ท่องเที่ยวแบบ "ด้านมืด" ไปกับสถานที่โหดร้ายเหล่านี้ - National Geographic Thailand

ท่องเที่ยวแบบ “ด้านมืด” ไปกับสถานที่โหดร้ายเหล่านี้

ท่องเที่ยวแบบ “ด้านมืด” ไปกับสถานที่โหดร้ายเหล่านี้

ตวลสเลงคือสัญลักษณ์ของความโหดร้าย ภาพถ่ายของผู้เสียชีวิตในสภาพอิดโรยผอมแห้งถูกประดับเต็มฝาผนัง รอยเลือดและคราบสนิมจับเป็นฝ้าทั่วเพดาน เหล่านี้คือหลักฐานของการจองจำ, ทรมานและฆาตกรรม ของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาช่วงที่เขมรแดงครองอำนาจตลอดระยะเวลาหลายสิบปี สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดของศตวรรษที่ 20 สถานที่อันน่าสะพรึงกลัวแห่งนี้ปัจจุบันอ้าแขนต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เดินเท้าเข้ามาสำรวจประวัติศาสตร์และความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้น

การท่องเที่ยวเข้าไปในตวลสเลงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนหลายล้านคนสนใจการท่องเที่ยว “ด้านมืด” เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นอนุสรณ์สถานจากสงคราม, ซากอาคารที่ถูกถล่มจากภัยพิบัติ หรืออดีตเรือนจำในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมเป็นประจักษ์พยานของโศกนาฏกรรมในอดีต

ท่องเที่ยวด้านมืด
พิพิธภัณฑ์รัฐเอาชวิทซ์-เบียร์เคเนา

ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ก่อตั้งขึ้นในปี 1940 โดยกองกำลังทหารนาซีเยอรมัน ตั้งอยู่ชานเมือง “ออชเฟียนชิม” ในโปแลนด์ ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่สองชาวยิวมากมายถูกนำตัวไปกักขังไว้ภายในค่ายแห่งนี้ พวกเขาถูกบังคับให้ใช้แรงงานหนัก ถูกทดลองโดยปราศจากมนุษยธรรม และลงท้ายด้วยความตายในการสังหารหมู่

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์รัฐเอาชวิทซ์-เบียร์เคเนาเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังเป็นพิพิธภัณฑ์ถ่ายทอดประวัติศาสตร์แก่คนรุ่นหลัง ประมาณจำนวนผู้เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันมากถึง 1,100,000 คน

ท่องเที่ยวด้านมืด
ภาพถ่ายของเหยื่อผู้เสียชีวิต

หลังหลายปีของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ในปี 1982 กองทัพอิสราเอลตัดสินใจรุกรานและยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ก่อให้เกิดองค์กรฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) อดีตกองกำลังทหารที่ลุกขึ้นต่อต้านอิสราเอล ตลอดระยะเวลา 18 ปีของการยึดครอง มีชาวเลบานอนและชาวปาเลสไตน์หลายพันคนต้องเสียชีวิตไปจากการปะทะและการโจมตี อีกหลายพันคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงเมื่ออิสราเอลถอนกำลังในปี 2000

ท่องเที่ยวด้านมืด
อดีตฐานทัพขององค์กรฮิซบอลเลาะห์

ต่อมาในปี 2010 อดีตฐานทัพขององค์กรฮิซบอลเลาะห์ ถูกเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเฉลิมฉลองในวาระครบรอบสิบปีที่เป็นอิสระจากอิสราเอล

ท่องเที่ยวด้านมืด
อนุสรณ์สถานเหตุแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน

วันที่ 12 พฤษภาคม ปี 2008 เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่บริเวณเทือกเขาของมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แรงสั่นสะเทือนขนาด 7.9 แมกนิจูดฉีกทำลายอาคารบ้านเรือนจนย่อยยับ ตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 90,000 คน ในจำนวนนี้ 5,300 คนเป็นเด็ก และชาวจีนอีกหลายล้านคนต้องกลายเป็นคนไร้ที่อยู่ อนุสรณ์รำลึกแห่งนี้เปิดขึ้นในปี 2009 มันคืออาคารเรียนของโรงเรียนประถม Yingxiu ที่พังถล่มลงมา ที่นาฬิกาปรากฏรอยแตกที่เวลา 14.28 น. ซึ่งเป็นเวลาที่แผ่นดินไหวระลอกแรกเกิดขึ้น

ท่องเที่ยวด้านมืด
เรือนจำคารอสตาที่ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์และโรงแรม

การทรมานและประหัตประหารเกิดขึ้นเป็นปกติในเรือนจำคารอสตา ( Karosta) ใกล้เมือง Liepaja ของลัตเวีย สถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นเรือนจำของพรรคนาซีและกองกำลังโซเวียตมาก่อน ปัจจุบันได้รับการรักษาเป็นอย่างดี ข้าวของหลายอย่างยังคงจัดวางในรูปแบบเดิม นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นผ่านนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ หรือทดลองใช้ชีวิตแบบนักโทษภายในโรงแรมพิเศษที่ให้บริการไม่เหมือนใครในโลก

