มาดามทุสโซ ใช้ศีรษะนักการเมืองที่โดนบั่นคอเป็นแบบสร้างหุ่นขี้ผึ้งรุ่นแรก

มาดามทุสโซใช้ศีรษะนักการเมืองที่โดนบั่นคอเป็นแบบสร้างหุ่นขี้ผึ้งรุ่นแรก

มาดามทุสโซ ใช้ศีรษะนักการเมืองที่โดดบั่นคอเป็นแบบสร้างหุ่นขี้ผึ้งรุ่นแรก

ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปด ศิลปินหุ่นขี้ผึ้งนาม มารี ทุสโซ เริ่มจับงานที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาในกรุงปารีส เธอถูกบังคับให้แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสในรูปของคำสั่งให้สร้าง “หน้ากากมรณะ” (death mask) หรือหุ่นใบหน้าของผู้เสียชีวิต ซึ่งได้แก่เหล่าขุนนางจากรัชสมัยก่อนผู้โดนประหารด้วยกิโยตีน รวมทั้งคนที่คยเป็นนายจ้างเก่าของเธอด้วย นั่นคือพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกและพระนางมารี อังตัวเนตต์

การทำหน้ากากมรณะสืบย้อนไปได้ถึงยุคโรมันและอียิปต์โบราณ ในสมัยที่หน้ากากดังกล่าวใช้เป็นเครื่องเก็บรักษาใบหน้าของผู้วายชนม์ก่อนจะมีการประดิษฐ์คิดค้นการถ่ายภาพขึ้นมา เมื่อกาลเวลาผ่านไป วิธีการนี้ก็นำมาใช้ร่วมกับพิธีศพ การวาดภาพบุคคล พิธีกรรมทางศาสนา และแม้กระทั่งการสืบสวนที่เกิดเหตุในคดีอาชญากรรม

มาดามทุสโซ
ช่างของมาดามทุสโซทำงานในห้องหุ่นบนถนนแมรีเลอโบน กรุงลอนดอน ปี 1939

แม้ว่าทุสโซจะไม่ได้เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นหน้ากากมรณะขึ้นมา แต่เธอเป็นคนแรกที่นำธรรมเนียมโบราณดังกล่าวมาใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นคนแรกและมีการผลิตเป็นจำนวนมาก ในปี 1802 หลังการปฏิวัติปิดฉากลง เธอได้นำชุดผลงานหุ่นขี้ผึ้ง waxworks collection ของเธอออกตระเวนจัดแสดงไปทั่วบริเตน และจากนั้นก็ลงหลักปักฐานที่ถนนเบเกอร์สตรีตในปี 1835 นิทรรศการดังกล่าวเริ่มมีชิ้นงานเพิ่มมากขึ้น โดยจัดแสดงหุ่นของราชนิกูลอังกฤษ นักการเมืองชื่อดัง และบรรดาอาชญากรชื่อดังซึ่งมาพร้อมกับฉากการประกอบอาชญากรรม

ในการทำให้หุ่นขี้ผึ้งดูสมจริงมากที่สุด ทุสโซผู้มีหัวในการทำธุรกิจได้จัดซื้อข้าวของดั้งเดิมมาใช้ในการตกแต่งประกอบชิ้นงานของเธอ ตั้งแต่รถเข็นเด็กที่ใช้ในการขนเหยื่อฆาตกรรมบนถนนแฮมป์สเตดในปี 1890 (คดีฆาตกรรมฟีบี ฮอกก์ โดยแมรี เพียร์ซี) ไปจนถึงผ้าคลุมพระองค์ในพิธีราชาภิเษกของพระเจ้าจอร์จที่หก

มาดามทุสโซ
ช่างนำเบ้าหล่อปูนปลาสเตอร์ออกจากขี้ผึ้งที่พิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซ กรุงลอนดอน

ไม่นาน นิตยสาร Punch  ของลอนดอนก็คิดคำว่า “คูหาแห่งความสยดสยอง” ขึ้นมา และกลายเป็นชื่อติดหูในทันที ข่าวของมาดามทุสโซแพร่สะพัดไปทั่วทั้งลอนดอน และธุรกิจของเธอก็เฟื่องฟูขึ้นในทันใด เป็นเพราะผู้คนมีความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องชวนขนพองสยองเกล้าอยู่เป็นทุนเดิม

