๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์

รอบนักษัตรที่ ๑ (พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๘๒)

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระนาม ”ภูมิพลอดุลเดช” ทางโทรเลข โดยทรงกำกับตัวสะกดเป็นอักษรโรมันว่า BhumibalaAduladeja สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเข้าพระทัยในตอนแรกว่า พระนามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานคือ ภูมิบาล การเขียนอักษรเช่นนี้เป็นไปตามกฎเกณฑ์การเทียบอักษรโรมันกับอักษรไทยของคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีสันสกฤต (ตามพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอักษรพระนามพระองค์เองว่า ”ภูมิพลอดุลเดช” และ “ภูมิพลอดุลยเดช” สลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้แบบมีตัว ”ย” สะกดตามปัจจุบัน

คำว่าภูมิพลมีความหมายว่าพลังแห่งแผ่นดิน

คำว่าอดุลยเดชมีความหมายว่าผู้มีอำนาจที่ไม่มีผู้ใดอาจเทียบได้

ขณะทรงพระเยาว์ สมเด็จพระบรมราชชนนีโปรดให้อาจารย์ที่โรงเรียนเพาะช่าง (ชื่อในสมัยนั้น) ประดิษฐ์ตัวต่อ (จิ๊กซอว์) เป็นภาพแผนที่ประเทศไทยถวาย เพื่อทรงเล่นเป็นการฝึกทักษะและเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทย นับเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ส่งเสริมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ ในเวลาต่อมา เช่น ขณะเจริญพระชนมายุเพียง ๑๐ พรรษา ทรงประดิษฐ์เครื่องรับวิทยุและทรงซ่อมจักรเย็บผ้าให้พระพี่เลี้ยง จนถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรมอย่างกังหันน้ำชัยพัฒนา ในปัจจุบันภาพแผนที่ประเทศไทยที่ประทับอยู่ในความทรงจำ ทำให้พระองค์ทรงนึกถึงประเทศและอาณาประชาราษฎร์ ดังตลอดเวลาหลายสิบปีที่ได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จนเป็นที่กล่าวกันว่าไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง

ขณะประทับอยู่ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส เมื่อทรงจบระดับมัธยมศึกษา ทรงได้รับประกาศนียบัตรด้านอักษรศาสตร์ ส่วนในมหาวิทยาลัยเบื้องแรกทรงศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ทว่าหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงเปลี่ยนมาเป็นสาขาวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยและพระประมุขของปวงชนชาวไทย

 

อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

เรื่องแนะนำ

ศตวรรษแห่งความบอบช้ำของเด็ก ชาวอเมริกันพื้นเมือง ในโรงเรียนประจำสหรัฐฯ

โรงเรียนที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางใช้กลยุทธ์กดขี่ข่มเหงเพื่อลบล้างวัฒนธรรมดั้งเดิมของเด็กๆ ชาวอเมริกันพื้นเมือง อีกทั้งยังก่อให้เกิดโครงการที่คล้ายกันในแคนาดา นี่คือความคิดริเริ่มใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อคำนึงถึงอดีตอันโหดร้ายในครั้งนั้น ซิตคาลา-ชาช (Zitkála-Šá) มีอายุได้เพียง 8 ปีเมื่อเหล่ามิชชันนารีมาถึง เธอถูกล่อลวงจากจากเขตสงวนชาวอินเดียนแดงแยงก์ตันที่เซาท์ดาโคตา (Yankton Indian Reservation) ด้วยคำสัญญาที่จะพาไปพบกับการผจญภัย ความสะดวกสบาย และการศึกษา ในปี ค.ศ. 1884 เด็กสาว ชาวอเมริกันพื้นเมือง คนนี้เต็มใจที่จะเดินทางไปสู่เมืองวอแบช รัฐอินดีแอนา เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่ดูแลโดยกลุ่มเควกเกอร์ (Quakers) ซึ่งอุทิศให้กับการฝึกอบรมเด็กชาวอเมริกันพื้นเมือง จากนั้น เธอได้รู้ว่าครูที่นำเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของเธอออกไปเมื่อมาถึงต้องการตัดผมของเธอด้วย ซิตคาลา-ชาช ภาคภูมิใจในผมยาวสีดำของเธอ นอกจากนั้น เธอถูกเลี้ยงดูมาโดยความคิดว่าผมสั้นคือความอับอายของนักรบที่ถูกจับ เธอหลบหนีจากเด็กคนอื่นๆ แต่พวกผู้ใหญ่ก็พบที่ซ่อนของเธอ พวกเขาลากเธอเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง และจับเธอมัดกับเก้าอี้ “ฉันกรีดร้องดังลั่น และสะบัดหัวของฉันอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งฉันสัมผัสถึงคมกรรไกรที่เย็นเฉียบบนคอของฉัน และได้ยินมันกัดผมเปียหนาตัวหนึ่งของฉัน” เธอเขียนลงในไดอารี่ที่ชื่อว่า เรื่องราวของอเมริกันอินเดียน (American Indian Stories) ในปี 1921 “จากนั้นจิตวิญญาณของฉันได้สูญสิ้น” เธอถูกเปลี่ยนชื่อโดยเหล่ามิชชันนารีว่า Gertrude ต่อมา ซิตคาลา-ชาช ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหลืออยู่ที่โรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนชาวพื้นเมือง   เธอเป็นหนึ่งในนักเรียนหลายแสนคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาช่วงศตวรรษที่ […]

