เหตุใด สงครามเกาหลี จึงยังไม่จบสิ้น

ทหารราบเกาหลีใต้รายหนึ่งกับการเดินทัพในแนวหน้าของ สงครามเกาหลี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1950 ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงต้นหน้าร้อนนั้นเมื่อเกาหลีเหนือบุกมาที่เกาหลีใต้ การต่อสู้กินเวลานานกว่า 3 ปี และไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด ภาพถ่ายโดย AP


เมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว ได้เกิดความขัดแย้งว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี จนเกิดเป็น สงครามเกาหลี ความตึงเครียดยังคงเกิดขึ้น และได้เปลี่ยนมุมมองความสำคัญที่มีต่อสงคราม

ในวันที่ 25 มิถุนายน 1950 การที่เกาหลีเหนือบุกโจมตีเกาหลีใต้อย่างไม่คาดคิดเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีนิยมในการควบคุมคาบสมุทรเกาหลี สงครามเกาหลีที่มีการต่อสู้ระหว่างปี 1950-1953 ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้าน ทั้งเกาหลีเหนือและใต้ได้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างถาวร

แม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘สงครามที่ถูกลืม’ ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจทั้งในช่วงระหว่างและหลังจากความขัดแย้งครั้งนี้ ประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีก็ยังมีผลลึกซึ้ง ไม่เพียงแค่การสร้างรูปแบบการเมืองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งยังไม่สิ้นสุดในทางเทคนิค แต่สงครามครั้งนี้เป็นแบบอย่างให้กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามโดยไม่ได้ผ่านการยินยอมจากสภาคองเกรส

สงครามเกาหลี, เชลยสงคราม
สารวัตรทหารเกาหลีใต้เดินคุมเชลยสงครามเกาหลีเหนือไปยังคุกทหารในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1950 ชะตากรรมของเชลยสงครามเป็นจุดสำคัญในการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลี ภาพถ่ายโดย AP

สงครามมีจุดเริ่มต้นมาจากการยึดครองเกาหลีของญี่ปุ่นในช่วงระหว่างปี 1910-1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รื้อถอนจักรวรรดิญี่ปุ่นจากเกาหลี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยทั้งสองประเทศที่เคยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรร่วมกันมาทั้งคู่ต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ในปี 1948 เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของทั้งสองขั้ว จึงได้มีการขีดเส้นชายแดนแบ่งเกาหลีโดยใช้เส้นขนานที่ 38 เส้นละติจูดที่พาดผ่านคาบสมุทรแห่งนี้ โดยเกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมที่นำโดย คิม อิล-ซุง ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเกาหลีใต้เป็นรัฐทุนนิยมซึ่งนำโดยนายรี ซึง-มัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

แม้จะมีความหวังว่าทั้ง 2 ประเทศจะสามารถเป็นตัวแปรของดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่ก็เป็นที่ชัดเจนอย่างรวดเร็วว่าทั้งสองประเทศต่างก็ไม่ยอมรับอีกฝ่ายว่าเป็นรัฐที่สมบูรณ์ หลังจากมีความขัดแย้งกันในเรื่องเขตแดนมาได้ระยะหนึ่ง เกาหลีเหนือได้บุกข้ามเส้นดินแดนมายังเกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายน ปี 1950 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสงครามตัวแทนของสองชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ (โซเวียตและสหรัฐฯ) และถือเป็นความโกลาหลครั้งแรกในช่วงสงครามเย็น

สงครามเกาหลี, ทหารสหรัฐ
ทหารสหรัฐจจุดไฟบุหรี่ท่ามกลางซากปรักหักพังในกรุงโซล เกาหลีใต้ ในเดือนกันยายน 1950 สงครามเกาหลีถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้สั่งให้มีการส่งกำลังทหารไปในความขัดแย้งระดับนานาชาติโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ภาพถ่ายโดย MAX DESFOR, AP

