เหตุใด สงครามเกาหลี จึงยังไม่จบสิ้น - National Geographic Thailand

เหตุใด สงครามเกาหลี จึงยังไม่จบสิ้น

ทหารราบเกาหลีใต้รายหนึ่งกับการเดินทัพในแนวหน้าของ สงครามเกาหลี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1950 ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงต้นหน้าร้อนนั้นเมื่อเกาหลีเหนือบุกมาที่เกาหลีใต้ การต่อสู้กินเวลานานกว่า 3 ปี และไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด ภาพถ่ายโดย AP


เมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว ได้เกิดความขัดแย้งว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี จนเกิดเป็น สงครามเกาหลี ความตึงเครียดยังคงเกิดขึ้น และได้เปลี่ยนมุมมองความสำคัญที่มีต่อสงคราม

ในวันที่ 25 มิถุนายน 1950 การที่เกาหลีเหนือบุกโจมตีเกาหลีใต้อย่างไม่คาดคิดเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีนิยมในการควบคุมคาบสมุทรเกาหลี สงครามเกาหลีที่มีการต่อสู้ระหว่างปี 1950-1953 ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้าน ทั้งเกาหลีเหนือและใต้ได้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างถาวร

แม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘สงครามที่ถูกลืม’ ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจทั้งในช่วงระหว่างและหลังจากความขัดแย้งครั้งนี้ ประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีก็ยังมีผลลึกซึ้ง ไม่เพียงแค่การสร้างรูปแบบการเมืองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งยังไม่สิ้นสุดในทางเทคนิค แต่สงครามครั้งนี้เป็นแบบอย่างให้กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามโดยไม่ได้ผ่านการยินยอมจากสภาคองเกรส

สงครามเกาหลี, เชลยสงคราม
สารวัตรทหารเกาหลีใต้เดินคุมเชลยสงครามเกาหลีเหนือไปยังคุกทหารในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1950 ชะตากรรมของเชลยสงครามเป็นจุดสำคัญในการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลี ภาพถ่ายโดย AP

สงครามมีจุดเริ่มต้นมาจากการยึดครองเกาหลีของญี่ปุ่นในช่วงระหว่างปี 1910-1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รื้อถอนจักรวรรดิญี่ปุ่นจากเกาหลี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยทั้งสองประเทศที่เคยเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรร่วมกันมาทั้งคู่ต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ในปี 1948 เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของทั้งสองขั้ว จึงได้มีการขีดเส้นชายแดนแบ่งเกาหลีโดยใช้เส้นขนานที่ 38 เส้นละติจูดที่พาดผ่านคาบสมุทรแห่งนี้ โดยเกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมที่นำโดย คิม อิล-ซุง ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเกาหลีใต้เป็นรัฐทุนนิยมซึ่งนำโดยนายรี ซึง-มัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

แม้จะมีความหวังว่าทั้ง 2 ประเทศจะสามารถเป็นตัวแปรของดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่ก็เป็นที่ชัดเจนอย่างรวดเร็วว่าทั้งสองประเทศต่างก็ไม่ยอมรับอีกฝ่ายว่าเป็นรัฐที่สมบูรณ์ หลังจากมีความขัดแย้งกันในเรื่องเขตแดนมาได้ระยะหนึ่ง เกาหลีเหนือได้บุกข้ามเส้นดินแดนมายังเกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายน ปี 1950 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสงครามตัวแทนของสองชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ (โซเวียตและสหรัฐฯ) และถือเป็นความโกลาหลครั้งแรกในช่วงสงครามเย็น

สงครามเกาหลี, ทหารสหรัฐ
ทหารสหรัฐจจุดไฟบุหรี่ท่ามกลางซากปรักหักพังในกรุงโซล เกาหลีใต้ ในเดือนกันยายน 1950 สงครามเกาหลีถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้สั่งให้มีการส่งกำลังทหารไปในความขัดแย้งระดับนานาชาติโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ภาพถ่ายโดย MAX DESFOR, AP