ตามรอยอาณานิคมที่สาบสูญแห่งโรอาโนก

พวกเขาเปรียบได้กับนักบินอวกาศ ในยุคเอลิซาเบทของอังกฤษ และผู้ล่าอาณานิคมแห่งโลกใหม่ ก่อนจะสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยหลังละทิ้งถิ่นฐานบนเกาะโรอาโนก

100 ปีของการตามล่าอุปราคา (eclipse) เผยให้เห็นในภาพถ่ายแปลกประหลาด

เรื่อง เรเชล บราวน์ ความมืดกลืนกินกลางวัน ทันใดนั้นอากาศก็หนาวเย็น ดวงอาทิตย์หายไปจากท้องฟ้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรพบุรุษของเราจะต้องตื่นตระหนกต่อปรากฏการณ์สุริยุปราคา หลายวัฒนธรรมเชื่อว่า สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ถูกพลังเหนือธรรมชาติกลืนกิน เช่น สุนัขเพลิงของวัฒนธรรมเกาหลี หมาป่าแห่งท้องฟ้าของชาวไวกิ้ง หรือพระราหูที่มีแต่ร่างกายท่อนบน ทว่าในที่สุดนักดาราศาสตร์ก็ได้คำตอบว่า สุริยุปราคาเกิดจากดวงจันทร์โคจรผ่านมาอยู่ในแนวเดียวกันระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และจันทรุปราคาเกิดจากโลกโคจรผ่านระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ จากการสังเกตการณ์อย่างละเอียด นักดาราศาสตร์ยุคแรกๆจึงเรียนรู้ที่จะทำนายวันเวลาในการเกิดอุปราคา ชาวแคลเดียในเมืองบาบิโลนบันทึกการเกิดวัฏจักรซารอส (Saros cycle) หรือช่วงเวลา 18 ปี 11.3 วัน ที่จะเกิดอุปราคาซ้ำ เป็นครั้งแรกในสมัยศตวรรษที่เจ็ดก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ตาม เราต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะคิดหาวิธีปกป้องลูกตาของเราจากการมองดูอุปราคาได้อย่างแท้จริง ในปี 1896 นักดาราศาสตร์อาชีพและมือสมัครเล่นจากทั่วโลก 165 คนลงเรือเดินทางนานหนึ่งเดือนไปยังเมือง Vadsø ประเทศนอร์เวย์ เพื่อเฝ้าสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม ที่นี่ โจเซฟ ลันต์ จาก British Astronomical Association ปรับเปลี่ยนกล้องถ่ายภาพที่ออกแบบเป็นพิเศษซึ่งต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานสี่คน Photograph by ALINARY, GETTY IMAGES สมาชิกของ […]