สหรัฐอเมริกาได้กดดันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ องค์กรที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ให้อนุมัติการใช้กองกำลังเพื่อช่วยเหลือเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ได้สั่งให้มีการส่งกำลังทหารไปโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ซึ่งถือเป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจประกาศสงครามได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งระดับนานาชาติโดยไม่มีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ

“เราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม” ประธานาธิบดีทรูแมนได้กล่าวกับสื่อมวลชนในวันที่ 22 มิถุนายน ปี 1950 และเสริมว่า “[เกาหลีใต้] ถูกโจมตีจากเหล่าผู้ร้าย ซึ่งก็คือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีหนือ” แม้จะมีข้อกังขาว่าทรูแมนได้ล้ำเส้นอำนาจประธานาธิบดีในการประกาศสงคราม แต่สหรัฐฯ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งที่ได้รับการบันทึกว่าเป็น “บทบาทของตำรวจ (โลก)”

สหรัฐอเมริกาเชื่อว่าสงครามจะจบด้วยชัยชนะอันรวดเร็ว แต่ก็ได้มีการพิสูจน์ในภายหลังว่าเป็นความคิดที่ผิด ในช่วงแรกของความขัดแย้ง กองกำลังสหประชาชาติได้ตีต้อนกองทัพเกาหลีเหนือไปจนถึงเขตชายแดนของประเทศจีน ซึ่งเป็นชาติคอมมิวนิสต์ และจีนโต้ตอบโดยการใช้กำลังทหารมากกว่าสามล้านคน นอกจากนี้ สหภาพโซเวียตได้มีการสนับสนุนและฝึกกองกำลังของทั้งจีนและเกาหลีเหนือ และได้มีการส่งนักบินเพื่อทำภารกิจต่อต้านกองกำลังสหประชาชาติ

ประท้วง, เดินขบวน
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 1953 ผู้ชาย ผู้หญิง เด็กชาย และทหาร ต่างถือป้ายในการเดินขบวนที่กรุงโซลเพื่อต้านการเจรจาสันติภาพเกาหลี ภาพถ่ายโดย AP

ในฤดูร้อน ปี 1951 กองกำลังทั้งสองประเทศได้มีการคุมเชิงบริเวณโดยรอบเส้นขนานที่ 38 ตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น การเจรจาจึงเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม แต่การเจรจาของทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ราบรื่น ซึ่งมีชะตากรรมของนักโทษสงครามมาเกี่ยวข้อง แม้เชลยสงครามที่ถูกจับโดยทหารอเมริกันจำนวนมากบางส่วนไม่อยากกลับไปประเทศบ้านเกิด แต่ทั้งเกาหลีเหนือและจีนต่างยืนยันในกระบวนการสงเชลยสงครามกลับประเทศเนื่องจากเงื่อนไขสันติภาพ (condition of peace) ในช่วงการแลกเปลี่ยนเชลยสงครามก่อนข้อตกลงหยุดยิงในปี 1953 เชลยสงครามจากชาติคอมมิวนิสต์กว่า 75,000 ราย ได้กลับไปยังถิ่นฐานเดิม แต่เชลยสงครามมากกว่า 22,000 คนได้แปรพักตร์หรือหาที่ลี้ภัย

วันที่ 27 กรกฎาคม 1953 เกาหลีเหนือ จีน และ สหรัฐอเมริกาได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้คัดค้านการแบ่งเกาหลีและไม่ได้เห็นด้วยกับข้อตกลงสงบศึกนี้ ดังนั้น แม้การต่อสู้จะสิ้นสุด แต่ในเทคนิค สงครามของสองเกาหลียังไม่ยุติ

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีผู้เสียชีวิตในสงครามเกาหลีเป็นจำนวนเท่าใด แต่ทหารอเมริกันกว่า 40,000 นาย และทหารเกาหลีใต้กว่า 46,000 นาย เสียชีวิต ตัวเลขผู้สูญเสียในฝั่งเหนือนั้นมีมากกว่า ซึ่งมีการประมาณว่าทหารเกาหลีเหนือว่า 215,000 นาย และทหารจีนกว่า 400,000 นายเสียชีวิต ทว่า กว่าร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตนั้นเป็นพลเรือน คาดการณ์ว่ามีพลเรือนเสียชีวิตในสงครามกว่า 4 ล้านคน และเกาหลีเหนือถูกทำลายยับเยินจากทั้งระเบิดและอาวุธเคมี

