พลเอกเปรม ติณสูลานนท์: ทหาร-นายกฯ-องคมนตรีแห่งประวัติศาสตร์ไทย

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์: ทหาร-นายกฯ-องคมนตรีแห่งประวัติศาสตร์ไทย

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขอบคุณภาพจาก https://www.posttoday.com/politic/news/590212


พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือผู้ที่ไต่เต้ามาจากสามัญชน มาสู่ประธานองคมนตรี และเป็นผู้ที่มีบทบาทและอิทธิพลในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยมาตลอดช่วงชีวิต

หลังจากที่ประเทศไทยได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ก็ได้มีข่าวสำคัญที่สร้างความสั่นสะเทือนเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย นั่นคือข่าวที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 98 ปี 9 เดือน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในยุคสมัยใด ก็คงจะมีภาพจำของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ที่ทำงานสนองเบื้องพระยุคคลบาท รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 และได้มีบทบาทสำคัญทั้งในการทหารและการเมืองไทยมาหลายทศวรรษ

จากสามัญชนจากจังหวัดสงขลา พลเอกเปรมฯ ได้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างไร

พลเอกเปรม
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ / อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองทัพบก ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ 20 มกราคม 2553 ขอบคุณภาพจาก https://th.wikipedia.org

นักเรียนทหารบกจากจังหวัดสงขลา

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) และนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) เข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา และเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 – 8 แผนกวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ในวัยเด็ก พลเอกเปรมเคยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์ แต่ด้วยฐานะทางการเงินของครอบครัวที่ไม่สู้ดีนัก ดังนั้น เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว จึงได้เบนเข็มไปศึกษาที่โรงเรียนเทคนิคทหารบก หรือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในปัจจุบัน โดยระหว่างศึกษาชั้นปีที่ 3 ได้เกิดสงครามอินโดจีน ปี 2484 ขึ้น พลเอกเปรมได้มาเป็นทหารม้า และได้เติบโตในเส้นทางทหารม้าเรื่อยมา และในปี 2485 – 2488 ได้ร่วมรบในมหาสงครามเอเชียบูรพาที่เมืองเชียงตุง

หลังสงครามสงบ พลเอกเปรมได้รับทุนไปศึกษาต่อเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ ณ โรงเรียนยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ที่มลรัฐเคนตักกี เมื่อสำเร็จการศึกษา ได้กลับมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี ในปี 2511

ระหว่างที่ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า พลเอกเปรมฯ มักเรียกแทนตัวเองว่ากับผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าเป็น “ป๋า” และเรียกผู้อาวุโสน้อยกว่าว่าเป็น “ลูก” จึงเป็นที่มาของคำว่า “ป๋าเปรม” ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันในวงการการทหาร การเมือง และสื่อมวลชนมาโดยตลอด

ปี 2517 พลเอกเปรมได้เลื่อนตำแหน่งให้เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ทหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนจะก้าวสู้จุดสูงสุดในชีวิตราชการทหารเมื่อได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพลเอก รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2520 และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2521

ก้าวสู่ชีวิตการเมือง

นอกจากบทบาทในฐานะนายทหารแล้ว บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของพลเอกเปรมคือการเป็นนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย โดยก้าวแรกในวงการการเมืองเริ่มต้นขึ้นเมื่อพลเอกเปรมได้เข้าร่วมการรัฐประหารในประเทศไทย 2 ครั้ง คือยึดอำนาจจากรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมทย์ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และจากรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อ วันที่ 20 ตุลาคม 2520

พลเอกเปรมฯ เริ่มรับตำแหน่งทางการเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2520 และได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกหนึ่งตำแหน่ง

โดยการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีฯ กลาโหมฯ และเป็นผู้บัญชาการทหารในสมัยนั้น ก็ถือว่าพลเอกเปรมฯ มีทั้งกำลังทหาร และตำแหน่งการเมืองอยู่กับตัว ประกอบกับในเวลาช่วงนั้น ความนิยมของรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์เริ่มเสื่อมถอย แต่ความนิยมในพลเอกเปรมฯ ของรัฐบาลเริ่มเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อพลเอกเกรียงศักดิ์ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2523 รัฐสภาก็ได้เลือกให้ พลเอกเปรม เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้น และเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของพลเอกเปรมในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งมีระยะเวลานานถึง 8 ปี 5 เดือนด้วยกัน

พลเอกเปรม
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กับ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่มาภาพ https://www.facebook.com/baanlaesuanmag

นายกรัฐมนตรียุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง พลเอกเปรมฯ ได้ประสานและคานอำนาจของกลุ่มการเมือง 3 เสาหลัก ได้แก่ กองทัพ ภาคการเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดย “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เป็นชื่อเรียกขานยุคการเมืองการเมืองการปกครองในช่วงของพลเอกเปรม เนื่องจากสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรของท่านมาจากการเลือกตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งของบุคคลในกองทัพ ถือเป็นรูปแบบการจัดสรรอำนาจและความสัมพันธ์ของขณะรัฐมนตรีและกองทัพ และมีวุฒิสภา 3 ใน 4 มาจากการแต่งตั้ง อันเป็นรูปแบบการเมืองที่มีเอกลักษณ์รูปแบบหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ลักษณะทางการเมืองของพลเอกเปรม ที่แสดงออกมาคือผู้เป็นคนดีมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จนได้รับความเชื่อถือ และพร้อมประสานความร่วมมือให้กับทุกฝ่าย

แนวทางในการบริหารการเมืองของของท่านคือมอบหมายให้กระทรวงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงกลาโหม มหาดไทย ศึกษาธิการ คมนาคม การคลัง ให้อยู่ในการดูแลของ “เทคโนแครต” หรือกลุ่มข้าราชการผู้มีความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจมามีส่วนในการกำหนดและบริหารนโยบายสำคัญของประเทศ และแบ่งปันกระทรวงที่เหลือนอกจากนี้ให้กับบรรดานักการเมือง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในทศวรรษต่อมา

ผลงานที่สำคัญอย่างหนึ่งของท่านคือการแก้ปัญหาภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น โดยการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เพื่อให้พรรคคอมมิวนิสต์อ่อนกำลัง นำนักศึกษาและชาวบ้านที่เคยจับอาวุธสู้กับรัฐบาลในฐานะสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ให้วางอาวุธและมาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยการเป็นนายกรัฐมนตรีของท่าน ก็มีความพยายามในการรัฐประหารถึง 2 ครั้งด้วยกัน (และไม่สำเร็จ จนกลายเป็นกบฏ) ครั้งแรกคือวันที่ 1-3 เมษายน 2524 หรือกบฏยังเติร์ก มีสาเหตุจากกลุ่มนายทหารที่ไม่พอใจการต่ออายุราชการของพลเอกเปรมฯ และการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีที่มาจากพวกพ้อง และในวันที่ 9 กันยายน 2528 หรือกบฏ 9 กันยา ซึ่งอ้างปัญหาในการบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจ และความเป็นเอกภาพของประเทศ

ในช่วงปี 2531 หลังจากพลเอกเปรมฯ ได้ดำรงตำแหน่งมาได้ 8 ปี ก็เกิดความไม่พอใจของนักการเมืองและนักวิชาการที่มองว่า พลเอกเปรมอยู่ในอำนาจนานเกินไป รวมไปถึงมีเสียงในสภาที่เริ่มแตกแยก ไม่สนับสนุนพลพลเอกเปรมฯ มากขึ้น จึงทำให้มีการยุบสภาในปีนั้น และท่านตัดสินใจไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก

สู่ตำแหน่ง “องคมนตรี” สองรัชกาล

หลังจากไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม 2531 รวมทั้งโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ซึ่งเป็นรัฐบุรุษคนที่ 2 ต่อจากนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ที่ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษเมื่อปี 2488

โดยพลเอกเปรมฯ ได้ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคคลบาทในฐานะองคมนตรีมาตลอด และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานองคมนตรีในปี 2541

ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการทหารและการเมือง เพราะมีหลายครั้งที่ผู้นำเหล่าทัพ ในหลายยุคหลายสมัย ต้องเข้าพบพลเอกเปรม เมื่อต้องการปรึกษาหารือในด้านการทหาร การแต่งตั้งผู้นำทางทหาร หรือแม้กระทั่งนักการเมืองก็ต้องเข้ามาคารวะในฐานะประธานองคมนตรี ที่ “บ้านสี่เสาเทเวศร์” ซึ่งเป็นบ้านพักของท่านนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเป็นต้นมา

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2559 และได้รับโปรดเกล้าให้เป็นประธานองคมนตรีต่อเนื่องมายังรัชกาลที่ 10 จนกระทั่งท่านได้แก่อสัญกรรม เป็นการปิดฉากชีวิตสามัญชนที่ได้ก้าวสู่ประธานองคมนตรี และจากนายทหารสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง ที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยในยุคสมัยใหม่ และได้รับการยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้

แหล่งอ้างอิง

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (2) : 8 ปี 5 เดือน ของนายกฯ เปรม ภายใต้การเมืองสามเสา 

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (3) : เงื้อมเงาของเปรมหลังระบอบเปรมาธิปไตย

เผยที่มาตำแหน่ง “รัฐบุรุษ” ยกย่องผู้มีความสามารถ ทำประโยชน์ต่อชาติเป็นเอนกประการ 

เปิดประวัติโดยละเอียด พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

องคมนตรีสองรัชกาล ชีวิต ‘คนดี’ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ฝังรากลึกในการเมืองไทย

เปรม ติณสูลานนท์ : จากนายกรัฐมนตรี สู่ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

รู้จัก “คำสั่ง 66/23” การปรองดองและยุติสถานการณ์สู้รบในชนบทที่ถูกพูดถึงอีกครั้งยุค คสช.

