พระผู้เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ - National Geographic Thailand

พระผู้เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ

เรื่อง ศิริโชค เลิศยะโส

ภาพถ่าย ไกรพิทย์ พันธุ์วุฒิ

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” 

นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ นับจนถึงพุทธศักราช 2549 ในปัจจุบัน รวมระยะเวลา 60 ปีพอดีตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย ด้วยพระอัจฉริยภาพอันสูงส่ง พระราชวิริยะอุตสาหะและพระปรีชาสามารถของพระองค์เอง ทรงนำพาประเทศชาติผ่านวิกฤติและอุปสรรคนานัปการไปได้อย่างสง่างามและน่าภูมิใจยิ่ง นับเป็นบุญของชาวไทยที่ได้มีพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณดั่งนี้

“ถ้าประชาชนไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนได้อย่างไร” นี่คือถ้อยคำที่พระองค์ตรัสตอบในพระราชหฤทัย เมื่อทรงได้ยินเสียงตะโกนที่แทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายพระพรจากกลุ่มพสกนิกรผู้มารอรับเสด็จขณะทรงนิวัติจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติตามที่ทรงนึกตรัสตอบในพระราชหฤทัยด้วยการปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเข้มแข็งโดยมิทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แต่ละหยดเหงื่อที่หยาดรดลงผืนดินยังความชุ่มชื่นแก่ปวงประชาทั่วแผ่นดินไทย ก้าวย่างแต่ละก้าวได้นำพาความเจริญทั้งทางด้านจิตใจและวัตถุ ให้ก่อเกิด ณ ที่นั้นๆ

คงไม่ผิดไปนักหากจะยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก

ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ในฐานะราชเลขาธิการผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเคยเล่าถึงวันทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “…บางทีกว่าจะเสวยพระกายาหารกลางวันได้ ก็ประมาณบ่ายสี่โมง ซึ่งผู้ที่ตามเสด็จพระราชดำเนินอย่างผมเป็นต้น บางทีก็ต้องพกลูกกวาดไป…แน่ละครับเจ้านายทุกพระองค์ท่านก็ต้องทรงอดทน ผมจึงได้กราบเรียนในตอนต้นว่า ทรงเสียสละ ทรงมีขันติธรรมเป็นอย่างมาก…” – จากหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการจัดงาน 5 ธันวามหาราช ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ. 2530

 

ทรงเป็นนักสำรวจและพัฒนา

ในการประกอบพระราชกรณียกิจในระยะแรกๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำเนินบุกป่าฝ่าดงโดยมิได้ทรงย่อท้อแม้ในภูมิประเทศอันทุรกันดารยิ่ง และโครงการในพระราชดำริในด้านต่างๆที่ทรงจัดทำขึ้นก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดความทุกข์ยากและส่งเสริมความเป็นอยู่ของปวงราษฎร์ ทั้งบนยอดดอยทางภาคเหนือ พื้นที่แห้งแล้งทางภาคอีสาน และพื้นที่ชื้นแฉะทางภาคใต้ บ่อยครั้งรถพระที่นั่งตกหล่ม ก็ทรงคุมงานซ่อมถนนด้วยพระองค์เองเป็นระยะ หาไม่ก็ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาท โดยมิเห็นแก่ความยากลำบาก เพียงเพื่อให้ได้เข้าถึงประชาชน

 

ทรงเป็นนักคิด

โครงการในพระราชดำริทุกเรื่องทุกโครงการล้วนเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั้งหลายทั่วไป ทั้งโครงการฝนเทียม โครงการชลประทาน เขื่อน ฝายกั้นน้ำ การเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง การผลิตพลังงานทั้งไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล โดยโครงการที่พระองค์ทรงโปรดให้ประชาชนนำไปปฏิบัติ ก็จะทรงริเริ่มจัดทำเป็นรูปธรรมในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

หลังจากทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจจะทรงแวะทักทายกับผู้ที่มาเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จเสมอ

 

ทรงเป็นศิลปิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรีชาสามารถในงานศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การถ่ายภาพ งานจิตรกรรม ประติมากรรม และวรรณกรรม โดยเฉพาะผลงานด้านวรรณศิลป์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทความ บทเพลง และทรงแปลวรรณกรรมต่างประเทศ เช่น นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระมหาชนก และพระมหาชนกฉบับการ์ตูน เป็นต้น บทความและบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์ทรงเลือกใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย และได้อรรถรสในการอ่านด้วย

ทุกครั้งเมื่อภารกิจในระดับชาติประสบความสำเร็จ คนแรกที่คนไทยนึกถึงคือในหลวง ดังเช่น พงศ์สิทธิ์ เวียงวิเศษ นักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทยชูพระพรมฉายาลักษณ์หลังจากได้รับชัยชนะในการชกมวยรอบชิงชนะเลิศรุ่นไลท์เวท กับนักมวยปากีสถาน ทีมูร์ ซูเลมานอน ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพมหานคร

 

ทรงเป็นนักปกครอง

แม้พระองค์จะทรงมีฐานะอยู่เหนือการเมืองและทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย ตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อกฎหมายต่างๆที่ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ก็จะทรงมีพระราชวินิจฉัยก่อนที่จะลงพระปรมาภิไธย ในยามที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศที่มีการปะทะกัน มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตและแม้แต่วิกฤติขัดแย้งในช่วงปัจจุบันขณะ ก็ทรงคลี่คลายสถานการณ์นั้นให้สงบลงได้

