ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ไขปริศนา “มายาคติ 7 ประการแห่งโลกดิจิทัล” นำสามผู้เชี่ยวชาญ Data-Digital Performance-Digital Solutions เปิดเวทีสัมมนางานใหญ่ประจำปี Thought Leadership 2019 : DEMYSTIFY DIGITAL ILLUSION - National Geographic Thailand

ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ไขปริศนา “มายาคติ 7 ประการแห่งโลกดิจิทัล” นำสามผู้เชี่ยวชาญ Data-Digital Performance-Digital Solutions เปิดเวทีสัมมนางานใหญ่ประจำปี Thought Leadership 2019 : DEMYSTIFY DIGITAL ILLUSION

กรุงเทพ, 29 เมษายน 2562 – บริษัท ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ประเทศไทย เฉลยปริศนามายาคติในโลกดิจิทัล 7 ประการ ในงาน Thought Leadership 2019 ตอน “DEMYSTIFY DIGITAL ILLUSION”  เพื่อยุติความเชื่อที่เป็นประเด็นค้างคากันมานานในวงการมีเดีย การตลาดและการสื่อสารในโลกดิจิทัล โดยมีสามกูรูมากประสบการณ์นำข้อมูลเชิงสถิติ ผลวิจัยและความก้าวล้ำทางนวัตกรรมมาเปิดเผยข้อเท็จจริง ส่งให้ภาพแผนการตลาดออนไลน์ต้องพลิกโฉมอีกครั้ง

เมื่อถึงคราวที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คน Digital Platform ยังได้ disrupt แวดวงการตลาดและสื่อโฆษณาอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้เจ้าของเม็ดเงินต้องปรับกระบวนท่าการลงสื่อให้เท่าทันโลกดิจิทัล ประกอบกับ Big Data Trend ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นได้ในหลายบริษัทที่โยกงบมีเดียมาที่ดิจิทัลแพลน 100% หรือบางแบรนด์ที่ให้ความสำคัญและ ทุ่ม budget หลักมาที่ e-commerce โดยคาดหวังว่าจะเป็น solution ที่ตอบโจทย์เรื่องการขาย

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าแห่งการวางแผนกลยุทธ์และสื่อสาร ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส จึงได้รวบรวมประเด็นหลักๆ ในเรื่องดังกล่าวที่ได้พบเห็นจากการทำงานกับลูกค้าซึ่งบริษัทผู้ผลิตสินค้าและบริการได้มาเป็น 7 ปริศนาในโลกดิจิทัล ซึ่งในงาน Thought Leadership 2019: Demystify Digital Illusion ครั้งนี้ได้ให้ความชัดเจนกับความเชื่อต่างๆ พร้อมชุดข้อมูลใหม่ล่าสุดที่ได้จากการทำการวิจัยที่คลอบคลุมทุกมิติของการสื่อสารการตลาดดิจิทัลในเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Data Analytics, Programmatic, E-Commerce ผ่านขุนพลทีมดิจิทัลและดาต้าของไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ได้แก่ กนกกาญจน์           ประจงแสงศรี กรรมการผู้จัดการฝ่ายข้อมูลและการวิเคราะห์ ศุภฤกษ์ ตั้งเจริญศิริ กรรมการผู้จัดการ-รีไพรส์ และ ราชศักดิ์ อัศวศุภชัย ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจดิจิทัล

Myth 1: “100% digital reaches 100% Thais”

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย อย่างเช่น อายุของกลุ่มเป้าหมาย หรือการเข้าถึงของแพลตฟอร์มต่างๆ และความไวของอินเตอร์เน็ท ด้วยเหตุผลหลายประการดังกล่าวทาง IPG Mediabrands จึงได้มีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้ในการแพลนสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการใช้สื่อของกลุ่มเป้าหมายอย่างถ่องแท้และเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการวางแผนสื่อแบบผสมผสาน โดย IPG Mediabrands ได้นำ Ripple Tool มาใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนสื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Myth 2: “In-House data is rich data?”

การมีข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าถือได้ว่าเป็นขุมสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่ในยุคที่พฤติกรรมและกระแสเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว In-House data จึงเป็นข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันที่สามารถนำมาใช้ในการตลาดปัจจุบันได้ แต่ทว่าเพื่อที่จะขยายตลาดให้กว้างขึ้นต้องผสมผสานกับข้อมูลภายนอกด้วยเพื่อขยายฐานผู้บริโภคออกไป ต่อยอดธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ  และที่สำคัญกว่าการมี data ที่ครบถ้วน คือ การมีข้อมูลเชิงเหตุผล เพื่อเข้าใจถึงที่มาที่ไปของ พฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามที่เห็นจาก data ซึ่งทาง IPG Mediabrands มีการ partner ในเรื่องของ data เพื่อสร้างความครอบคลุม และมีทีมงานวิจัยเพื่อสร้างความเช้าใจเชิงลึกกับ data ต่างๆเหล่านั้น   ซึ่งคุณกนกกาญจน์ได้ฝากแนวทางไว้ 3 ส่วนคือ (1) ต้องมีเป้าหมายหรือสมมุติฐานที่ชัดเจนในการสร้างประโยชน์จากข้อมูล (2)  ต้องมีการประสาน data ทั้งความครอบคลุมและความเข้าใจในพฤติกรรมอย่างแท้จริง และ (3) ต้องมีนักกลยุทธ์ที่เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในการแปลงสารจาก data เป็น actionable insight และ actionable solutions ได้