แต่ความสำเร็จก็ย่อมพ่วงมาด้วยเรื่องอื้อฉาว เหล่านักวิพากษ์วิจารณ์ต่างบอกว่า การใช้โศกนาฏกรรมมาจัดแสดงให้สาธารณชนเข้ามาดูชมเป็นเรื่องไร้รสนิยมและเล่นกับอารมณ์ผู้คนมากจนเกินไป ซึ่งเป็นคำวิจารณ์ที่อยู่คู่กับการจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งของมาดามทุสโซมานับร้อยปี แม้ว่าจะได้รับความนิยมอย่างไม่ขาดสายก็ตาม

ปัจจุบันมีผู้คนหลายล้านคนเข้าชมพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซใน 24 เมืองบนสี่ทวีป แม้ว่าสตูดิโอสร้างหุ่นของพิพิธภัณฑ์จะยังคงใช้เทคนิคดั้งเดิมตามแบบที่ทุสโซเคยใช้ แต่หุ่นขี้ผึ้งของดาราฮอลลีวู้ด นักกีฬาอาชีพ และนักการเมืองผู้อื้อฉาวหลายคน ก็หันมาสร้างตามต้นแบบที่ยังมีชีวิตอยู่แทน

มาดามทุสโซ
ช่างภาพถ่ายหนังหญิงสองคนระหว่างปั้นศีรษะของหุ่นขี้ผึ้งเพื่อใช้จัดแสดงในนิทรรศการ ณ พิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซ กรุงลอนดอน ปี 1928

กระบวนการที่กินเวลาหลายเดือนนี้เริ่มด้วยการนำภาพถ่ายหลายชุด ขนาดและสัดส่วนของร่างกายที่ได้จากการวัด มาขึ้นหุ่นด้วยดินเหนียว เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำน้ำมันละหุ่ง หรือแคสเตอร์ มาเทลงในเบ้าขี้ผึ้ง จากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านสีจะเทียบสีผิวอย่างระมัดระวัง ตามด้วยสีฟัน และสีตา แล้วจึงนำเส้นผมมนุษย์มาสอดเข้าไปในศีรษะทีละเส้น ตามด้วยขนตา และขนคิ้ว แต่ละชิ้นงานมีต้นทุนมากกว่า 186,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตัวอย่างเช่นหุ่นขี้ผึ้งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งใช้เวลาทำมากกว่าห้าเดือน และใช้ช่างกว่า 20 คนในการทำงาน

กว่า 200 ปีให้หลังนับตั้งแต่จุดกำเนิดอันมืดหม่น พิพิธภัณฑ์แห่งที่ 25 ของมาดามทุสโซมีกำหนดจะเปิดตัวในเดือนมิถุนายน ปี 2017 ที่กรุงเดลี อินเดีย

เรื่อง Gulnaz Khan

ภาพถ่าย David Savill, Press Agency/Getty Images

 

