เกาหลีใต้ ภาพถ่ายชีวิตและการสร้างตัวหลัง สงครามเกาหลี

เกาหลีใต้ ภาพถ่ายชีวิตและการสร้างตัวหลัง สงครามเกาหลี

มารี อาน ฮาน ยู ในวัยสาวที่ยังรู้สึกเชื่อมโยง ได้ถ่ายภาพสีสันสดใสของประเทศที่กำลังสร้างตัวใหม่หลัง สงครามเกาหลี

ในปี 2013 ขณะที่ มารี อาน ฮาน ยู กำลังย้ายบ้านของเธอที่เมมฟิส (รัฐเทนเนสซี สหรัฐฯ) เธอพบกับกระเป๋าเดินทางเก่าๆ ในตู้เสื้อผ้าที่ไม่ได้แตะต้องมานานหลายสิบปี

“มันเป็นกระเป๋าเดินทางจากเกาหลี” สเตฟานี ฮาน ลูกสาวของยู กล่าว “และเต็มไปด้วยฟิล์มสไลด์ค่ะ”

ฟิล์มสไลด์เหล่านั้นบันทึกภาพวิถีชีวิตของชาวเกาหลีใต้ในช่วงก่อร่างสร้างตัวเองหลัง สงครามเกาหลี ซึ่งกินเวลานานสามปีและคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 5 ล้านคน มากกว่าครึ่งเป็นพลเรือน บรรดาผู้คนในภาพล้วนเป็นคนธรรมดาในชีวิตประจำวันในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประเทศ

ยู ซึ่งในขณะนี้อายุ 85 ปี ถ่ายภาพเหล่านี้ในช่วงปี 1956-1957 ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงโซล ช่วงที่เธออายุ 20 ปี แม่ของเธอซึ่งสนิทกับอี ซึง-มัน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้นได้รับงานเป็นผู้อำนวยการด้านงานประสัมพันธ์ให้กับโรงแรมที่มีชื่อเสียงซึ่งให้บริการนักการเมืองและชนชั้นนำมากมายในกรุงโซล

ยูซึ่งเกิดที่ฮาวายในครอบครัวชาวสวนที่เป็นผู้อพยพชาวเกาหลีรุ่นแรกๆ ที่ไปสหรัฐอเมริกาเดินทางตามแม่ของเธอมาและเข้าทำงานที่ฐานทัพอเมริกาในกรุงโซล มีโอกาสได้ซื้อกล้องถ่ายภาพที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ของเธอ

“ฉันอยากจะบันทึกภาพในช่วงเวลานั้น” ยูกล่าวในการสัมภาษณ์ “ทุกอย่างถือเป็นเรื่องประหลาดสำหรับฉันค่ะ”

ภาพถ่ายของยูมีทั้งบรรยากาศจอแจของตลาดนัมแดนุนในกรุงโซล รวมไปถึงวิถีชีวิตนอกเมืองริมแม่น้ำฮัน นอกจากนี้ ครอบครัวยูมีความใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลเกาหลีใต้ในยุคนั้น จึงมีโอกาสได้ร่วมงานและบันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญๆ รวมไปถึงภาพถ่ายของประธานาธิบดีอี ซึง-มัน ประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้

เมื่อยูกลับไปที่สหรัฐอเมริกา เธอเรียนต่อทางด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก ซึ่งความสนใจมาจากคนเกาหลีมากมายที่เธอได้พบ “พวกเขาขยันทำงานและปรับตัวเก่งมาก” และฟื้นตัวเองมาจากสงครามได้มากมายทีเดียว