Myth 3: “Digital can easily reach real premium consumers”

ลูกค้าที่มีกำลังซื้อนั้นคือกลุ่มเป้าหมายหลักในการเพิ่มยอดขาย การจะเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ผ่านสื่อดิจิทัลจะต้องทำการบริหารข้อมูลกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจากการทำการสำรวจผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อผ่านรูปแบบปกตินั้นจะได้แค่ ตัวอย่างแม่แบบ และค่าเฉลี่ยประมาณการของกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการใช้ข้อมูลทางด้านดิจิทัลเข้ามาผสมผสาน เพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด Digital Data ที่มีข้อมูลของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ จึงมีความสำคัญเพื่อบรรยายกลุ่มเป้าหมายให้ตรงลักษณะพฤติกรรมเด่นจำเพาะของแต่ละกลุ่มจริงๆ รวมไปถึงประมาณการจำนวนการเข้าถึงทางด้าน Digital ได้อีกทางหนึ่ง IPG Mediabrands ได้มีการร่วมมือกับ Data partner หลายเจ้าที่มี potential เพื่อกำหนดกลุ่มลูกค้าผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ รวมถึงทางบริษัทแม่ได้ลงทุนอย่างมหาศาลในการซื้อหน่วยธุรกิจข้อมูลการตลาดของบริษัท Acxiom เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพื่อช่วยลูกค้าในการวางแผนสื่อโฆษณาดิจิทัลให้เข้าถึงพฤติกรรมขอผู้บริโภคที่มีกำลังซื้ออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกทางหนึ่ง

Myth 4: “The more precision targeting, the more cost saving?”

การต้องเลือกระหว่างประสิทธิภาพกับประสิทธิผลนั้นคือคำถามที่อยู่คู่กับทุกธุรกิจ ความแม่นยำในการกำหนดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจะกลายเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการเชื่อมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน  แต่การเจาะถึงกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการประหยัดเงินงบประมาณ หากเป็นการบริหารเงินให้เกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดเพราะเป็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมที่จะซื้อสินค้าและบริการของเราจริงๆ หรือ High Value Audience โดยที่ไม่หวานเม็ดเงินกระจายออกไปยังกลุ่มอื่นที่ไม่จำเป็น

Myth 5: “A social trend on Fear of Missing Out (FOMO) spreads digital engagement?”

ถึงแม้คนเราจะไม่สามารถอยู่ได้ถ้าขาดการเชื่อมตนเองเข้ากับโลกดิจิทัล แต่ก็มีคนอยู่หลากหลายกลุ่มที่เริ่มที่จะมีความสุขกับการที่ไม่ต้องรับรู้เรื่องในโซเชียลบ้าง ซึ่งการจะเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ในขณะที่เขากำลังอยู่ในโมเมนต์ใหม่ หรือ JOMO (Joy of missing out) ต้องมีการบริหารจัดการสื่อเป็นอย่างดีและมีความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อที่จะผสมผสานสื่อที่อยู่ในโมเมนต์ที่เค้าแปลกแยกออกไปนั้นได้ ตัวอย่างเช่นการใช้สื่อนอกบ้านหรือการจัดกิจกรรมประเภทต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งกลุ่มคน Gen X ในประเทศไทยเริ่มที่จะเป็นกลุ่ม JOMO มากขึ้น โดยมีการเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 1.5 เท่าจากปีที่ผ่านมา

Myth 6: “Programmatic works at first sight?”

การซื้อสื่อผ่านรูปแบบ Programmatic ทำให้เราบริหารการซื้อสื่อเพื่อสื่อสารกับผู้คนได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่การที่ระบบนี้มันจะสามารถพาเราไปหากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ นั้นต้องอาศัยการสะสมการเรียนรู้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง (Deep Learning) เป็นระยะเวลาหนึ่งจึงจะทำให้เกิดความแม่นยำและชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้จะเกิดได้โดยการวางกลยุทธ์ก่อนการทำ programmatic อย่างชัดเจนทั้งในเรื่องของ พฤติกรรมแม่แบบของกลุ่มเป้าหมาย วัตถุประสงค์และการบริหาร Data ต่างๆ เพื่อนำมาผสมผสานในฐานข้อมูลเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชำนาญของบุคลากร และ technology tools ต่างๆที่นำมาใช้ โดยที่ IPG Mediabrands มี Cadreon เป็นทีมและ Programmatic Trading Desk ที่สามารถผสมผสานข้อมูลของลูกค้า (In-house data) และ Data Partner ที่มีได้เพื่อบริหารจัดการการซื้อสื่อได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกรูปแบบของ campaign โฆษณา

Myth 7: “E-commerce will build incremental sales”

ปรากฏการณ์การเติบโตของการซื้อของออนไลน์นั้นเป็นเหมือนกระแสหลักที่พัดให้ทุกวงการต้องขยับตัวตาม e-commerce เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการเปิดช่องทางการขายเพื่อให้มีรายได้เข้ามามากขึ้น แต่ทว่าต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างดีว่าสินค้าประเภทใดเหมาะกับการทำอีคอมเมิร์ซ เพราะการทำe-commerce อาจจะไม่ได้เป็นการทดแทนช่องทางการขาย แต่อาจจะเป็นการเพิ่มยอดขายอีกทางหนึ่ง บางแบรนด์ใช้ทางเลือกในเรื่องของการใช้มาร์เก็ตเพลสเข้ามาผสมผสาน บางแบรนด์เลือกที่จะสร้างร้าน e-commerce ของตนเอง แต่อย่างไรก็ดีควรมีการวางแผนเรื่องการขายอย่างชัดเจนและมีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคก่อนที่จะตัดสินใจบริหารจัดการ e-commerce เพราะจุดเด่นของ market place และ e-commerce นั้นต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถาณการณ์และวัตถุประสงค์ของแบรนด์

ดร.ธราภุช จารุวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  – ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ประเทศไทย

เปิดเผยว่าการสื่อสารการตลาดดิจิทัลนั้น เติบโตในประเทศไทยมาได้กว่า 10 ปีแล้ว และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี แต่สิ่งที่เราทุกคนเห็นตรงกันคือ ที่ผ่านมายังคงความคลุมเครือ มีหลายกรอบกำแพงที่ทำให้เป้าหมายของลูกค้าไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ทั้งจากทางฝั่งลูกค้าและจากทางผู้ประกอบการเอง ซึ่งทำให้การลงทุนของลูกค้านั้นไม่ตอบโจทย์และไม่คุ้มค่า พวกเราที่ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส จึงเห็นตรงกันว่าถึงเวลาที่เราจะต้องนำองค์ความรู้ใหม่ๆ จากทั่วโลกเข้ามาตอบคำถามเพื่อทำให้เป้าหมายทางการตลาดที่ลูกค้าวางไว้เป็นจริงได้  ซึ่งในงาน Thought Leadership ครั้งนี้มีเป้าหมายอีกส่วนคือการตอกย้ำถึงจุดยืนของกลุ่ม IPG Mediabrands ในเรื่องของการผสมผสานที่ลงตัวของทั้งศาสตร์และศิลป์ จึงทำรูปแบบการนำเสนอออกมาเป็น Musical show ซึ่งได้รับเสียงฮือฮาและกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในงาน

เรื่องแนะนำ

สุวรรณภูมิ : ภูมิแห่งคุณค่าอาเซียน

สู่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด กับเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสาสนเทศ เชื่อมอาเซียนด้วยวัฒนธรรมร่วมบนผืนแผ่นดิน “สุวรรณภูมิ” 12 พฤศจิกายน 2562 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า เปิดตัวโครงการ สุวรรณภูมิ : ภูมิแห่งคุณค่าอาเซียน หรือ Suvarnabhumi : Terra of Co-cultural Values ณ ห้องออดิทอเรียมฮอลล์ ชั้น 10 C ASEAN อาคาร CW Tower ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร “สุวรรณภูมิ” เป็นดินแดนที่ได้รับการกล่าวถึง และมีการศึกษาค้นคว้ามาเป็นระยะเวลานานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดินแดนนี้ไม่มีเขตแดนชัดเจน แต่เป็นดินแดนนามธรรมทางความคิด เป็นดินแดนเชิงสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นอารยธรรมที่เมื่อพลิกฟื้นขึ้นมาได้จะนำไปสู่การรังสรรค์คุณค่า และการพัฒนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการแปลงแนวโน้มหลักของโลก หรือเมกะเทรนด์ที่กำลังมาถึง ผ่านการศึกษาและสกัดคุณค่าในแต่ละด้านทั้งหมด 5 มิติ ร่วมกับการใช้นวัตกรรมจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ทำให้เราได้เห็นว่า สุวรรณภูมิคืออารยธรรมเชื่อมโลก และเมื่อเราตระหนักแล้วว่า เราต่างไม่ได้แบ่งแยกโดยเส้นประเทศ […]