อ่านเพิ่มเติม

รูปปั้นทองคำเผยมุมใหม่ของจักรวรรดิโรมัน

เรื่องแนะนำ

เลียบหัวเมืองชายทะเลจีน

เลียบเลาะริมฝั่ง สำรวจชีวิตชาวจีนบริเวณหัวเมืองชายทะเลของจีน ดินแดนที่ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกมาตลอด นับจากสงครามฝิ่นเมื่อปีพ.ศ. 1843 ราวร้อยปีที่แล้วเป็นต้นมา เมืองท่าเหล่านี้ที่เป็นต้นทางของคลื่นชาวจีนอพยพที่ออกมาเผชิญโชค เป็นบรรพบุรุษผู้ตั้งรกรากในดินแดนทั่วโลก รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีน ดับเบิลยู. โรเบิร์ตมัวร์ บันทึกไว้ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1934 ถนนในฮ่องกงมีขึ้นและมีลง ร้านรวงและถนนสร้างเกาะไปตามความลาดชันของเนินใหญ่น้อยในฮ่องกง ถนนบางสายจึงเปิดให้เฉพาะผู้คนและเกี้ยวสัญจร ข้ามอ่าวไปก็จะเป็นมาเก๊า หญิงขายหนังสือพิมพ์ไม่ร้องขายแจ้งพาดหัว แต่จะคลี่พาดหัวให้ผู้ซื้อเลือกอ่านเอง ระบุยศไว้ที่หมวก เครื่องแต่งกายอันประกอบด้วยหมวกทรงพุ่ม กระดุมยศเยี่ยงนี้ล้าสมัยเสียแล้ว แต่ที่มองโกเลีย ข้าราชการยังสวมใส่เป็นเรื่องปกติ ชายหนุ่มผู้นี้เป็นเชื้อพระวงศ์มองโกเลียตะวันออก นอนหลับแทบเท้าเจ้า ร่มเงาในศาลเจ้าที่กวางตุ้งกลายเป็นที่แสนสบายเหมาะแก่การนอน หรือเอกเขนกอ่านหนังสือ พระนางฉือซีไท่โฮ่ว (ซูสีไทเฮา) นำงบประมาณที่จัดไว้เพื่อซื้อเรือรบมาสร้างพระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ ระเบียงยาวหนึ่งไมล์นี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน ถนนเมืองไป่ปิง ถนนสายนี้ตัดตรงจากพระราชวังต้องห้าม พระแมนจูรอขบวนงานศพ หลังจากพวกแมนจูลงจากอำนาจ พระราชพิธีต่างๆก็คลายความยิ่งใหญ่ลงไป แผงปลาที่มาเก๊า พ่อค้าอวดปลาเค็มไว้เป็นแผง ปลานี้เป็นกับข้าวสำคัญของชาวจีน ส่วนปลาสดตามตลาดนั้น เขาก็ใส่กะละมังไว้ให้คนซื้อเลือกไปทุบหัวให้กันสดๆ ม้าสวมหมวกในโอกาสพิเศษ ดูเหมือนม้าจะไม่เดือดร้อนรำคาญทั้งหมวกและตาซ้ายที่พาดอยู่เลย ม้าสวมเครื่องประดับสำหรับเข้าขบวนแห่ในพิธีแต่งงาน กระต่ายวันไหว้พระจันทร์ วันไหว้พระจันทร์เป็นวันสำคัญตามปฏิทินแบบจีน เนื่องจากชาวจีนมองว่าบนพระจันทร์นั้นมีกระต่าย จึงทำตุ๊กตาเช่นนี้ไว้ให้เด็กๆในวันไหว้พระจันทร์

ภาพนี้ต้องขยาย : ผู้พิทักษ์ติดอาวุธ

ภาพโดย เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์  ถ่ายภาพประตูบาก-เอเมลลี (Bagh-e-Melli Gate)  ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ซึ่งในตอนนั้นใช้เป็นทางเข้าสู่อาคารกระทรวงยุทธการ  ระหว่างถ่ายภาพสารคดีเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1931 โครงสร้างที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1906 นี้สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซียโบราณ แต่การมองผ่านแว่นขยายเผยให้เห็นองค์ประกอบสมัยใหม่  นั่นคือกระเบื้องตกแต่งทำเป็นภาพปืนกลประดับอยู่เหนือซุ้มประตูด้านข้าง ปัจจุบัน ประตูแห่งนี้ยังตั้งตระหง่าน  และภาพปืนกลก็ยังคงอยู่   ทว่าภาพธงที่ทำจากกระเบื้องซึ่งอยู่ด้านข้างปืนกลถูกทาสีทับเพื่อปกปิดภาพสิงโตและดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ปกครองอิหร่านมาช้านาน — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์  

เปิดหนังสือต้องห้ามและความเข้าใจผิดที่ฮิตเลอร์มีต่อ “อารยัน”

“Mein Kampf” คือหนังสือที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขียนขึ้นระหว่างถูกคุมขังในคุก ภายในเล่าถึงประวัติตนเอง พร้อมแนวคิดและทฤษฎีทางการเมืองของลัทธินาซีที่ยกยอความประเสริฐของชาวเยอรมัน ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิว