ความรู้ประจำวัน : คุณอาจเป็นญาติกับเจงกิส ข่าน - National Geographic Thailand

ความรู้ประจำวัน : คุณอาจเป็นญาติกับเจงกิส ข่าน

หลายคนคงรู้จักเจงกิส ข่าน บรุษนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างอาณาจักรมองโกล แต่รู้หรือไม่ว่าบนโลกใบนี้ทุกๆ 200 คนจะมีอยู่หนึ่งคนที่มีความเกี่ยวข้องทางดีเอ็นเอกับเจงกิส ข่าน

ผลการศึกษาโครโมโซม Y โครโมโซมเพศที่พบในผู้ชาย นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้ชายที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นดินแดนของอาณาจักรมองโกลในอดีต ผู้ชายจำนวนมากมีโครโมโซม Y ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเชื่อกันว่าพวกเขาเหล่านี้คือลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากบรรดาลูก หลาน เหลน โหลนของจักรพรรดิเจงกิส ข่านอีกที ความเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหนว่ากันว่ามีโอกาส 0.5% ที่คุณจะเป็นญาติกับเจงกิส ข่าน แต่หากคุณเป็นชาวเอเชีย โอกาสดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 8%

ทั้งนี้แม้ว่าบรรพบรุษของคุณ (หากคุณอยู่ใน 8%) เจงกิส ข่าน จะเป็นนักรบจอมกระหายเลือด (จากสถิติว่ากันว่าในยุคที่มองโกลเรืองอำนาจ ชาวมองโกลรุกรานและเข่นฆ่าผู้คนไปมากถึง 40 ล้านคน) แต่ก็มีตำนานกล่าวถึงความรักของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ว่าจุดเริ่มต้นของอาณาจักรอันไพศาลนี้มาจากความต้องการแก้แค้นให้แก่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะเป็นอย่างไรลองชม

 

อ่านเพิ่มเติม : 7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยนบังเกอร์ทหารจากยุคเผด็จการ กลายเป็นสารพัดประโยชน์

เรื่องแนะนำ

กองทัพดินเผาอันยิ่งใหญ่ของ สุสานจิ๋นซี ฮ่องเต้ สร้างขึ้นมาได้อย่างไร

การสร้างรูปปั้นทหารเท่าตัวจริงหลายพันรูปเพื่อคุ้มครอง สุสานจิ๋นซี ของปฐมจักรพรรดิของจีนคืองานระดับมหึมาซึ่งต้องการกระบวนการหลายขั้นตอนและการร่วมมือย่างใกล้ชิด เมื่อปี 1974 Yang Zhifa ผู้เป็นชาวสวนขุดบ่อน้ำในแปลงสวนของเขาในภาคตะวันออกของจีน ในตอนนั้นเองที่จอบของเขาไปกระทบกับสิ่งที่เขาไม่ได้คาดว่าจะมีอยู่ตรงนั้น นั่นคือศีรษะมนุษย์ แต่เมื่อเขาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนขึ้น Yang กลับพบว่าศีรษะดังกล่าวไม่ไช่กระดูก แต่เป็นดินเหนียว เขาจึงแจ้งข่าวให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทราบ ในเดือนต่อๆ มา เหล่านักโบราณคดีชาวจีนได้ค้นพบสิ่งอัศจรรย์ นั่นคือกองทัพประดิษฐ์ซึ่งประกอบไปด้วยทหารดินเผานับพันและม้าปั้นนับหมื่นพร้อมด้วยรถม้าและสรรพาวุธทองแดงซึ่งฝังอยู่ใต้แปลงผลไม้อันเงียบสงบ พวกมันถูกขุดพบห่างจากหลุมพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ ผู้เป็นจักพรรดิองค์แรกของจีน และเป็นหนึ่งในบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศออกไปไม่ถึง 1.6 กิโลเมตร นอกจากกองทัพประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่แล้ว กลุ่มหลุมเหล่านี้ยังเป็นที่ฝังร่างมนุษย์ และเป็นกลุ่มสุสานที่ได้รับการยอมรับว่าใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความกว้างกว่า 64.7 ตารางกิโลเมตร และได้การรับรองให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การร่วมมือทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมระหว่างประเทศ หรือยูเนสโก (UNESCO) มีผู้เข้าชมนับล้านคนในแต่ละปี จนถึงขณะนี้ มีหลุมที่ถูกขุดสำรวจไปแล้วทั้งสิ้นสี่หลุม โดยในสามหลุมมีการค้นพบนักรูปปั้นนักรบกว่า 2,000 รูป (ส่วนหลุมที่สี่เป็นหลุมเปล่า) แต่นั่นเป็นเพียงส่วนน้อยจากจำนวนกว่า 8,000 รูปซึ่งเชื่อกันว่ามีอยู่ และเหล่านักโบราณคดีเชื่อว่ายังมีหลุมที่ไม่ถูกค้นพบ บรรดารูปปั้นซึ่งหลายชิ้นมีความสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตรและหนักราว 204 กิโลกรัมเป็นตัวแทนของทหารจากต่างเหล่าและยศ ทั้งทหารราบในหลุมที่หนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันคือหลุมที่ใหญ่ที่สุด) พลธนู รถม้าศึก ทหารราบ และทหารม้าในหลุมที่สอง […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์

รอบนักษัตรที่ ๑ (พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๘๒) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระนาม ”ภูมิพลอดุลเดช” ทางโทรเลข โดยทรงกำกับตัวสะกดเป็นอักษรโรมันว่า Bhumibala Aduladeja สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเข้าพระทัยในตอนแรกว่า พระนามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานคือ ภูมิบาล การเขียนอักษรเช่นนี้เป็นไปตามกฎเกณฑ์การเทียบอักษรโรมันกับอักษรไทยของคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีสันสกฤต (ตามพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอักษรพระนามพระองค์เองว่า ”ภูมิพลอดุลเดช” และ “ภูมิพลอดุลยเดช” สลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้แบบมีตัว ”ย” สะกดตามปัจจุบัน คำว่า ภูมิพล มีความหมายว่า พลังแห่งแผ่นดิน คำว่า อดุลยเดช มีความหมายว่า ผู้มีอำนาจที่ไม่มีผู้ใดอาจเทียบได้ ขณะทรงพระเยาว์ สมเด็จพระบรมราชชนนีโปรดให้อาจารย์ที่โรงเรียนเพาะช่าง (ชื่อในสมัยนั้น) ประดิษฐ์ตัวต่อ (จิ๊กซอว์) เป็นภาพแผนที่ประเทศไทยถวาย เพื่อทรงเล่นเป็นการฝึกทักษะและเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทย นับเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ส่งเสริมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ ในเวลาต่อมา เช่น ขณะเจริญพระชนมายุเพียง ๑๐ พรรษา ทรงประดิษฐ์เครื่องรับวิทยุและทรงซ่อมจักรเย็บผ้าให้พระพี่เลี้ยง จนถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรมอย่างกังหันน้ำชัยพัฒนา ในปัจจุบันภาพแผนที่ประเทศไทยที่ประทับอยู่ในความทรงจำ ทำให้พระองค์ทรงนึกถึงประเทศและอาณาประชาราษฎร์ ดังตลอดเวลาหลายสิบปีที่ได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จนเป็นที่กล่าวกันว่าไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง ขณะประทับอยู่ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส เมื่อทรงจบระดับมัธยมศึกษา ทรงได้รับประกาศนียบัตรด้านอักษรศาสตร์ ส่วนในมหาวิทยาลัยเบื้องแรกทรงศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ทว่าหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงเปลี่ยนมาเป็นสาขาวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยและพระประมุขของปวงชนชาวไทย   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ชัยชนะของการพัฒนา

รอบนักษัตรที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๔๒) “การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อน้ำมีปริมาณมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่าการพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง” –พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความห่วงใยในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่พสกนิกรต้องเผชิญ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการที่ได้พระราชทาน โครงการเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย มุ่งแก้ปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติและที่สำคัญที่สุดคือความผาสุกของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” ขึ้นโดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งหากทำตามระเบียบราชการอาจเกิดความไม่สะดวก ไม่ทันท่วงที ทั้งนี้มุ่งที่ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง มูลนิธิชัยพัฒนาได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นและให้การสนับสนุนการดำเนินงานกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการสำคัญ ๆ มีอาทิ แนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนาแหล่งน้ำและปรับปรุงดิน โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย โครงการฝนหลวง โครงการเครื่องดักหมอก (เป็นการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โครงการพัฒนาสังคมและการส่งเสริมคุณธรรม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  และการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ เป็นต้น โครงการเส้นทางเกลือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นที่มีปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีน อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักสังคมวิทยาการแพทย์ (Medical Sociology) ทรงกำหนดให้ใช้พื้นที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบในการศึกษาแก้ไขปัญหา ค้นหาเส้นทางเกลือตั้งแต่แหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค โครงการบำบัดน้ำเสียด้วยพืชน้ำ โครงการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองของเกษตรกร และโครงการทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ (New Theory) นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากในการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน แล้วเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากความแปรปรวนของสภาวะดินฟ้าอากาศ ซึ่งแม้จะมีการขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเสนอแนวทางจัดการที่ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่ก็เพราะมีพระราชดำริให้มีการบริหารและจัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเป็นสัดส่วนและยั่งยืน เช่น ขุดสระน้ำ ทำนาข้าว ปลูกไม้ผลยืนต้น และสร้างที่อยู่อาศัย เป็นแนวทางที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดและทำมาก่อน ประการต่อมาคือมีการคำนวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกทั้งปี และสุดท้ายคือมีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสในโอกาสที่คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า “ชัยชนะของประเทศนี้โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนานั้นก็คือ ความสงบ… เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล