เมืองไทยในอดีต : ล้านนาเมื่อวันวาน

เมืองไทยในอดีต: ล้านนาเมื่อวันวาน

 เมืองไทยในอดีต: ล้านนาเมื่อวันวาน

บรรยากาศบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของผู้คนในหัวเมืองทางเหนือของไทยเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก อยู่เนืองๆ เช่นสารคดีเรื่อง ตามหาไม้กระเบา หรือ Hunting for Chaulmoogra Tree ในฉบับเดือนมีนาคม ค.ศ. 1922 และอีกครั้งในสารคดีเรื่อง จับเสือที่ป่าเมืองน่าน หรือThe Warfare of the Jungle Folk ในฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1928

เชียงใหม่คือศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนามาแต่พุทธศักราช 1839 ในสมัยพญามังราย ด้วยชัยภูมิลุ่มน้ำแม่ปิงที่เหมาะสม สายน้ำแม่ปิงเปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงบำรุงเมืองทั้งด้านความเป็นอยู่ การเดินทาง และการค้า ด้วยเหตุที่ดินแดนนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างไทยกับพม่า ฉะนั้น การได้ล้านนาเป็นเมืองประเทศราชจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นฐานที่มั่นในการเกณฑ์กำลังคน เสบียงอาหาร อาวุธเกื้อกูลต่อการยกทัพ ในยุคที่มากด้วยการกรำศึกและผลัดแผ่นดินอยู่มิว่างเว้น

เมืองไทยในอดีต
พระเจดีย์ประธานที่วัดเจดีย์เหลี่ยมหรือวัดกู่คำ จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพญามังราย โดยใช้วิธีกระสวนแบบ (ลอกแบบ) จากพระเจดีย์วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน
เมืองไทยในอดีต
“ตนบุญแห่งล้านนา” ครูบาศรีวิชัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวล้านนาให้เป็นหนึ่งในยุคที่ส่วนกลางแผ่ขยายอำนาจเข้าแทรกแซงการปกครองสงฆ์อย่างเข้มข้น

สองร้อยกว่าปีที่ล้านนาอยู่ในการปกครองของพม่าสิ้นสุดลงเมื่อล้านนาเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี ล่วงเข้ารัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แม้ว่าเชียงใหม่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของล้านนาจะสวามิภักดิ์ต่อกรุงรัตนโกสินทร์ แต่การสร้างความเข้มแข็งของบ้านเมืองยังคงทำได้ยากยิ่ง เพราะพม่ายังรุกรานดินแดนนี้อยู่เรื่อยมา

เมืองไทยในอดีต
กลดคือเครื่องใช้จำเป็นเมื่อพระสงฆ์ต้องธุดงค์ไปจำวัดกลางป่าเขาเพื่อปลีกวิเวก

ตำนานอันเป็นที่เลื่องลือของ “เจ้าเจ็ดตน” เจ้าผู้ครองนครที่มีความผูกพันทางสายเลือดเจ็ดพระองค์แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ได้อภิบาลผู้คนนับหมื่นแสนในดินแดนล้านนาอย่างประนีประนอม ถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำให้ศูนย์กลางของดินแดนล้านนาอย่างเชียงใหม่มีความเป็นปึกแผ่นและแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับในฐานะเมืองหน้าด่านฝ่ายเหนือที่สำคัญของไทย

เมืองไทยในอดีต
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นแบบอย่างของขัตติยนารี ผู้ดำรงเอกลักษณ์ของชาวล้านนาท่ามกลางธรรมเนียมของชาววังหลวงในพระนครได้อย่างสมพระเกียรติ

เมืองเชียงใหม่ผ่านการปกครองดูแลโดยเจ้าผู้ครองนครถึง 9 พระองค์ ทว่าในสมัยเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 8) ตรงกับช่วงการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสถาปนาเชียงใหม่เป็นเมืองหลักสำคัญในมณฑลพายัพ ซึ่งอำนาจในการปกครองจะขึ้นอยู่กับข้าหลวงประจำนครที่ส่งมาจากพระนคร เจ้าแก้วนวรัฐจึงเป็นเจ้าหลวงองค์สุดท้ายของนครเชียงใหม่

