีฯ กลาโหมฯ และเป็นผู้บัญชาการทหารในสมัยนั้น ก็ถือว่าพลเอกเปรมฯ มีทั้งกำลังทหาร และตำแหน่งการเมืองอยู่กับตัว ประกอบกับในเวลาช่วงนั้น ความนิยมของรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์เริ่มเสื่อมถอย แต่ความนิยมในพลเอกเปรมฯ ของรัฐบาลเริ่มเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อพลเอกเกรียงศักดิ์ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2523 รัฐสภาก็ได้เลือกให้ พลเอกเปรม เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้น และเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของพลเอกเปรมในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งมีระยะเวลานานถึง 8 ปี 5 เดือนด้วยกัน

พลเอกเปรม
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กับ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่มาภาพ https://www.facebook.com/baanlaesuanmag

นายกรัฐมนตรียุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง พลเอกเปรมฯ ได้ประสานและคานอำนาจของกลุ่มการเมือง 3 เสาหลัก ได้แก่ กองทัพ ภาคการเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดย “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เป็นชื่อเรียกขานยุคการเมืองการเมืองการปกครองในช่วงของพลเอกเปรม เนื่องจากสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรของท่านมาจากการเลือกตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งของบุคคลในกองทัพ ถือเป็นรูปแบบการจัดสรรอำนาจและความสัมพันธ์ของขณะรัฐมนตรีและกองทัพ และมีวุฒิสภา 3 ใน 4 มาจากการแต่งตั้ง อันเป็นรูปแบบการเมืองที่มีเอกลักษณ์รูปแบบหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ลักษณะทางการเมืองของพลเอกเปรม ที่แสดงออกมาคือผู้เป็นคนดีมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จนได้รับความเชื่อถือ และพร้อมประสานความร่วมมือให้กับทุกฝ่าย

แนวทางในการบริหารการเมืองของของท่านคือมอบหมายให้กระทรวงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงกลาโหม มหาดไทย ศึกษาธิการ คมนาคม การคลัง ให้อยู่ในการดูแลของ “เทคโนแครต” หรือกลุ่มข้าราชการผู้มีความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจมามีส่วนในการกำหนดและบริหารนโยบายสำคัญของประเทศ และแบ่งปันกระทรวงที่เหลือนอกจากนี้ให้กับบรรดานักการเมือง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในทศวรรษต่อมา

ผลงานที่สำคัญอย่างหนึ่งของท่านคือการแก้ปัญหาภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น โดยการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เพื่อให้พรรคคอมมิวนิสต์อ่อนกำลัง นำนักศึกษาและชาวบ้านที่เคยจับอาวุธสู้กับรัฐบาลในฐานะสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ให้วางอาวุธและมาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยการเป็นนายกรัฐมนตรีของท่าน ก็มีความพยายามในการรัฐประหารถึง 2 ครั้งด้วยกัน (และไม่สำเร็จ จนกลายเป็นกบฏ) ครั้งแรกคือวันที่ 1-3 เมษายน 2524 หรือกบฏยังเติร์ก มีสาเหตุจากกลุ่มนายทหารที่ไม่พอใจการต่ออายุราชการของพลเอกเปรมฯ และการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีที่มาจากพวกพ้อง และในวันที่ 9 กันยายน 2528 หรือกบฏ 9 กันยา ซึ่งอ้างปัญหาในการบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจ และความเป็นเอกภาพของประเทศ

ในช่วงปี 2531 หลังจากพลเอกเปรมฯ ได้ดำรงตำแหน่งมาได้ 8 ปี ก็เกิดความไม่พอใจของนักการเมืองและนักวิชาการที่มองว่า พลเอกเปรมอยู่ในอำนาจนานเกินไป รวมไปถึงมีเสียงในสภาที่เริ่มแตกแยก ไม่สนับสนุนพลพลเอกเปรมฯ มากขึ้น จึงทำให้มีการยุบสภาในปีนั้น และท่านตัดสินใจไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก

สู่ตำแหน่ง “องคมนตรี” สองรัชกาล

หลังจากไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม 2531 รวมทั้งโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ซึ่งเป็นรัฐบุรุษคนที่ 2 ต่อจากนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ที่ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษเมื่อปี 2488

โดยพลเอกเปรมฯ ได้ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคคลบาทในฐานะองคมนตรีมาตลอด และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานองคมนตรีในปี 2541

ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการทหารและการเมือง เพราะมีหลายครั้งที่ผู้นำเหล่าทัพ ในหลายยุคหลายสมัย ต้องเข้าพบพลเอกเปรม เมื่อต้องการปรึกษาหารือในด้านการทหาร การแต่งตั้งผู้นำทางทหาร หรือแม้กระทั่งนักการเมืองก็ต้องเข้ามาคารวะในฐานะประธานองคมนตรี ที่ “บ้านสี่เสาเทเวศร์” ซึ่งเป็นบ้านพักของท่านนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเป็นต้นมา

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2559 และได้รับโปรดเกล้าให้เป็นประธานองคมนตรีต่อเนื่องมายังรัชกาลที่ 10 จนกระทั่งท่านได้แก่อสัญกรรม เป็นการปิดฉากชีวิตสามัญชนที่ได้ก้าวสู่ประธานองคมนตรี และจากนายทหารสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง ที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยในยุคสมัยใหม่ และได้รับการยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้