ท่องเที่ยวด้านมืด
เมืองพริเพียต ในยูเครน ถูกทิ้งร้างเพราะเหตุเชอร์โนบิล

เมษายน ปี 1986 อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลของสหภาพโซเวียตนำไปสู่ภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ระเบิดที่เกิดขึ้นกับเตาปฏิกรณ์หมายเลขสี่ปลดปล่อยกัมมันตรังสีขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ กระแสลมหอบเอาสารพิษเหล่านี้แพร่กระจายไปถึงยูเครน, เบลารุสและรัสเซีย ส่งผลให้พื้นที่ขนาดหลายล้านเอเคอร์กลายเป็นพื้นที่อันตรายห้ามเข้า

ท่องเที่ยวด้านมืด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประชาชนจำนวน 100,000 คนต้องทิ้งบ้านอย่างถาวร และมีประชาชนอีกมากในบริเวณรอบๆ ที่เจ็บป่วยเรื้อรังจากสารพิษ ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถผจญภัยเข้าไปในเมืองร้าง ชมข้าวของที่ถูกทิ้งเอาไว้ในเมืองพริเพียต (Pripyat) ของยูเครนได้ ซึ่งกว่าที่มนุษย์จะกลับมาอาศัยอยู่ยังสถานที่แห่งนี้อีกครั้งต้องรอถึง 24,000 ปีเลยทีเดียว

ท่องเที่ยวด้านมืด
หัวกะโหลกจำนวน 5,000 กะโหลกของผู้เสียชีวิตจากเขมรแดงถูกเก็บรักษาไว้ที่อนุสรณ์สถาน ภายในทุ่งสังหาร นอกกรุงพนมเปญ

ในปี 1975 กองทัพเขมรแดงเข้าควบคุมกรุงพนมเปญและเริ่มต้นปฐมบทของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 1.7 ล้านคน ผู้คนจากทุกชนชั้นถูกกวาดต้อนไปยังค่ายในชนบท พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานเกษตรกรรมอย่างหนัก และใครที่เจ็บป่วยหรือไม่สามารถทำงานได้ต่อจะถูกพามายังคุกตวลสเลง ว่ากันว่าอดีตโรงเรียนแห่งนี้รองรับผู้คนที่ถูกทรมานกว่า 17,000 ชีวิต และสุดท้ายชีวิตของพวกเขาสิ้นสุดลงที่ทุ่งสังหารนอกกรุงพนมเปญ

ท่องเที่ยวด้านมืด
อนุสรณ์สถานเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา

ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม ปี 1994 ชาวฮูตู ชนพื้นเมืองในรวันดาถูกสังหารไปมากกว่า 800,000 คน ผู้หญิงอีก 250,000 คนถูกข่มขืนจากชาวทุตซี ชนพื้นเมืองอีกกลุ่มหนึ่งในรวันดา ทั้งสองมีความขัดแย้งกันจากนโยบายแบ่งแยกและปกครองของชาวผิวขาวในสมัยล่าอาณานิคม เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชาวฮูตูราว 2 ล้านคนหลบหนีไปยังแทนซาเนีย, บุรุนดี และคองโกประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์และผู้เสียชีวิต โครงกระดูกที่สามารถรวบรวมได้ถูกนำมาไว้รวมกันและเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม

เรื่อง Gulnaz Khan

ภาพถ่าย Ambroise Tezenas

 

อ่านเพิ่มเติม

นี่คือสิ่งที่อาวุธนิวเคลียร์ทิ้งเอาไว้

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ

รอบนักษัตรที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๘๒ – ๒๔๙๔) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ แล้วเสด็จฯกลับไปทรงศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ล่วงถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จึงเสด็จนิวัตประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ นี้เอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ระหว่างวันที่ ๒๘-๒๙ มีนาคม ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส แล้วทรงสถาปนา ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ที่ทรงประกอบพิธีหมั้นตั้งแต่ครั้งทรงพำนักอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ แล้วสถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี พระปรมาภิไธยที่จารึกในแผ่นพระสุพรรณบัฏเมื่อการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา ในช่วงแรกๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ฟื้นฟูโบราณราชประเพณีที่เคยว่างเว้นไปในสมัยรัชกาลก่อน ๆ เช่น พิธีพืชมงคลที่ว่างเว้นไปกว่า ๑๐ ปีก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ และพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารคฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้น พระราชกรณียกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะนี้มีอาทิ การเสด็จฯไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มเป็นครั้งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ แล้วได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความสำคัญทางด้านเกษตรกรรม ได้ทรงจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งในเขตพระราชฐานรอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เพื่อทำการทดลองและวิจัยทางการเกษตร ภายหลังการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างจังหวัดหลายต่อหลายครั้งในเวลาต่อมา เป็นผลให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใหม่ ๆ ขึ้นมากมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านต่าง ๆ แก่พสกนิกรของพระองค์   อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร   อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]