เมืองไทยในอดีต
บรรยากาศคึกคักยามเช้าที่กาดหลวง (ปัจจุบันคือตลาดวโรรส) เมืองเชียงใหม่ เมื่อเกือบร้อยปีก่อน
เมืองไทยในอดีต
ในยุคที่ป่ารกเพราะเสือยัง ชาวเหนือเรียนรู้วิธีดักจับสัตว์ป่าทั้งจับเป็นและจับตาย แผงท่อนซุงเสียบไม้ไผ่เหลาแหลมที่เห็นนี้มีไว้สังหารสัตว์ร้ายอย่างเสือโคร่ง
เมืองไทยในอดีต
เราพอจะอนุมานระดับน้ำสูงสุดในแม่น้ำปิงฤดูน้ำหลากได้จากท่อนซุงที่ค้างเติ่งอยู่บนก้อนหินใหญ่กลางลำน้ำในช่วงหน้าแล้ง

แม้วันนี้ล้านนาจะไร้เจ้าผู้ครองนคร แต่อดีตทางวัฒนธรรมที่ยังคงปรากฏอยู่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน เป็นสิ่งที่สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า อาณาจักรแห่งนี้เคยรุ่งเรืองและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงรัตนโกสินทร์มากเพียงใด —มธุรพจน์ บุตรไวยวุฒิ เรียบเรียง

 

อ่านเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : ศรัทธาและศาสนา

เรื่องแนะนำ

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ เปิดประตูเมืองท่องเที่ยวเลิศล้ำ สายหมอกบางเบา…ขาวขุ่น ค่อยๆโปรยตัวเองลงจากแผ่นนภา คลี่ห่มคลุมครอบไปทั่วทั้งหุบเขาตั้งแต่เมื่อดื่นดึก…เมืองทั้งเมือง อยู่ในความสลัวลาง แลเหน็บหนาว ราวกับภาพวาดอันวิจิตรจากปลายพู่กันของจิตรกร มากฝีมือ ถึงเวลาตีนฟ้าเปิด ดวงตะวันสาดแสงทอง สายหมอกก็ยังมิเจือจาง  เสมือนอยากจะโอบกอดเมืองนี้ไว้อย่างทะนุถนอม ด้วยความรักอันเลอค่าดุจนิรันดร์ สายหมอกยัง โลมไล้อยู่บนยอดรวงข้าวสีทองอย่างอ้อยอิ่ง ชีวิตเรียบง่ายในอ้อมกอดของหุบเขาอันพิสุทธิ์ เริ่มต้นวันใหม่ ตามครรลองของสารบาญแห่งชีวิตและจิตวิญญาณ จนละอองหมอกค่อยๆ เลือนสลาย เมื่อสายแดดใสสกาว ซุ้มประตูเมืองค่อยๆปรากฏ ตัวอักษรเริ่มกระจ่างชัด ในสายตา ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าที่นี่คือ  “เมืองลับแล” ……………………. ดินแดนแห่งนี้คือแผ่นดินอันสงบเงียบ ที่ถูกโอบกอดด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ หมดจดงดงาม วิถีชีวิตชาวบ้านเรียบง่าย  ชุมชนที่มีประเพณี วัฒนธรรมมั่นคงยืนยงยาวนาน วัดวาอารามเก่ากาลตระการตามากมี พรั่งพร้อมด้วยตำรับอาหารโอชารส ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี  ผู้เฒ่าผู้แก่ใจอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกหลานรักถิ่นฐานบ้านเกิด ในหัวใจเปี่ยมล้นพุทธศรัทธา ตระหนักในคุณค่าแห่งภูมิปัญญาที่บรรพชนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ลับแล เป็นที่รู้จักมาเนิ่นนานหลายร้อยปี แต่น้อยคน จะได้มาสัมผัสถึงแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของแผ่นดิน ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเมืองลับแล ปรากฏมากมายหลากหลายเรื่องราว…ทั้งลี้ลับ ลึกเร้น อัศจรรย์ ถ่ายทอดกันมาแบบปากต่อปาก  แต่วันนี้ “ลับแล”หาเป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว […]

