ประเภทของพายุ และการกำเนิดของพายุประเภทต่างๆ มีความแตกต่างกันอย่างไร

ประเภทของพายุ และการกำเนิดพายุ

ประเภทของพายุ ที่เกิดขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ บนโลกของเรา มีแหล่งกำเนิดและความรุนแรงที่แตกต่างกัน

ในช่วงฤดูมรสุม เรามักได้รับฟังการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนใหญ่เกิดจากพายุฝนที่หอบเอาความชื้นและน้ำฝนจากทะเลเคลื่อนตัวขึ้นไปยังแผ่นดิน นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องการกำเนิดพายุมาเป็นเวลานานแล้ว และได้จำแนก ประเภทของพายุ ตามความรุนแรงและแหล่งกำเนิด

พายุ (Storm) คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศโลกถูกรบกวน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลก พายุเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่รุนแรง โดยมักเกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝนตกหนัก รวมไปถึงการพัดพาสสารบางอย่างผ่านไปในชั้นบรรยากาศที่ก่อให้เกิดพายุฝุ่น พายุหิมะ และพายุทราย เป็นต้น

การกำเนิดพายุ

พายุเกิดจากการเคลื่อนที่ของลม หรือ มวลอากาศ จากความแตกต่างของอุณหภูมิในบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งพายุมักเกิดในพื้นที่ที่มีความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดกระแสลมพัดเข้าหาจุดศูนย์กลางของบริเวณดังกล่าว เนื่องจากมวลอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสูง ส่งผลให้มวลอากาศในแนวราบที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ เกิดกระแสการเคลื่อนที่ของลมและเกิดการก่อตัวขึ้นของเมฆ ก่อนพัฒนาไปเป็นพายุในรูปแบบต่างๆ

ประเภทของพายุ, พายุ
ลักษณะการหมุนวนของอากาศที่ก่อใก้เกิดพายุ

บริเวณความกดอากาศต่ำ (Low Pressure Area: L) คือ พื้นที่ที่มวลของอากาศได้รับความร้อนสูงจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดการยกตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความกดอากาศบริเวณนั้นมีค่าลดลงต่ำกว่าบริเวณใกล้เคียงหรือบริเวณโดยรอบ ขณะที่บริเวณความกดอากาศสูง (High Pressure Area: H) คือ พื้นที่ที่มีมวลอากาศหนาแน่น หรือ มีมวลอากาศเย็นมากกว่าพื้นที่โดยรอบ

นักพยากรณ์อากาศทราบได้อย่างไรว่า พายุจะเคลื่อนตัวไปทางไหน

พายุสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm) เป็นพายุที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่เขตร้อนชื้น (Tropical zone) โดยเฉพาะบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก พายุฝนฟ้าคะนอง เกิดจากเมฆขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นในแนวดิ่ง หรือ “เมฆคิวมูโลนิมบัส” (Cumulonimbus) ซึ่งเกิดจากมวลอากาศร้อนลอยตัวขึ้นสูง ก่อนเย็นตัวลงจนทำให้เกิดการควบแน่นและกลั่นตัวเป็นไอน้ำ เกิดเป็นเมฆขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกัน ความร้อนแฝงจากการกลั่นตัวของไอน้ำช่วยเร่งอัตราการลอยตัวของกระแสอากาศภายในก้อนเมฆ ทำให้เมฆมีขนาดใหญ่ขึ้นและสูงขึ้น จนเคลื่อนที่ขึ้นถึงจุดอิ่มตัวกลายเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส

เมื่อเวลาผ่านไปการลดลงของอุณหภูมิภายในก้อนเมฆส่งผลให้เกิดการเคลื่อนที่ลงของมวลอากาศอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่มีทั้งกระแสลมกระโชกแรง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และมีฝนตกหนัก หรืออาจมีลูกเห็บตกได้ในบางพื้นที่ ซึ่งในประเทศไทยมักเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเป็นประจำ โดยอยู่ในรูปแบบของลมแรงและฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม พายุฝนฟ้าคะนองสามารถพัฒนาจนมีความรุนแรงเกินกว่าระดับปกติในลักษณะที่เรียกว่า “พายุฤดูร้อน” รวมไปถึง “พายุทอร์นาโด” ได้อีกด้วย

พายุ, ประเภทของพายุ, พายุฝนฟ้าคะนอง
พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm)

พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone) เป็นพายุขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นในทะเลและมหาสมุทรแถบเส้นศูนย์สูตร โดยก่อตัวขึ้นบริเวณผิวน้ำทะเลหรือมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 27 องศาเซลเซียส พายุในกลุ่มนี้ จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกินกว่า 100 กิโลเมตร และมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางตั้งแต่ 50 ไปจนถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีทิศทางการหมุนของพายุตามแรงคอริออลิส (Coriolis Force) หรือแรงที่เกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก โดยพายุหมุนเขตร้อนจะหมุนทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือและหมุนตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้

พายุหมุนเขตร้อนที่มีอิทธิพลต่อสภาพอากาศในประเทศไทย มีการแบ่งเกณฑ์ความรุนแรงของพายุตามความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางพายุเป็นเกณฑ์ ดังนี้

  • ดีเปรสชั่น (Tropical Depression) เป็นพายุที่มีความเร็วลมต่ำที่สุด โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางไม่เกิน 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (34 นอต)  เป็นเพียงกลุ่มเมฆหมุนวนที่ไม่มีตาพายุที่ชัดเจน ก่อให้เกิดกระแสลมไม่แรงนัก แต่อาจทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน
  • พายุโซนร้อน (Tropical Storm) เป็นพายุที่ก่อตัวขึ้นในทะเลก่อนเคลื่อนที่เข้าหาฝั่ง โดยมีความเร็วลมไม่เกิน 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (64 นอต) ก่อให้เกิดลมกระโชกแรงและฝนตกหนัก
  • ไต้ฝุ่น (Typhoon) หรือ เฮอร์ริเคน (Hurricane) เป็นพายุที่มีความเร็วลมสูงกว่า 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (64 นอต) มีตาพายุชัดเจน ซึ่งบริเวณจุดศูนย์กลางของพายุ หรือ “ตาพายุ” จะมีสภาพอากาศโปร่งใส อาจมีฝนตกเพียงเล็กน้อยและกระแสลมสงบ ต่างกับสภาพรอบนอกของตาพายุ ซึ่งมีความรุนแรงมากถึงขั้นสร้างความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง และเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตได้เลยทีเดียว
พายุไต้ฝุ่น, ประเภทของพายุ
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นพายุไต้ฝุ่นกำลังเคลื่อนตัวจากมหาสมุทรเข้าหาชายฝั่ง

โดยปกติแล้ว ในประเทศไทยมักพบเพียงแค่พายุดีเปรสชัน เนื่องจากพายุมักก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งกว่าจะเคลื่อนที่มาถึงเขตพื้นที่ของประเทศไทย พายุดังกล่าวได้อ่อนกำลังลงจนก่อให้เกิดเพียงพายุดีเปรสชันเท่านั้น นอกจากนี้ พายุหมุนเขตร้อนมักจะถูกเรียกขานตามภาษาถิ่นของพื้นที่ที่พายุเหล่านั้นก่อตัวขึ้น  เช่น พายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแอตแลนติกจะถูกเรียกว่า “เฮอร์ริเคน” ขณะที่พายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกจะถูกเรียกว่า “ไต้ฝุ่น”

ชื่อเรียกพายุตามแหล่งเกิดพายุ

พื้นที่เกิดพายุ

ชื่อ

มหาสมุทรแปซิฟิก

ไต้ฝุ่น (Typhoon)

มหาสมุทรอินเดีย อ่าวเบงกอล และทะเลอาหรับ

ไซโคลน (Cyclone)

มหาสมุทรรอบออสเตรเลียและบริเวณหมู่เกาะต่างๆ

วิลลี-วิลลี (Willy-Willy)

หมู่เกาะฟิลิปปินส์

บาเกียว (Baguio)

มหาสมุทรแอตแลนติก ทวีปอเมริกา

เฮอร์ริเคน (Hurricane)

 

 

 

พายุทอร์นาโด (Tornado) เป็นพายุที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางค่อนข้างเล็ก โดยมีรัศมีราว 50 ถึง 500 เมตร เท่านั้น แต่มีความเร็วลมตั้งแต่ 300 ไปจนถึง 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุทอร์นาโดเกิดจากการปะทะกันของมวลอากาศร้อนและมวลอากาศเย็น ซึ่งโดยปกติแล้วมักพบในทวีปอเมริกาเหนือ และมหาสมุทรแอตแลนติก เนื่องจากมีความแตกต่างของสภาพอากาศสูง โดยพายุทอร์นาโดร้อยละ 90 เกิดขึ้นบนบก มีความเร็วลมสูงจนเกิดลมหมุนบิดเป็นเกลียวจากฐานเมฆลงสู่พื้นดินหรือที่เรียกกันว่า “ลมงวง” สามารถพัดพาเอาสิ่งปลูกสร้างลอยขึ้นไปในอากาศได้ เป็นพายุที่ก่อตัวรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก

ถึงแม้พายุทอร์นาโดเป็นพายุที่คงตัวอยู่ได้ไม่นาน (ราว 1 ถึง 2 ชั่วโมงเท่านั้น) แต่ความรุนแรงของพายุ และความไม่แน่นอนของการก่อตัว ส่งผลให้พายุทอร์นาโดเป็นพายุที่อันตรายที่สุด

ทอร์นาโด, พายุ, ประเภทของพายุ
ความรุนแรง และความคาดเดาไม่ได้ของพายุทอร์นาโด ทำให้นักพยากรณ์อากาศเรียกชื่อเล่นของพายุชนิดนี้ว่า “เจ้าแห่งพายุ”

พายุ ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพียงบนโลกของเราเท่านั้น บนดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะ เช่น ดาวเสาร์ ดาวอังคาร และดาวพฤหัสต่างมีพายุก่อตัวขึ้น โดยเฉพาะจุดสีแดงขนาดใหญ่ (Great Red Spot) บนดาวพฤหัสที่ยังสามารถมองเห็นได้จนถึงทุกวันนี้ จุดสีแดงดังกล่าว คือพายุหมุนที่มีอาณาเขตกว้างกว่า 25,000 กิโลเมตร และคงอยู่บนดาวพฤหัสมากกว่า 340 ปีแล้ว


ข้อมูลอ้างอิง

http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/64517/-sciear-sci-

http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/phenomenon/thunderstorm

https://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=58

https://www.nationalgeographic.org/encyclopedia/coriolis-effect/


สืบค้นและเรียบเรียงโดย

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : พายุโซนร้อน (Tropical Storm)

พายุโซนร้อน

เรื่องแนะนำ

นักวิทยาศาสตร์พบแบบแผนสมองของผู้คิดฆ่าตัวตาย

ทีมนักวิทยาศาสตร์สแกนสมองพบแบบแผนความคิดฆ่าตัวตาย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 เว็บไซต์ technologynetworks.com รายงานการค้นพบเรื่องสำคัญของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา เมื่อทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยดังกล่าวนำโดยมาร์เซล จัสต์ และเดวิด เบรนต์ จากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมใหม่และวิธีการที่ช่วยระบุบุคคลที่คิดฆ่าตัวตาย โดยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในสมองที่แสดงต่อความคิดต่างๆ เช่น ความตาย ความโหดร้าย และปัญหา ความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องยากจะประเมินและทำนาย  ในสหรัฐอเมริกา การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุลำดับที่สองที่ทำให้เด็กวัยรุ่นเสียชีวิต  งานวิจัยดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behaviour  เสนอวิธีการใหม่ที่จะประเมินอาการผิดปรกติทางจิตเวช “งานชิ้นล่าสุดของเราระบุการเปลี่ยนแปลงความคิดซึ่งสัมพันธ์กับกระบวนการก่อเกิดและเชื่อมโยงความคิดกับพฤติกรรมด้วยอัลกอริทึมการเรียนรู้จักรกล (machine-learning algorithm) เพื่อประเมินภาพแสดงของประสาทที่เกี่ยวกับแนวคิดเฉพาะซึ่งสัมพันธ์กับความตาย  มันเปิดหน้าต่างสู่สมองและความคิดให้เรา ทำให้เห็นว่าบุคคลที่คิดฆ่าตัวตายกับความคิดอื่นๆ และอารมณ์สัมพันธ์กันอย่างไร  สิ่งสำคัญของการศึกษาชิ้นนี้คือเราสามารถบอกได้ว่าใครจะคิดถึงการฆ่าตัวตาย โดยวิธีที่เขาคิดเกี่ยวกับหัวข้อที่เกี่ยวกับความตาย” จัสต์ ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยา วิทยาลัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ดีทริค มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กล่าว (เมื่อความตายเกิดขึ้นอย่างปริศนา กระบวนการชันสูตรจะถูกนำมาใช้เพื่อหาคำตอบ) จัสต์และเบรนต์ ผู้เป็นประธานงานวิจัยเรื่องการฆ่าตัวตายและเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตเวช,  กุมารเวชศาสตร์, ระบาดวิทยา, วิทยาศาตร์ทางคลินิกและการนำไปใช้ประโยชน์ ที่มหาวิทยาลัยพิตตส์เบิร์ก เสนอรายการคำ 10 คำที่เกี่ยวเนื่องกับความคิดเชิงบวก เช่น “อิสระเสรี” และอีก […]