สงครามเกาหลี, เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้, พบญาติ
เดือนสิงหาคม ปี 2000 หญิงเกาหลีใต้สัมผัสใบหน้าลูกชายที่เป็นคนเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากต้องพลัดพรากกันระหว่างสงคราม แม้จะยังมีความขัดแย้งปรากฎอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี แต่หลายคนก็ยังมีความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถรวมชาติกันได้ ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION

ยังมีทหารอีกจำนวนมากที่สูญหายหลังสิ้นสุดสงคราม และมีทหารเกาหลีใต้กว่า 80,000 นายถูกจับในเกาหลีเหนือเมื่อสงครามสิ้นสุด แม้เกาหลีเหนือจะปฏิเสธว่ามีการครอบครองเชลย แต่ผู้แปรพักตร์และเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้รายงานว่านักโทษสงครามเหล่านี้ถูกส่งไปบังคับใช้แรงงาน และสถานที่ของเชลยสงครามที่เหลือโดยส่วนใหญ่นั้นไม่ปรากฏ อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน ปี 2020 สหรัฐอเมริกาได้ระบุตัวเชลยสงครามเกาหลีใต้ 147 คน และเกาหลีเหนือได้มีการส่งกลับเมื่อปี 2018 ในขณะเดียวกัน ทหารสหรัฐกว่า 7,500 นาย ยังคงหายสาบสูญ

70 ปีต่อมา หลังจากการเริ่มต้นของสงคราม ทั้งสองเกาหลียังคงถูกแบ่งแยกต่อไป ความหวังในการรวมชาติได้ปรากฏขึ้นมาชั่วครู่ในปี 2000 เมื่อทั้งสองชาติได้ประกาศปฏิญญาร่วมว่าทั้งสองประเทศจะ ‘ร่วมกัน’ ทำการรวมชาติ และในปี 2018 ที่ได้มีการประชุมสุดยอดซึ่งมีภาพผู้นำทั้งสองประเทศสวมกอดและจับมือกัน แต่ความหวังดังกล่าวได้จางหายไปอย่างช้าๆ โดยในเดือนมิถุนายนปีนี้ เกาหลีเหนือได้ระเบิดสำนักงานร่วมที่ทำหน้าที่เป็นสถานทูตของทั้งสองประเทศ

แม้ความทรงจำในสงครามเกาหลีจะเริ่มจางหายไปในหมู่คนอเมริกัน และถูกบดบังด้วยสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเวียดนาม แบบอย่างการกระทำของประธานาธิบดีทรูแมนที่มีต่อสงครามเกาหลี ได้กลายเป็นการให้เหตุผลสำหรับการแทรกแทรงทางการทหารในเวียดนาม อีรัก และอัฟกานิสถาน และภารกิจกองกำลังสหประชาชาติในบอสเนียและเฮติ แนวทางการตัดสินใจเช่นนี้ได้กลายเป็นที่ถกเถียงในประวัติศาสตร์สงครามที่ไม่ได้มีการประกาศ ไม่ถูกคลี่คลาย และไม่เป็นที่จดจำของคนส่วนใหญ่ และยังคงดำเนินต่อไป เช่นสงครามครั้งนี้

เรื่อง ERIN BLAKEMORE


อ่านเพิ่มเติม หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง

เกาหลีเหนือ
คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีใต้จับมือกับประธานาธิบดีมุน แจอิน เดินข้ามเส้นแบ่งเขตทางการทหารที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปันมุมจอม พรมแดนกึ่งกลางระหว่างสองเกาหลี
ภาพถ่ายโดย บีบีซีไทย และ Getty Images