ประชาชนชาวไทยนั้นล้วนโชคดีที่พระมหากษัตริย์ไม่เคยทรงทอดทิ้งให้เราเผชิญปัญหาโดยลำพัง ดังเช่นเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ทรงพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาดังกล่าวเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต โดยมีความพอประมาณอย่างมีเหตุผล  ยึดทางสายกลาง และแนวคิดนี้สามารถใช้ได้กับทุกคนทุกฝ่าย ดังพระบรมราโชวาทที่ทรงประทานให้แก่ปวงชนชาวไทยในตอนหนึ่งที่ว่า “…การที่จะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่าเรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน…”

“ทุกคนที่ถือตัวว่าเป็นชาวพุทธ จะต้องสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาตามภูมิปัญญา ความสามารถ และโอกาสที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจกระจ่างถูกต้อง” – พระราชดำรัส พระราชทานแก่ที่ประชุมใหญ่ขององค์การพุทธศาสนิกชนสัมพันธ์แห่งโลก ณ ประเทศเนปาล 27 พฤศจิกายน 2529

 

“…เย็นศิระเพราะพระบริบาล…”   

ถ้อยความจากบทเพลงสรรเสริญพระบารมี แสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ และบ่งบอกถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ของคำว่าในหลวง พ่อของแผ่นดิน ผู้เป็นดั่งร่มไม้ใหญ่ให้ความสงบร่มเย็นแก่ชาติบ้านเมือง ตลอด 60 ปีที่ผ่านมาและตลอดไป

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นี่คงเป็นคำตอบของคำถามว่าพระมหากษัตริย์คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปวงพสกนิกรทั้งหลายขอพระองค์ทรงพระเจริญตราบนานเท่านานเทอญ ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

 

อ่านเพิ่มเติม : จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียงประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

เรื่องแนะนำ

น้ำท่วมกรุงเทพ พุทธศักราช 2485

กรุงเทพฯ หรือบางกอกเมื่อเกือบ 80 ปีก่อน ไม่มีฝุ่นควันไอเสียระดับ PM 2.5 อย่างในทุกวันนี้ เพราะยวดยานยังน้อย ไม่มีการก่อสร้างอะไรมากมาย ภัยที่คนกรุงมักประสบอย่างหนึ่งคือน้ำท่วม แต่ก็ดูเหมือนชาวกรุงในยุคนั้นสามารถปรับตัวให้เข้ากับความยากลำบากของชีวิตได้เป็นอย่างดี

ภาพนี้ต้องขยาย : ผู้พิทักษ์ติดอาวุธ

ภาพโดย เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์  ถ่ายภาพประตูบาก-เอเมลลี (Bagh-e-Melli Gate)  ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ซึ่งในตอนนั้นใช้เป็นทางเข้าสู่อาคารกระทรวงยุทธการ  ระหว่างถ่ายภาพสารคดีเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1931 โครงสร้างที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1906 นี้สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซียโบราณ แต่การมองผ่านแว่นขยายเผยให้เห็นองค์ประกอบสมัยใหม่  นั่นคือกระเบื้องตกแต่งทำเป็นภาพปืนกลประดับอยู่เหนือซุ้มประตูด้านข้าง ปัจจุบัน ประตูแห่งนี้ยังตั้งตระหง่าน  และภาพปืนกลก็ยังคงอยู่   ทว่าภาพธงที่ทำจากกระเบื้องซึ่งอยู่ด้านข้างปืนกลถูกทาสีทับเพื่อปกปิดภาพสิงโตและดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ปกครองอิหร่านมาช้านาน — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์  

เกิดอะไรขึ้นในหายนะนิวเคลียร์แห่งเชอร์โนบิล

เหตุการณ์โรงงานนิวเคลียร์ระเบิดที่ เชอร์โนบิล ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน อีกทั้งเปลี่ยนภูมิภาคนี้ไปตลอดกาล นอกจากนี้ ยังทิ้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกมากมาย เมื่อวันที่ 25-26 เมษายน 1986 เกิดอุบัติเหตุเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่เลวร้ายที่สุดในโลก ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเมือง เชอร์โนบิล ซึ่งตั้งอยู่ ทางตอนเหนือของประเทศยูเครน โดยหลังจากผ่านมากว่า 30 ปี นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าพื้นที่รอบๆ โรงงานไม่สามารถอยู่อาศัยไปอีกราว 20,000 ปี โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1977 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ติดตั้งเตาปฏิกรณ์แบบแชนแนลแกรไฟต์ (graphite channel reactor) หรือ RBMK (reaktor bolshoy moshchnosti kanalniy) ไว้ที่โรงงานแห่งนี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 1986 ขณะเจ้าหน้าที่กำลังจัดการทดสอบเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ว่า ระบบหล่อเย็นยังคงทำงานได้ตามปกติหรือไม่ หากไม่มีพลังงานไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ระหว่างการทดสอบ เจ้าหน้าที่ได้ละเมิดเกณฑ์ความปลอดภัย และพลังงานในเตาปฏิกรณ์ได้พุ่งสูงขึ้น แม้จะพยายามปิดระบบเตาปฏิกรณ์ทั้งหมดแล้ว แต่พลังงานที่เพิ่มขึ่นก่อให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่ของการระเบิดภายใน ในที่สุด แกนหลักของนิวเคลียร์เกิดระเบิด และได้ปล่อยวัตถุกัมมันตรังสีสู่ชั้นบรรยากาศ แม้จะเกิดระเบิดขึ้น […]