เรื่อง JORDAN SALAMA

ภาพ MARIE ANN HAN YOO

สงครามเกาหลี
รถเมล์สีสันสดใสหยุดรับส่งผู้โดยสารในกรุงโซล ในการเดินทางช่วงปี 1956-1957 มารี อาน ฮาน ยู ถ่ายภาพสีในช่วงหลังสงครามเกาหลีซึ่งหาชมได้ยาก
ฮาราบอจี (ชายแก่) 3 คน ในชุดสีชาวบริสุทธิ์ หมวกทรงเกาหลี และแว่นตาทรงกลมโพสท่าหน้ากล้อง มารี อาน ฮาน ยู ถ่ายภาพที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตประจำวันในเมืองและชานเมืองเกาหลีใต้ในช่วงการเดินทางปี 1956-1957
สงครามเกาหลี
เนื่องด้วยครอบครัวมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อรัฐบาล ยูมักมีโอกาสเข้าร่วมงานและพื้นที่ที่มีแต่ชนชั้นนำเข้าร่วม เธอมีโอกาสได้ถ่ายของประธานาธิบดี อี ซึง-มัน และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างฟรันซิสกา ดอเนอร์
สงครามเกาหลี
นักบินกองทัพอากาศเกาหลีใต้โพสท่าถ่ายภาพหน้าเครื่องบินของตัวเอง
มารี อาน ฮาน ยู โพสท่าถ่ายกับกล้องของเธอระหว่างการเดินทางในปี 1956-1957 ซึ่งเธอค้นพบภาพฟิล์มสไลด์เหล่านี้ในอีกหกทศวรรรษต่อมา
การซักผ้าตามริมแม่น้ำฮันในส่วนพื้นที่ชนบทถือเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่ง ครอบครัวต่างๆ จะมาร่วมกันที่หินก้อนใหญ่เพื่อตากเสื้อผ้า
สงครามเกาหลี
ระหว่างการเดินเตร็ดแตร่ที่ตลาดนัมเดมุนท่ามกลางบรรยากาศจอแจ ยูถ่ายภาพพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าต่างๆ ให้กับคนที่เดินผ่านไปมา
สงครามเกาหลี
เด็กหญิงนั่งอยู่ริมแม่น้ำฮันใส่ชุดฮันบกที่แขนเสื้อมีสีสันสดใส ข้างๆ เธอเป็นนักเรียนที่ใส่สวมชุดเครื่องแบบสีดำและหมวกแก๊ป
สงครามเกาหลี
คนทำบะหมี่ทำงานในในตลาดนัมแดมุนที่กรุงโซล ข้างบนตัวเขามีป้ายตัวอักษรจีน ซึ่งเป็นตัวอักษรที่นิยมใช้มากกว่าตัวอักษรฮันกึลที่นิยมใช้มากกว่าในปัจจุบัน
เด็กหนุ่มเดินบนถนนในชนบทที่ขรุขระ พลางแบกฟางข้าวไว้บนหลัง และจ้องมองมาที่กล้องของยู

อ่านเพิ่มเติม เหตุใด สงครามเกาหลี จึงยังไม่จบสิ้น

สงครามเกาหลี

เรื่องแนะนำ

หญิงสาวปั่นจักรยาน 1,900 กม. เพื่อตามหาพ่อจากสงครามเวียดนาม

Rebecca Rusch เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งความเจ็บปวด” เป็นนักกีฬามาตลอดชีวิต ตัวเธอผ่านการเล่นกีฬามาแล้วหลายประเภท จนเมื่อเร็วๆ นี้ ในวัย 38 ปี เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการขี่จักรยานทางไกลแบบ ultra-endurance หลังเมื่อปี 2015 Rusch ขี่จักรยานอย่างทรหดรวมเป็นระยะทางมากถึง 1,930 กิโลเมตร ไปยังนครโฮจิมินห์ ในเวียดนามร่วมกับ Huyen Nguyen คู่หูนักปั่นของเธอ โดยมีเป้าหมายเพื่อตามหาจุดที่เครื่องบินที่พ่อของเธอโดยสารไปด้วยนั้นถูกยิงตก ในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งในตอนนั้นเธอเพิ่งจะมีอายุแค่ 3 ขวบเท่านั้น เรื่องราวการเดินทางของเธอถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดี “เส้นทางสีเลือด” (Blood Road) สารคดีที่บอกเล่าชีวิตของเธอ ตลอดจนประวัติศาสตร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์, พบเทวรูปโบราณอายุ 800 ปี ใกล้นครวัด