เรื่องแนะนำ

ย้อนรอยความขัดแย้งบนดินแดน แคชเมียร์

ความขัดแย้งระหว่างปากีสถานและอินเดีย บนดินแดน แคชเมียร์ มีมาอย่างอย่างนาน แคว้นชัมมูและ แคชเมียร์ นั้น เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวซิกข์ในช่วงต้นคริสศตวรรษที่สิบเก้า หลังจากที่อังกฤษรุกรานซิกข์และได้รับชัยชนะในปี 1846 แทนที่อังกฤษจะปกครองดินแดนด้วยตนเอง กลับให้อำนาจการปกครองกับชาวฮินดูในฐานะ “มหาราชา” ในยุคจักรวรรดิอังกฤษ แคว้นชัมมูและแคชเมียร์เป็นหนึ่งใน 560 รัฐที่ได้รับอนุญาตให้ปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ ในการประกาศเอกราช ผู้ปกครองแคว้นต่างๆ เหล่านี้ ได้รับสิทธิเลือกที่จะอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ระหว่าง อินเดียและปากีสถาน โดยต้องคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศและศาสนาของประชากรที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น มหาราชา ฮาริ สิงห์ โดกรา (Hari Singh Dogra) ผู้ครองแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ขณะนั้นไม่สามารถตัดสินใจได้ เนื่องจากตัวพระองค์นับถือศาสนาฮินดู ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นมหาราชาจึงไม่ตัดสินใจที่จะรวมเข้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กลับลงนามในข้อตกลงสงบศึกชั่วครา กับปากีสถาน เพื่อที่ประชาชนในแคว้นยังสามารถทำการค้า การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อสื่อสารกับประชาชนของปากีสถานได้ ขณะที่แคว้นชัมมูและแคชเมียร์ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงใดๆ กับประเทศอินเดีย ในเดือนตุลาคม ปี 1947 ชนเผ่าปัชตุน (Pashtun) จากชายแดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานเข้ารุกรานแคว้นแคชเมียร์ นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในแคว้น เพื่อต่อต้านกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปากีสถานในความพยายามจะรวมเข้ากับปากีสถาน จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้มหาราชา ฮาริ […]

กู้มรดกแดนน้ำแข็ง

เรื่อง เอ. อาร์. วิลเลียมส์ ภาพถ่าย เอริกา ลาร์เซน แหล่งโบราณคดีนูนัลเลก (Nunalleq) บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอะแลสกาเก็บรักษาช่วงเวลาแห่งหายนะ โดยแช่แข็งเอาไว้ในกาลเวลา ผืนดินโคลนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกลื่อนกล่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ประจำวันซึ่งชนพื้นเมืองเผ่ายูปิก (Yupik) เคยใช้ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม ขณะเกิดการบุกโจมตีอย่างดุเดือดเมื่อเกือบสี่ศตวรรษมาแล้ว รอบอาณาบริเวณของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยดินและหญ้าหรือบ้านดิน (sod house) ขนาดใหญ่ ปรากฏร่องรอยของไฟที่จุดรมผู้อยู่อาศัยราว 50 คนให้ออกมา คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ตกปลา หรือเก็บพืชผลดูเหมือนไม่มีใครรอดชีวิต โครงกระดูกของผู้หญิง เด็ก และคนชราพบอยู่รวมกัน ทุกคนคว่ำหน้าอยู่ในโคลน บ่งบอกว่าคงถูก จับและสังหาร โศกนาฏกรรมจากอดีตอันไกลโพ้นกลายเป็นคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นที่มักเกิดกับแวดวงโบราณคดี ที่นูนัลเลก นักโบราณคดีขุดพบศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้นในสภาพที่ไม่บุบสลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ในการกินไปจนถึงข้าวของชิ้นพิเศษอย่างหน้ากากไม้ที่ใช้ในพิธีกรรม เข็มสักทำจากงาช้าง และเข็มขัดที่ร้อยจากฟันของกวางคาริบู สิ่งของเหล่านี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีจนน่าแปลกใจ จากการถูกแช่แข็งอยู่ในพื้นดินมาตั้งแต่ราวปี 1660 เศษตะกร้าและเสื่อยังคงรักษาลวดลายสานอันละเอียดลออไว้ได้ และเมื่อแหวกมัดหญ้าเปื้อนโคลนออก คุณจะเห็นใบหญ้าเรียวสีเขียวสดถูกเก็บรักษาไว้ข้างใน “หญ้าพวกนี้ตัดมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ยังมีชีวิตเชียวนะครับ” ริก คเนกต์ หัวหน้านักโบราณคดี พูดอย่างตื่นเต้น คเนกต์ทำงานประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ เขามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายล้างที่นูนัลเลกกับนิทานเก่าแก่ซึ่งชาวยูปิกในปัจจุบันยังจำกันได้ มุขปาฐะเป็นขนบที่เก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า […]