แหล่งอ้างอิง

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (2) : 8 ปี 5 เดือน ของนายกฯ เปรม ภายใต้การเมืองสามเสา 

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (3) : เงื้อมเงาของเปรมหลังระบอบเปรมาธิปไตย

เผยที่มาตำแหน่ง “รัฐบุรุษ” ยกย่องผู้มีความสามารถ ทำประโยชน์ต่อชาติเป็นเอนกประการ 

เปิดประวัติโดยละเอียด พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

องคมนตรีสองรัชกาล ชีวิต ‘คนดี’ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ฝังรากลึกในการเมืองไทย

เปรม ติณสูลานนท์ : จากนายกรัฐมนตรี สู่ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

รู้จัก “คำสั่ง 66/23” การปรองดองและยุติสถานการณ์สู้รบในชนบทที่ถูกพูดถึงอีกครั้งยุค คสช.

ประวัติ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” นายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของไทย

เปิดประวัติ 99 ปีรัฐบุรุษชาติไทย ‘พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์’


อ่านเพิ่มเติม: พระผู้เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ

เรื่องแนะนำ

สำรวจรุ่นของเครื่องบิน กับบันทึก 5 อันดับ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

อุบัติเหตุทางเครื่องบิน แม้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง แต่ก็ทำให้ผู้คนกังวลและตั้งคำถามถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะรุ่นของเครื่องบินที่ใช้ในอุบัติเหตุแต่ละครั้งว่าจะมีโอกาสขัดข้องอีกหรือไม่ จากกรณี อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ของสายการบิน Ethiopian Airlines เที่ยวบิน ET 302 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือ 157 คนบนเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด จึงเกิดการตั้งคำถามถึงรุ่นของเครื่องบินที่ใช้ทำการบินในเที่ยวบินดังกล่าว โดยเครื่องบินรุ่นที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้คือ Boeing 737 Max 8 ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ของบริษัท Boeing ให้บริการเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2017 ทว่า ในเดือนตุลาคม 2018 เครื่องบิน Boeing 737 Max 8 ประสบอุบัติเหตุตกครั้งแรกที่ทะเลชวา ประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 189 คน และเพียงแค่ไม่ถึง 5 เดือนถัดมา เครื่องบินรุ่นนี้ก็เกิดอุบัติเหตุกับสายบิน Ethiopian Airlines อีกครั้ง ทำให้สายการบินและหน่วยงานด้านการบินต่าง ๆ เริ่มตั้งคำถามว่าเครื่องบิน Boeing 737 […]

พบลูกผสมมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล กับมนุษย์เดนิโซวัน

โครงกระดูกของเด็กสาวที่มีอายุเมื่อ 90,000 ปีก่อน คือหลักฐานแรกที่บ่งชี้ว่ามีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล และมนุษย์เดนิโซวันในโลกโบราณ

ภูมิศาสตร์เมืองญี่ปุ่น

เรื่องของแดนซากุระที่เลื่องชื่อ รายงานโดยวอลเตอร์ เวสทัน ตีพิมพ์ในฉบับ กรกฎาคม ค.ศ. 1921 เมื่อราว 82 ปีก่อน สาวญี่ปุ่นล้างมือก่อนไหว้เจ้าที่ศาลกิโยมิตซึ เกียวโต ศาลแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทพซึ่งมี 1,000 กร และ 11 เศียร ศาลเจ้าหลังเดิมไฟไหม้เสียหายไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน เหลือเพียงรูปเทพศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ “ประตูราตรีจรดอรุณ” ที่วัดอิเอยาซุ เมืองนิกโก ปิแยร์ โลติ เคยเขียนบรรยายไว้ดังนี้ “ใต้เงื่อมเงาของนิกโกขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ หมู่ไม้ในป่าสนซีดาร์รายรอบคายไอหมอกปกคลุมทั่วทั้งอารามอยู่เป็นนิจ อารามแห่งนี้บรรเจิดด้วยสำริด ไม้ชักน้ำมันเป็นเงางาม และหลังคาทองคำ” ชาวญี่ปุ่นเองกฌมีคำกล่าวว่า “ผู้ใดไม่เคยพบนิกโก ผู้นั้นยังไม่พานพบความงดงาม” เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งดอกไอริส สวนดอกไอริสอันมีชื่อเสียงแห่งนี้อยู่ที่โฮริคิริ  หญิงเกอิชาภาพนี้งามพร้อมด้วยองค์ประกอบนานา ไม่ว่าจะเป็นโคมศิลา ดอกไม้ผลิบาน หรือโฉมสราญทั้งสาม เกียวโต เมืองเอกอันดับสาม มีชื่อเรื่องหญิงเกอิชา และขบวนแห่ซึ่งประดับประดาอย่างสวยงาม ผู้คนที่มาชมขบวนมิได้โห่ร้องรับรถแห่อย่างอึงคะนึง หากซึมซาบความงามของขบวนแห่โดยสงบ หญิงเร่ขายดอกไม้ ชาวญี่ปุ่นนิยมชมชอบดอกไม้ยิ่งนัก ถึงกับใช้ชนิดของดอกที่กำลังผลิบานบ่งบอกฤดูกาล เช่นในฤดูใบไม้ผลิซึ่งตรงกับช่วงตรุษญี่ปุ่น เป็นฤดูดอกท้อบาน ถัดมาก็เป็นหน้าดอกซากุระบาน เช่นนี้มาตามลำดับ (อ่านต่อหน้า […]