สหรัฐอเมริกาได้กดดันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ องค์กรที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ให้อนุมัติการใช้กองกำลังเพื่อช่วยเหลือเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ได้สั่งให้มีการส่งกำลังทหารไปโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ซึ่งถือเป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจประกาศสงครามได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งระดับนานาชาติโดยไม่มีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ

“เราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม” ประธานาธิบดีทรูแมนได้กล่าวกับสื่อมวลชนในวันที่ 22 มิถุนายน ปี 1950 และเสริมว่า “[เกาหลีใต้] ถูกโจมตีจากเหล่าผู้ร้าย ซึ่งก็คือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีหนือ” แม้จะมีข้อกังขาว่าทรูแมนได้ล้ำเส้นอำนาจประธานาธิบดีในการประกาศสงคราม แต่สหรัฐฯ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งที่ได้รับการบันทึกว่าเป็น “บทบาทของตำรวจ (โลก)”

สหรัฐอเมริกาเชื่อว่าสงครามจะจบด้วยชัยชนะอันรวดเร็ว แต่ก็ได้มีการพิสูจน์ในภายหลังว่าเป็นความคิดที่ผิด ในช่วงแรกของความขัดแย้ง กองกำลังสหประชาชาติได้ตีต้อนกองทัพเกาหลีเหนือไปจนถึงเขตชายแดนของประเทศจีน ซึ่งเป็นชาติคอมมิวนิสต์ และจีนโต้ตอบโดยการใช้กำลังทหารมากกว่าสามล้านคน นอกจากนี้ สหภาพโซเวียตได้มีการสนับสนุนและฝึกกองกำลังของทั้งจีนและเกาหลีเหนือ และได้มีการส่งนักบินเพื่อทำภารกิจต่อต้านกองกำลังสหประชาชาติ

ประท้วง, เดินขบวน
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 1953 ผู้ชาย ผู้หญิง เด็กชาย และทหาร ต่างถือป้ายในการเดินขบวนที่กรุงโซลเพื่อต้านการเจรจาสันติภาพเกาหลี ภาพถ่ายโดย AP

ในฤดูร้อน ปี 1951 กองกำลังทั้งสองประเทศได้มีการคุมเชิงบริเวณโดยรอบเส้นขนานที่ 38 ตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น การเจรจาจึงเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม แต่การเจรจาของทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ราบรื่น ซึ่งมีชะตากรรมของนักโทษสงครามมาเกี่ยวข้อง แม้เชลยสงครามที่ถูกจับโดยทหารอเมริกันจำนวนมากบางส่วนไม่อยากกลับไปประเทศบ้านเกิด แต่ทั้งเกาหลีเหนือและจีนต่างยืนยันในกระบวนการสงเชลยสงครามกลับประเทศเนื่องจากเงื่อนไขสันติภาพ (condition of peace) ในช่วงการแลกเปลี่ยนเชลยสงครามก่อนข้อตกลงหยุดยิงในปี 1953 เชลยสงครามจากชาติคอมมิวนิสต์กว่า 75,000 ราย ได้กลับไปยังถิ่นฐานเดิม แต่เชลยสงครามมากกว่า 22,000 คนได้แปรพักตร์หรือหาที่ลี้ภัย

วันที่ 27 กรกฎาคม 1953 เกาหลีเหนือ จีน และ สหรัฐอเมริกาได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้คัดค้านการแบ่งเกาหลีและไม่ได้เห็นด้วยกับข้อตกลงสงบศึกนี้ ดังนั้น แม้การต่อสู้จะสิ้นสุด แต่ในเทคนิค สงครามของสองเกาหลียังไม่ยุติ