สยามยามเผชิญโรคระบาด

ตลอดประวัติศาสตร์ สยามต้องรับมือกับ โรคระบาด ทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นกาฬโรคไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค หรือไข้หวัดใหญ่ มาดูกันว่าคนรุ่นก่อนๆ ทำอย่างไรบ้าง ทั้งระดับบ้านและเมือง โรคระบาด และการระบาดในระดับโลกไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มนุษยชาติเคยผ่านวิกฤติทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทางติดต่อค้าขายที่เชื่อมต่อผู้คนและระบบเศรษฐกิจทั้งโลกเข้าหากัน แต่พร้อมกันนั้น จากตัวอย่างในประเทศไทยหรืออาณาจักรสยาม เส้นทางการเดินเรือยังได้นำพาเอามิชชันนารีและการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาช่วยให้เรารับมือกับ โรคระบาด ต่างๆ ด้วย ประสบการณ์อันหลากหลายจากกรณีโควิด-19 ตั้งแต่การเตรียมรับมือล่วงหน้าหลังมีข่าวการระบาดในต่างประเทศ การกักกันโรคจากคนเดินทาง การออกประกาศให้ความรู้ นวัตกรรมการรักษา การตั้งโรงพยาบาลเฉพาะกิจ การตรากฎหมายเพื่อควบคุมโรค ไปจนถึงวิถีชีวิตใหม่ (new normal) หรือการสร้าง “ความเคยชินใหม่” ให้เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอย่างหนึ่งมาตั้งแต่โบราณ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีบันทึกเรื่องการระบาดของไข้ทรพิษบ่อยครั้งตั้งแต่ระดับชาวบ้านจนถึงในรั้วในวังจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โรคนี้ก็ยังแพร่ระบาดเป็นประจำและไม่มีหนทางรักษา จนถูกหยิบยกมาตั้งคำถามคาดคั้นเอาจากมิชชันนารีอเมริกันที่เพิ่งเดินทางเข้ามาถึง ใน พ.ศ. 2378 แดน บีช แบรดลีย์ มิชชันนารี หรือ “หมอสอนศาสนา” ผู้เผยแผ่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ชาวอเมริกัน วัย 31 ปี เดินทางเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร ราชธานีของอาณาจักรสยาม […]

พบมัมมีนกแก้วมาคอว์อายุ 2,000 ปี ในเม็กซิโก

พบมัมมีนกแก้วมาคอว์อายุ 2,000 ปี ในเม็กซิโก ปี 2016 ขณะที่เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์รายหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ห่างจากชายแดนรัฐเท็กซัสไปทางตอนใต้อีก 300 ไมล์ กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่ของเขา บรรดาคนงานและรถตักดินจำนวนมากถูกว่าจ้างเข้ามาช่วยในโครงการโดยที่ไม่รู้เลยว่าการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญกำลังรออยู่ ในขณะที่คนงานกำลังตักดินบริเวณถ้ำ Avendaños ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐชิวาวา ในเม็กซิโก พวกเข%E