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ เปิดประตูเมืองท่องเที่ยวเลิศล้ำ สายหมอกบางเบา…ขาวขุ่น ค่อยๆโปรยตัวเองลงจากแผ่นนภา คลี่ห่มคลุมครอบไปทั่วทั้งหุบเขาตั้งแต่เมื่อดื่นดึก…เมืองทั้งเมือง อยู่ในความสลัวลาง แลเหน็บหนาว ราวกับภาพวาดอันวิจิตรจากปลายพู่กันของจิตรกร มากฝีมือ ถึงเวลาตีนฟ้าเปิด ดวงตะวันสาดแสงทอง สายหมอกก็ยังมิเจือจาง  เสมือนอยากจะโอบกอดเมืองนี้ไว้อย่างทะนุถนอม ด้วยความรักอันเลอค่าดุจนิรันดร์ สายหมอกยัง โลมไล้อยู่บนยอดรวงข้าวสีทองอย่างอ้อยอิ่ง ชีวิตเรียบง่ายในอ้อมกอดของหุบเขาอันพิสุทธิ์ เริ่มต้นวันใหม่ ตามครรลองของสารบาญแห่งชีวิตและจิตวิญญาณ จนละอองหมอกค่อยๆ เลือนสลาย เมื่อสายแดดใสสกาว ซุ้มประตูเมืองค่อยๆปรากฏ ตัวอักษรเริ่มกระจ่างชัด ในสายตา ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าที่นี่คือ  “เมืองลับแล” ……………………. ดินแดนแห่งนี้คือแผ่นดินอันสงบเงียบ ที่ถูกโอบกอดด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ หมดจดงดงาม วิถีชีวิตชาวบ้านเรียบง่าย  ชุมชนที่มีประเพณี วัฒนธรรมมั่นคงยืนยงยาวนาน วัดวาอารามเก่ากาลตระการตามากมี พรั่งพร้อมด้วยตำรับอาหารโอชารส ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี  ผู้เฒ่าผู้แก่ใจอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกหลานรักถิ่นฐานบ้านเกิด ในหัวใจเปี่ยมล้นพุทธศรัทธา ตระหนักในคุณค่าแห่งภูมิปัญญาที่บรรพชนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ลับแล เป็นที่รู้จักมาเนิ่นนานหลายร้อยปี แต่น้อยคน จะได้มาสัมผัสถึงแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของแผ่นดิน ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเมืองลับแล ปรากฏมากมายหลากหลายเรื่องราว…ทั้งลี้ลับ ลึกเร้น อัศจรรย์ ถ่ายทอดกันมาแบบปากต่อปาก  แต่วันนี้ “ลับแล”หาเป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว […]