เปิดเผยใบหน้าชายผู้มีรอยยิ้มโดดเด่นในช่วงใกล้ล่มสลายของอาณาจักรโรมัน

อเดลาเซียส อีบาลชุส (Adelasius Ebalchus) ชาวโรมัน ผู้มีชีวิตอยู่ในดินแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 1,300 ปีที่แล้ว ใบหน้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของเขาไม่ได้พบเจอบ่อยนักในการค้นพบทางประวัติศาสตร์ อเดลาเซียส อีบาลชุส คือชื่อภาษาละตินของชาย ชาวโรมัน ที่อาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อราวคริสตศักราช 700 หลังจากที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายไปแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวเจอร์แมนิกได้ย้ายเข้ามายังที่ราบสูงสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นช่วงเวลาที่ภาษาและวัฒนธรรมของโรมันที่หลงเหลืออยู่ได้เปลี่ยนเป็นชนเผ่าอลามันน์ที่พูดภาษาเยอรมัน (German-speaking Alemanni tribe) แทน ใบหน้าของหนุ่มชายผู้นี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากโครงกระดูกที่ถูกค้นพบในปี 2014 ในเมือง Grenchen ทางตอนเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาถูกฝังในแบบโรมัน คือหลุมศพที่มีการเรียงหินเป็นเส้น และชี้ส่วนเท้าไปยังทิศเหนือ จากการศึกษาหลักฐานที่ยังหลงเหลือของเขา นักวิจัยสรุปว่าอเดลาเซียสมีอายุระหว่าง 19 ถึง 22 ปี และมีความสูงราว 167 – 170 เซนติเมตร เขาต้องทรมานจากโรคติดเชื้อในกระดูก (osteomyelitis) และโรคขาดวิตามิน ซึ่งโรคเหล่านี้ได้นำเขาไปสู่ความตาย โดยหลุมศพของเขาได้มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสถานะชั้นสูงกว่าผู้คนที่อยู่ใน Grenchen ในยุคนั้น เมื่อออสการ์ นิลส์สัน นักสร้างใบหน้าทางโบราณคดีได้รับมอบหมายให้สร้างใบหน้าของอเดลาเซียส เขาถึงกลับตะลึง เพราะไม่ใช่แต่คุณภาพของเครื่องพิมพ์สามมิติ แต่รวมไปถึงต้นแบบสภาพของฟันในประวัติศาสตร์ด้วย “ผมไม่เคยเห็นฟันที่สมบูรณ์ขนาดนี้มาก่อน” […]

ภูมิศาสตร์เมืองญี่ปุ่น

เรื่องของแดนซากุระที่เลื่องชื่อ รายงานโดยวอลเตอร์ เวสทัน ตีพิมพ์ในฉบับ กรกฎาคม ค.ศ. 1921 เมื่อราว 82 ปีก่อน สาวญี่ปุ่นล้างมือก่อนไหว้เจ้าที่ศาลกิโยมิตซึ เกียวโต ศาลแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทพซึ่งมี 1,000 กร และ 11 เศียร ศาลเจ้าหลังเดิมไฟไหม้เสียหายไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน เหลือเพียงรูปเทพศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ “ประตูราตรีจรดอรุณ” ที่วัดอิเอยาซุ เมืองนิกโก ปิแยร์ โลติ เคยเขียนบรรยายไว้ดังนี้ “ใต้เงื่อมเงาของนิกโกขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ หมู่ไม้ในป่าสนซีดาร์รายรอบคายไอหมอกปกคลุมทั่วทั้งอารามอยู่เป็นนิจ อารามแห่งนี้บรรเจิดด้วยสำริด ไม้ชักน้ำมันเป็นเงางาม และหลังคาทองคำ” ชาวญี่ปุ่นเองกฌมีคำกล่าวว่า “ผู้ใดไม่เคยพบนิกโก ผู้นั้นยังไม่พานพบความงดงาม” เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งดอกไอริส สวนดอกไอริสอันมีชื่อเสียงแห่งนี้อยู่ที่โฮริคิริ  หญิงเกอิชาภาพนี้งามพร้อมด้วยองค์ประกอบนานา ไม่ว่าจะเป็นโคมศิลา ดอกไม้ผลิบาน หรือโฉมสราญทั้งสาม เกียวโต เมืองเอกอันดับสาม มีชื่อเรื่องหญิงเกอิชา และขบวนแห่ซึ่งประดับประดาอย่างสวยงาม ผู้คนที่มาชมขบวนมิได้โห่ร้องรับรถแห่อย่างอึงคะนึง หากซึมซาบความงามของขบวนแห่โดยสงบ หญิงเร่ขายดอกไม้ ชาวญี่ปุ่นนิยมชมชอบดอกไม้ยิ่งนัก ถึงกับใช้ชนิดของดอกที่กำลังผลิบานบ่งบอกฤดูกาล เช่นในฤดูใบไม้ผลิซึ่งตรงกับช่วงตรุษญี่ปุ่น เป็นฤดูดอกท้อบาน ถัดมาก็เป็นหน้าดอกซากุระบาน เช่นนี้มาตามลำดับ (อ่านต่อหน้า […]

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]