12 ทฤษฎี เราวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?

0
5159
วิวัฒนาการมนุษย์
ราว 3 ล้านปีก่อน เมื่อสภาพอากาศของแอฟริกากลับกลายเป็นแห้งแล้งมากขึ้น ผืนป่าลดจำนวนลงและทุ่งหญ้าเข้ามาแทนที่ส่งผลให้บรรพบรุษของเราต้องปรับตัว ภาพถ่ายโดย Mauricio Anton

12 ทฤษฎี วิวัฒนาการมนุษย์

มันดีแค่ไหนที่ได้เกิดเป็นมนุษย์! ทุกคนคงเห็นด้วยกับประโยคนี้ ว่าแต่คุณสมบัติข้อใดกันที่ทำให้มนุษย์สายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์เป็นเพียงมนุษย์สายพันธุ์เดียวที่ยังคงเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน บรรพบรุษของพวกเราทำอะไร เหตุใดเราจึงโดดเด่นเหนือเอปและไพรเมตทั้งหมดบนโลกนี้ นี่คือทฤษฎี วิวัฒนาการมนุษย์ ที่เกิดขึ้นตลอดศตวรรษที่ผ่านมาว่าเรามีทุกวันนี้ได้เพราะปัจจัยใดกัน?

 

เราประดิษฐ์เครื่องมือ

“การสร้างเครื่องมือทำให้เรากลายเป็นมนุษย์” ข้อเขียนจาก Kenneth Oakley นักมานุษยวิทยา ซึ่งเขียนไว้เมื่อปี 1944 เอปรู้จักการประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ และการสร้างเครื่องมือจากก้อนหินและไม้นับเป็นภูมิปัญญาแรกที่เรารู้จัก

ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 Louis Leakey เชื่อว่าการประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกของแอฟริกา เมื่อ 2.8 ล้านปีก่อน โดยมนุษย์โฮโม แฮบิลิส แต่งานวิจัยจากเจน กูดดอลล์และทีมงานของเธอแสดงให้เห็นว่าลิงชิมแปนซีเองก็รู้จักการประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือเช่นกัน พวกมันรู้จักนำใบไม้มาใช้ในการจับแมลงใต้ดิน หรือแม้กระทั่งกาเองที่ไม่มีมือเช่นไพรเมตก็รู้จักการประดิษฐ์สิ่งของ

มนุษย์
ขวานแบบยุคหิน ถูกพบในพื้นที่ทางโบราณคดี ประเทศอิสราเอล จากการตรวจสอบขวานเล่มนี้มีอายุเก่าแก่ราว 790,000 ปีก่อน และน่าจะทำขึ้นโดยมนุษย์โฮโมอิเรคตัส สำหรับเครื่องมือที่ทำจากหินที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมามีอายุ 3.3 ล้านปี
ภาพถ่ายโดย Kenneth Garrett

 

เราเป็นนักฆ่า

ตามทฤษฎีของนักมานุษยวิทยานาม Raymond Dart บรรพบรุษของเราโดดเด่นขึ้นมาจากเอปอื่นๆ ก็เพราะพวกเขาเป็นนักฆ่า ในฐานะสัตว์กินเนื้อที่ “ยึดครองพื้นที่อยู่อาศัยด้วยความรุนแรง, ต่อสู้กับสัตว์จนตายไปข้างหนึ่ง, โยนร่างของสัตว์ที่ตายแล้วไปมา, หักแขนขา, กลั้วคอของพวกเขาด้วยเลือดอุ่นๆ จากเหยื่อที่ล่ามาได้และแทะกินเนื้ออย่างหิวกระหาย” ทั้งหมดนี้ฟังดูราวกับเป็นนิยาย แต่โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทฤษฎี “เอปจอมฆ่า” ของ Dart ในปี 1953 นี้ ไม่ได้พูดเกินจริง

มนุษย์
Raymond Dart เจ้าของทฤษฎี “เอปจอมสังหาร” หนึ่งในทฤษฎีวิวัฒนาการของมนุษย์ ตัวเขาถือกระโหลกศีรษะของ Taung Child เด็กในมนุษย์ออสตราโลพิเธคัส ผู้เป็นต้นบรรพบรุษของมนุษย์
ภาพถ่ายโดย David L. Brill