ปรากฎการณ์ ข้างขึ้นข้างแรม

ปรากฏการณ์ ข้างขึ้นข้างแรม เกิดขึ้นได้อย่างไร ส่งผลอย่างไรต่อโลก และเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างไร  ข้างขึ้นข้างแรม (The Moon’s Phases) เกิดจากดวงจันทร์มีรูปร่างเป็นทรงกลม ไม่มีแสงในตัวเอง ด้านสว่างได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ ส่วนด้านตรงข้ามไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลกทำให้มุมระหว่างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมองดูดวงจันทร์จากพื้นโลก เราจึงมองเห็นเสี้ยวของดวงจันทร์มีขนาดเปลี่ยนไปเป็นวงรอบ โดยเราเรียกว่า ข้างขึ้น และข้างแรม เดือนมืด (New Moon) ตรงกับแรม 15 ค่ำ เป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ในวันนี้ ผู้สังเกตที่อยู่บนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์ด้านที่ไม่มีแสงอาทิตย์มาตกกระทบ จึงดูเหมือนดวงจันทร์ไม่ส่องแสง เราจึงเรียกว่าคืนเดือนมืด หรือจันทร์ดับ วันเพ็ญ (Full Moon) ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ซึ่งแสงจากดวงอาทิตย์จะตกกระทบตั้งฉากกับดวงจันทร์พอดี ผู้สังเกตที่อยู่บนโลกจะเห็นดวงจันทร์ส่องแสงเต็มดวง ข้างขึ้น (Waxing) เป็นช่วงที่เกิดขึ้นระหว่างคืนเดือนมืดจนถึงคืนวันเพ็ญ โดยใช้ด้านสว่างของดวงจันทร์เป็นตัวกำหนด แบ่งออกเป็น 15 ส่วน เริ่มจาก ขึ้น 1 ค่ำ จนถึง […]

อาจักรฟังไจ กลุ่มสิ่งมีชีวิตจำพวกเห็ดรา

อาณาจักรฟังไจ (Kingdom of Fungi) คือ หนึ่งใน 5 อาณาจักรหลักของสิ่งมีชีวิตบนโลกตามการจัดจำแนกทางอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) สิ่งมีชีวิตที่อยู่ใน อาณาจักรฟังไจ ได้แก่ กลุ่มของรา เห็ด และยีสต์ ซึ่งสามารถเจริญเติบโตอยู่ทั่วทุกหนแห่งบนโลก ไม่ว่าจะดำรงชีวิตอยู่ตามพื้นดิน ในแหล่งน้ำ ร่องลอยอยู่ในอากาศ หรือแม้แต่อาศัยอยู่ตามร่างกายของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น โดยที่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการย่อยสลายสสารและการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบนิเวศของโลก ลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ  ฟังไจเป็นทั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอย่างยีสต์ (Yeast) และสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ซึ่งมีองค์ประกอบของเส้นใยขนาดเล็กที่เรียกว่า “ไฮฟา” (Hypha) ที่รวมกันเป็นกลุ่มเส้นใยที่เรียกว่า “ขยุ้มรา” (Mycelium) อย่างเช่น รา (Mold) และเห็ดราทั้งหลาย (Mushroom) ซึ่งลักษณะของเส้นใยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เส้นใยมีผนังกั้น (Septate Hypha) ที่แบ่งเซลล์ออกเป็นห้อง ๆ เส้นใยไม่มีผนังกั้น (Non-Septate Hypha) ที่ทำให้เซลล์มีลักษณะคล้ายท่อยาวที่ทะลุถึงกัน นอกจากนี้ เส้นใยเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงแปลงรูปร่างเพื่อทำหน้าที่พิเศษ เช่น ดูดอาหารจากเซลล์เจ้าบ้าน (Host) ยึดติดและดูดซึมสารอาหารจากสิ่งแวดล้อมอีกด้วย มีเซลล์แบบยูคาลิโอต (Eucaryote) ที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสเช่นเดียวกับพืชและสัตว์ […]