เที่ยว ปราสาทพระวิหาร สถาปัตยกรรม 1,100 ปี ประวัติศาสตร์แน่น ประสบการณ์จัดเต็ม

ซัวชไดย… เปรี๊ยะวิเฮียร์ สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร ปราสาทหินดูจะไม่ใช่หมุดหมายสำคัญอันดับแรกๆ สำหรับนักเดินทางชาวไทยทั่วไป เสียเท่าไหร่ นอกจากคนที่สนใจ ใคร่รู้ในเรื่องเฉพาะเรื่องของโบราณคดี สถาปัตยกรรม อารยธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ของกลุ่มชนคนโบราณ ความรุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ และรู้ถึงสัจธรรมที่ว่าในเบื้องลึกของทุกเรื่องราวเหล่านั้น มีความน่าสนใจแฝงเร้นไว้อีกมากมาย ไม่รู้จบ ปราสาทหินในเมืองไทยทุกวันนี้มีปรากฏอยู่ไม่ใช่น้อย ยิ่งใหญ่ เก่ากาล แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ที่ถือได้ว่าเป็นปราสาทหินที่ทรงคุณค่าอลังการ ทั้งด้านความยิ่งใหญ่ เก่าแก่ เอกอุแห่งความงดงาม ปราสาทพระวิหาร ไม่เป็นสองรองใคร การจะไปเยือนปราสาทพระวิหารได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นปราสาทหินอื่นๆ ทั่วไป ในประเทศไทย ทั้งระยะทางที่ยาวไกลกว่า 600 กิโลเมตรจาก กรุงเทำพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ ความสูงชันของที่ตั้งตัวปราสาท หรือเหตุผลปัญหาด้านชายแดนไทยกับกัมพูชา นบางเวลา ฯลฯ… แต่พวกเราก็ดั้นด้นเดินทางมาถึงจนได้ อย่างที่วาดหวังไว้ เช้ามืด ก่อนดวงตะวันจะสาดแสง พวกเรารอเวลาเตรียมพร้อมกันอยู่ที่ผามออีแดง ทันทีที่ลูกไฟแห่งสุริยะจักรวาล โผล่พ้นขอบฟ้า เสียงชัตเตอร์ ก็ดังระรัวประชันกันราวกับข้าวตอกแตก ณ จุดนี้ในฤดูหนาว มันคือจุดชมทะเลหมอกที่งามงดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย จากผามออีแดง เดินลัดเลาะไปตามเชิงผา […]

การค้นพบทางโบราณคดีล่าสุดเผยว่ามนุษย์สูบกัญชามากว่า 2,500 ปี แล้ว

(ภาพปก) หลุมฝังศพ Jirzankal ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศจีนมีภาชนะใส่ถ่านที่เผาต้นกัญชาที่มีสาร THC อันเป็นสารเคมีใน กัญชา ที่มีผลต่อระบบประสาทในระดับที่สูง ภาพถ่ายโดย BY XINHUA WU หม้อไม้อายุราว 2,500 ปี ซึ่งถูกค้นพบในเส้นทางสายไหมสู่จีน ได้เปิดเผยเรื่องราวของการสูบ กัญชา ที่มีมาแต่โบราณ เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกว่ามนุษย์ใช้กัญชาในฐานะยารักษาโรคในสุสานที่มีอายุราว 2,500 ปีในภูมิภาคเอเชียกลาง ตามข้อมูลของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science Advances เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยนานาชาติได้วิเคราะห์โครงสร้างและสิ่งของที่อยู่ภายในหม้อที่ทำจากไม้สิบใบซึ่งถูกขุดขึ้นมาจากสุสาน Jirzankal ที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงปามีร์ (Pamir Plateau) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณภูมิภาคตะวันตกของประเทศจีน หม้อเหล่านั้นบรรจุหินเล็กๆ ที่เคยถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูง โดยนักโบราณคดีระบุว่าหม้อเหล่านี้คือภาชนะใส่ถ่านสำหรับเผาธูปหรือพืชชนิดต่างๆ ผลการวิเคราะห์ทางเคมีของภาชนะใส่ถ่านเหล่านี้เปิดเผยว่า 9 ใน 10 ส่วนของมันประกอบไปด้วยกัญชา และนักวิจัยได้นำผลวิเคราะห์นี้ไปเปรียบเทียบกับลักษณะทางเคมีของตัวอย่างต้นกัญชาที่ถูกค้นพบที่สุสาน Jiayi อันเป็นสุสานในช่วงศตวรรษที่แปดถึงหกก่อนคริสตกาล ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกราว 1,600 กิโลเมตร ทีมนักวิจัยพบว่า กัญชาจากสุสาน Jirzankal นั้นมีสิ่งหนึ่งที่กัญชาจาก Jiayi นั้นไม่มี นั่นคือโมเลกุลของ เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol) หรือ […]