 

เราแบ่งปันอาหารกัน

ในทศวรรษ 1960 ทฤษฎีเอปจอมฆ่าแปรเปลี่ยนมาเป็นฮิบปี้เอปผู้รักสงบ Glynn Isaac นักมานุษยวิทยาค้นพบหลักฐานชี้ว่ามีการย้ายซากสัตว์ไปยังสถานที่ใหม่ นั่นหมายความว่าเป็นไปได้ที่มนุษย์ในยุคนั้นรู้จักการแบ่งปันอาหารให้แก่กลุ่มอื่น ตามทฤษฎีของ Issac การแบ่งปันอาหารนำไปสู่การแบ่งปันข้อมูลว่าพวกเขาพบแหล่งอาหารที่ไหน และนำไปสู่การพัฒนาภาษาและการสร้างสังคมในเวลาต่อมา

 

เราเปลือยกายว่ายน้ำ

Elaine Morgan นักทำรายการสารคดีระบุว่า มนุษย์ต่างจากไพรเมตอื่นๆ เพราะว่าบรรพบรุษของเราวิวัฒนาการขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมที่ใกล้กับแหล่งน้ำ การปราศจากเส้นขนบนตัวช่วยให้เราว่ายน้ำได้รวดเร็วขึ้น เดิมทฤษฎี “ลิงน้ำ” นี้ ไม่ได้รับการยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ ต่อมาในปี 2013 David Attenborough นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้อยู่เบื้องหลังสารคดี Planet Earth ของ BBC ออกมารับรองว่าทฤษฎีนี้มีความเป็นไปได้

 


พบภาพวาดผนังถ้ำเก่าแก่ที่สุด ผลงานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล


 

เราขว้างปาสิ่งของ

Reid Ferring นักมานุษยวิทยาเชื่อว่าบรรพบรุษของเราวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์เมื่อเรียนรู้ที่จะขว้างปาก้อนหินด้วยความเร็ว ในเมือง Dmanisi ของจอร์เจีย มีการค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์อายุ 1.8 ล้านปี พร้อมด้วยก้อนหินที่พวกเขาใช้ขว้างปาเพื่อสังหาร

“มนุษย์ Dmanisi พวกนี้ตัวเล็ก สถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่เต็มไปด้วยสัตว์จำพวกแมวใหญ่มากมาย ฉะนั้นแล้วพวกเขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไร? อะไรที่ทำให้เขาเดินทางจากแอฟริกามาถึงที่นี่ได้? ทักษะการขว้างก้อนหินคือคำตอบ” นอกจากนั้นการขว้างปาก้อนหินยังเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยการพึ่งพาทางสังคม หากจะล้มเป้าหมายให้ได้ พวกคุณต้องอาศัยความสามัคคี

 

เราเป็นนักล่า

กระบวนการล่าสัตว์มีประโยชน์ไม่ใช่แค่สร้างการทำงานเป็นหมู่คณะ Sherwood Washburn และ C. S. Lancaster นักมานุษยวิทยา พวกเขาเผยแพร่ชี้ทฤษฎีในปี 1968 “สติปัญญาของเรา, ความสนใจ, อารมณ์ ตลอดจนทักษะการเข้าสังคมล้วนวิวัฒนาการมาจากความสำเร็จจากการล่า” พวกเขากล่าว

สมองของเรามีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้นว่าจะล่าเหยื่อที่ไหน เวลาใด มีทฤษฎีเพิ่มเติมว่ากระบวนการล่ายังกำหนดบทบาททางเพศในสังคมอย่างชัดเจน พวกผู้หญิงมีหน้าที่หาอาหารอื่นๆ ในขณะที่พวกผู้ชายออกไปล่า อย่างไรก็ตามสิ่งนี้นำมาสู่คำถามตามมาว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมผู้หญิงถึงมีสมองใหญ่เช่นกัน?