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีผู้เสียชีวิตในสงครามเกาหลีเป็นจำนวนเท่าใด แต่ทหารอเมริกันกว่า 40,000 นาย และทหารเกาหลีใต้กว่า 46,000 นาย เสียชีวิต ตัวเลขผู้สูญเสียในฝั่งเหนือนั้นมีมากกว่า ซึ่งมีการประมาณว่าทหารเกาหลีเหนือว่า 215,000 นาย และทหารจีนกว่า 400,000 นายเสียชีวิต ทว่า กว่าร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตนั้นเป็นพลเรือน คาดการณ์ว่ามีพลเรือนเสียชีวิตในสงครามกว่า 4 ล้านคน และเกาหลีเหนือถูกทำลายยับเยินจากทั้งระเบิดและอาวุธเคมี

สงครามเกาหลี, เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้, พบญาติ
เดือนสิงหาคม ปี 2000 หญิงเกาหลีใต้สัมผัสใบหน้าลูกชายที่เป็นคนเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากต้องพลัดพรากกันระหว่างสงคราม แม้จะยังมีความขัดแย้งปรากฎอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี แต่หลายคนก็ยังมีความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถรวมชาติกันได้ ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION

ยังมีทหารอีกจำนวนมากที่สูญหายหลังสิ้นสุดสงคราม และมีทหารเกาหลีใต้กว่า 80,000 นายถูกจับในเกาหลีเหนือเมื่อสงครามสิ้นสุด แม้เกาหลีเหนือจะปฏิเสธว่ามีการครอบครองเชลย แต่ผู้แปรพักตร์และเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้รายงานว่านักโทษสงครามเหล่านี้ถูกส่งไปบังคับใช้แรงงาน และสถานที่ของเชลยสงครามที่เหลือโดยส่วนใหญ่นั้นไม่ปรากฏ อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน ปี 2020 สหรัฐอเมริกาได้ระบุตัวเชลยสงครามเกาหลีใต้ 147 คน และเกาหลีเหนือได้มีการส่งกลับเมื่อปี 2018 ในขณะเดียวกัน ทหารสหรัฐกว่า 7,500 นาย ยังคงหายสาบสูญ

70 ปีต่อมา หลังจากการเริ่มต้นของสงคราม ทั้งสองเกาหลียังคงถูกแบ่งแยกต่อไป ความหวังในการรวมชาติได้ปรากฏขึ้นมาชั่วครู่ในปี 2000 เมื่อทั้งสองชาติได้ประกาศปฏิญญาร่วมว่าทั้งสองประเทศจะ ‘ร่วมกัน’ ทำการรวมชาติ และในปี 2018 ที่ได้มีการประชุมสุดยอดซึ่งมีภาพผู้นำทั้งสองประเทศสวมกอดและจับมือกัน แต่ความหวังดังกล่าวได้จางหายไปอย่างช้าๆ โดยในเดือนมิถุนายนปีนี้ เกาหลีเหนือได้ระเบิดสำนักงานร่วมที่ทำหน้าที่เป็นสถานทูตของทั้งสองประเทศ

แม้ความทรงจำในสงครามเกาหลีจะเริ่มจางหายไปในหมู่คนอเมริกัน และถูกบดบังด้วยสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเวียดนาม แบบอย่างการกระทำของประธานาธิบดีทรูแมนที่มีต่อสงครามเกาหลี ได้กลายเป็นการให้เหตุผลสำหรับการแทรกแทรงทางการทหารในเวียดนาม อีรัก และอัฟกานิสถาน และภารกิจกองกำลังสหประชาชาติในบอสเนียและเฮติ แนวทางการตัดสินใจเช่นนี้ได้กลายเป็นที่ถกเถียงในประวัติศาสตร์สงครามที่ไม่ได้มีการประกาศ ไม่ถูกคลี่คลาย และไม่เป็นที่จดจำของคนส่วนใหญ่ และยังคงดำเนินต่อไป เช่นสงครามครั้งนี้

เรื่อง ERIN BLAKEMORE


อ่านเพิ่มเติม หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง

เกาหลีเหนือ
คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีใต้จับมือกับประธานาธิบดีมุน แจอิน เดินข้ามเส้นแบ่งเขตทางการทหารที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปันมุมจอม พรมแดนกึ่งกลางระหว่างสองเกาหลี
ภาพถ่ายโดย บีบีซีไทย และ Getty Images

เรื่องแนะนำ

รำลึกเหตุการณ์ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

ย้อนรำลึกถึงอดีตสัญลักษณ์ของมหานครนิวยอร์ก "อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์" ก่อนถึงกาลอวสานจากก่อการร้ายเมื่อ 17 ปีก่อน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์คือศูนย์กลางการเงิน, ห้างสรรพสินค้า, สำนักงาน ตลอดจนจุดชมวิวและแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เงาความยิ่งใหญ่ของเวิลด์เทรดทอดยาวทับเมือง ในขณะที่ความสูงก็สูงเสียจนมองจากมุมไหนของนิวยอร์กก็ยังคงเห็นเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในสายตา

ตำนาน คำสาปฟาโรห์ มีอยู่จริงหรือไม่

ตำนานเล่าขานที่มีมานับร้อยปีและสื่อบันเทิงร่วมสมัยได้เน้นภาพของความเชื่อของ คำสาปฟาโรห์ ที่ว่า การเปิดโลงศพมัมมี่อาจนำมาซึ่งความตาย ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับมัมมี่มักมีสิ่งที่เป็นที่รู้จักอยู่ 2 อย่าง: ความร่ำรวยฟู่ฟ่า และ คำสาปฟาโรห์ อันน่าสะพรึง ที่ทำให้นักล่าสมบัติต้องพบกับจุดจบอันเลวร้าย ทว่าในความเป็นจริง ฮอลลีวูดไม่ได้เป็นผู้สร้างแนวคิดเรื่องคำสาปนี้แต่เริ่มต้น ความเชื่อเรื่อง “คำสาปมัมมี่” เริ่มเป็นที่พูดถึงกันไปทั่วโลก หลังจากการค้นพบสุสานตุตันคามุน ฟาโรห์ในราชวงค์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณ ในปี 1922 ที่หุบเขากษัตริย์ (Valley of the King) นครลักซอร์ ประเทศอียิปต์ เมื่อ เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ได้เปิดหลุมสุสานเพื่อสอดสายตาเข้าไปยังโลงพระศพซึ่งถือเป็นสมบัติที่ถูกซุกซ่อนมานานกว่า 3,000 ปี เขาก็ได้เป็นผู้ปลดปล่อยความกระหายใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องราวของอียิปต์โบราณ สมบัติที่อยู่ภายในสุสานของตุตันคามุนก่อให้เกิดข่าวใหญ่มากมาย โดยเฉพาะการเปิดห้องพระศพที่ตามมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1923 และเรื่องราวการเสียชีวิตอันน่าตื่นตะลึงของ ลอร์ดคาร์นาวอน ผู้อุปถัมภ์การขุดค้น หลังจากเหตุการณ์นั้น ในความเป็นจริง ลอร์ดคาร์นาวอนเสียชีวิตจากอาการโลหิตเป็นพิษ และมีคนที่อยู่ในเหตุการณ์เปิดโลงศพเพียง 6 คนจาก 26 คนที่เสียชีวิตไปในช่วง 10 ปีหลังจากนั้น […]

ลายเส้นขยุกขยิกอายุ 73,000 ปี คือ งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด?

ลายเส้นขยุกขยิกอายุ 73,000 ปี งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด ? เมื่อ 73,000 ปีก่อน มนุษย์โบราณคนหนึ่งที่อาศัยในแอฟริกาใต้ปัจจุบัน หยิบเอาดินเหลืองขึ้นมาขีดเครื่องหมายลงบนเศษหิน ข้ามเวลามาปัจจุบันหินชิ้นดังกล่าวถูกค้นพบโดยทีมนักโบราณคดีนานาชาติ ที่เชื่อกันว่านี่คือผลงาน งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด เท่าที่เคยค้นพบมา จากรายงานที่เผยแพร่ลงในวารสาร Nature ก่อนหน้านี้ศิลปะบนก้อนหินที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมามีอายุ 30,000 ปี จากอินโดนีเซียและสเปน งานวิจัยใหม่นี้นับเป็นการค้นพบพฤติกรรมสมัยใหม่ของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ในแอฟริกา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดก่อนจะพัฒนาไปสู่พฤติกรรมสมัยใหม่อื่นๆ ตามมา ทว่าหินชิ้นนี้ถูกค้นพบได้อย่างไร และถือได้ว่ามันเป็นศิลปะจริงไหม? การค้นพบ ทีมนักโบราณคดีค้นพบสะเก็ดหินเนื้อซิลิกาความยาว 1 นิ้วครึ่ง ที่ผิวปรากฏร่องรอยการขูดขีดกากบาทด้วยดินเหลือง ดินที่อุดมไปด้วยออกไซด์ของเหล็กและอลูมิเนียมจนมีสีเหลืองแดง สะเก็ดหินชิ้นดังกล่าวถูกพบรวมอยู่กับกองเครื่องมือหินจากถ้ำบลอมบอสที่ตั้งห่างออกไปจากกรุงเคปทาวน์ เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ราว 300 กิโลเมตร ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำแห่งนี้หันหน้าออกไปสู่มหาสมุทรอินเดีย ฉะนั้นมันจึงเป็นสถานที่พักทำเลดีให้แก่กลุ่มมนุษย์โบราณที่ต้องการพักผ่อนระยะสั้นๆ ระหว่างล่าสัตว์ ต่อมาราว 70,000 ปี ถ้ำถูกปิดไม่ให้เข้ารุกรานจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น จากนั้นสถานที่แห่งนี้ก็เปิดปิดซ้ำไปมาตลอดหลายปี อันเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล และนั่นทำให้ทีมนักโบราณคดีเป็นปลื้มอย่างมากที่หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ยังไม่สูญหายไปกับคลื่น “สิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ในนั้นสมบูรณ์แบบมาก” Christopher Henshilwood หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ผู้เป็นหัวหน้าศูนย์ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ในยุคแรกเริ่ม จากมหาวิทยาลัย […]

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของ เจ้าหญิงไดอานา The People’s Princess หรือ “เจ้าหญิงของปวงชน” คือฉายาที่พระองค์ทรงได้รับ ทว่าตลอดพระชนม์ชีพที่สั้นเพียง 36 ปี เจ้าหญิงไดอานาหาได้ทรงมีชีวิตชวนฝันแบบเจ้าหญิงในเทพนิยาย พระองค์ทรงผ่านประสบการณ์เลวร้ายมากมาย ทรงทำผิดพลาดหลายอย่างเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป ทว่าท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระองค์  โลกจะจดจำเจ้าหญิงไดอานาในฐานะพระมารดาผู้อุทิศตนให้รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษถึงสองพระองค์  และเจ้าหญิงผู้ทรงงานการกุศลเพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เช่น เด็กกำพร้า เหยื่อกับระเบิดในโลกที่สาม และผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขอร่วมรำลึกวาระครบ 20 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1997 ด้วยภาพยนตร์สารคดี Diana: In Her Own Words ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ณ พระราชวังเคนซิงตัน ในกรุงลอนดอน เจ้าหญิงไดอานา ทรงบันทึกเทปสัมภาษณ์ลับชุดหนึ่ง พระองค์ตรัสถึงหลายเรื่องที่ทำให้เราเห็นภาพชีวิตที่หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของพระองค์ เช่น เมื่อผู้สัมภาษณ์กราบทูลให้ทรงเล่าถึงชีวิตวัยเด็ก พระองค์ทรงตอบว่า “เป็นชีวิตวัยเด็กที่ไม่มีความสุข ข้าพเจ้าจำตอนที่พ่อตบหน้าแม่ ข้าพเจ้าซ่อนอยู่หลังประตู แม่ร้องไห้” การสัมภาษณ์ทำโดยพระสหายสนิทคนหนึ่งในนามของผู้สื่อข่าว […]