ประวัติ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” นายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของไทย

เปิดประวัติ 99 ปีรัฐบุรุษชาติไทย ‘พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์’


อ่านเพิ่มเติม: พระผู้เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ

เรื่องแนะนำ

เกาะติดการขุดค้นและเปิดหลุมฝังศพแห่งใหม่ในอียิปต์

โดย คริสตินา นูเนซ รูปสลักผุพังของช่างทองและภรรยา ยืนทักทายผู้มาเยือนที่เพิ่งมีโอกาสมองเข้าไปในหลุมฝังศพอายุ 3,500 ปีใกล้เมืองลักซอร์ในอียิปต์ หลุมฝังศพซึ่งค้นพบที่สุสาน Dra Abul Naga บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์แห่งนี้ ภายในบรรจุรูปสลัก มัมมี่เครื่องปั้นดินเผา และศิลปวัตถุอื่นๆ ตามการเปิดเผยของกระทรวงโบราณคดีของอียิปต์เมื่อเร็วๆนี้ รูปสลักรูปหนึ่งเป็นรูปช่างทองชื่อ Amenemhat นั่งอยู่ข้างภรรยา โดยมีลูกชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง นักโบราณคดีชี้ว่า ครอบครัวนี้มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ในบริเวณใกล้เคียง นักโบราณคดีพบคูหาฝังศพอีกสองห้อง ห้องหนึ่งมีมัมมี่อยู่จำนวนหนึ่ง โลงศพศิลา และหน้ากากที่ใช้ในพิธีฝังศพทำจากไม้แกะสลัก พร้อมกับรูปสลักอื่นๆ ของสองสามีภรรยา คูหาฝังศพอีกห้องมีโลงศพศิลาจากยุคราชวงศ์ที่ 21 และ 22 Khaled El-Enany รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณคดีของอียิปต์ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้หลุมศพจะอยู่ในสภาพไม่ดีนัก ทว่าสิ่งที่อยู่ภายในอาจให้เบาะแสที่นำไปสู่การค้นพบอื่นๆ เป็นต้นว่า ภายในหลุมศพ นักโบราณคดีพบโคนหรือกรวย 50 ชิ้นที่ใช้ในพิธีฝังศพ  ลักษณะคล้ายเครื่องปั้นดินเผาประทับลาย ในจำนวนนี้ 40 ชิ้นให้หลักฐานของหลุมฝังศพอื่นๆ ที่เป็นของข้าราชการในยุคนั้นอีก 4 ราย การสำรวจที่นำไปสู่การขุดค้นหลุมศพแห่งนี้ยังเผยให้เห็นปล่องที่นำไปสู่หลุมฝังศพอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า

รอบนักษัตรที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๕๐๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในชนบทเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่บ้านปากทวาร ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรทุกภูมิภาคของประเทศมิได้ว่างเว้น จนกล่าวได้ว่า ไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง การที่ราษฎรได้เฝ้าฯรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากต่าง ๆ ของพสกนิกรโดยตรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการด้านการแพทย์และการเกษตรหลายโครงการเช่น จัดตั้งกองทุนโปลิโอสงเคราะห์ และจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานหน่วยแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้น โครงการพัฒนาทางการเกษตรและชลประทานต่าง ๆ รวมทั้งโครงการปลูกหญ้าแฝกป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน และโครงการปรับปรุงดินที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ในเรื่องน้ำนั้น มีพระราชดำริเรื่องโครงการฝนเทียมเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยทรงมอบหมายให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้ดำเนินการจนกลายมาเป็นโครงการฝนหลวงพระราชทานในทุกวันนี้ ปีเดียวกันนี้ มีพระราชดำริเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้นของดิน และในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เป็นต้น ในด้านการศึกษานั้น ทรงริเริ่มให้มีโรงเรียนในชนบทขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงจัดตั้งโรงเรียนจิตรลดาขึ้นในเขตพระราชฐาน และทรงตั้งทุนอานันทมหิดลขึ้นเพื่อให้นักศึกษาไทยมีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในราชอาณาจักรไทย เสด็จออกผนวชตามประเพณีของชาวพุทธ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน ระหว่างนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในเวลาต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นอกจากพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศแล้ว ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒–๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระประมุขของประเทศด้วยการเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการถึง ๒๘ ประเทศ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงได้รับการยกย่องในพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ นับเป็นการสร้างชื่อเสียงและนำคุณประโยชน์มาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก   อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]