River Festival 2018 เทศกาลสายน้ำวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ 4

River Festival 2018 เชื่อมโยงวิถีแห่งศิลป์ วิถีแห่งวัฒนธรรมสายน้ำเจ้าพระยา River Festival 2018 เทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ 4 จัดขึ่้นภายใต้แนวคิด “สุข แสง ศิลป์ 9 ท่าน้ำร่วมสมัย” โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2561 และได้มีพิธีเปิดอย่างยิงใหญ่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ เอเชียทีคเดอะริเวอร์ฟร้อนท์ โครงการ RiverFestival 2018 นับเป็นอภิมหาโครงการส่งท้ายปีกับการสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเทศกาลวัฒนธรรมร่วมสมัย และมหกรรมลอยกระทงริมโค้งน้ำที่ยาวที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวทั้งทางบก และทางน้ำ สู่ชุมชน และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ จัดขึ้นพร้อมกันทั้งเก้าท่าน้ำ โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจากคุณอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วยคุณกมลนัย ชัยเฉนียน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวนการใหญ่ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  ในนามประธานการจัดงาน และองค์กรภาคีทุกภาคส่วน ร่วมในงานพิธีเปิดเทศกาลดังกล่าว โดยความพิเศษในปีนี้ ก็คือการเชื่อมโยงจุดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยของ Bangkok Art Biennale 2018 ที่มีชิ้นงานศิลปะกว่า […]

ทำความรู้จักกับข้าว 7 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยชาวนาไทยอีสาน

ทำความรู้จักกับข้าว 7 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยชาวนาไทยอีสาน ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่เกิดวิกฤติชาวนา ปัญหาจำนำข้าว กระทั่งมีข่าวการฆ่าตัวตายของชาวนา สะท้อนความเปราะบางของสังคมเกษตรกรที่แม้จะสำคัญที่สุดในห่วงโซ่อาหาร แต่กลับได้รับการเหลียวแลน้อยที่สุดในสังคม และยังคงเป็นเช่นนี้เรื่อยมาไม่เคยเปลี่ยนแปลง… การทำนาแบบเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม และรอคอยการช่วยเหลือแบบเดิม จึงอาจพูดได้ว่าย่อมเกิดผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิม นี่คือที่มาของการรวมกลุ่ม “ชาวนาไทอีสาน” เครือข่ายใหม่ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวนามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความมั่นคงได้ ด้วยแนวคิดแบบใหม่ สร้างกระบวนการทำนาแบบใหม่ และมองตัวเองในบริบทโลกที่กว้างไกลมากขึ้น “ชาวนาไทอีสาน” เป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือเป็นชาวนาที่ทำนาประณีตแบบอินทรีย์ สืบทอดความดีงามแห่งท้องไร่ท้องนาจากบรรพบุรุษ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน พร้อมๆ ไปกับการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองทั้งด้านการผลิตและบริโภค เพื่อความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทาทางชีวภาพ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน สมาชิกกลุ่มเป็นชาวนาจากหลากหลายจังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สกลนคร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม โดยมี ตุ๊หล่าง-แก่นคำกล้า พิลาน้อย ผู้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ในการทำนาแบบฉบับที่เรียกว่า “ตุ๊หล่างสไตล์” ให้กับแต่ละคน เป็นการทำนาที่ต้องเอาใจใส่ในกระบวนการผลิตในทุกๆ ช่วงอายุของข้าว ซึ่งทั้งละเอียด ประณีต พิถีพิถัน อันบ่งบอกถึงพื้นฐานของความรักที่จะทำนาเป็นเบื้องต้น (ฉันทะ) ครูตุ๊หล่างจึงเป็นเหมือนศูนย์กลางที่ดึงดูดให้แต่ละคนได้มาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และด้วยทิฏฐิความเห็นที่อยากยกระดับมาตรฐานชาวนาให้ดีขึ้น มีเป้าหมายที่อยากจะเป็นชาวนาที่สร้างประโยชน์ตนและและประโยชน์ท่าน […]

การฟังเพลงขณะอ่านหนังสือ ส่งผลดีจริงหรือ

ผู้อ่านส่วนใหญ่เชื่อว่า การฟังเพลงขณะอ่านหนังสือช่วยสร้างความจดจ่อต่อการอ่านได้ดีขึ้น เสียงเพลงส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและประเภทของเพลง บางคนกล่าวว่า ถ้าตนเองอยู่ในภาวะเงียบเกินไปมักไม่เข้าใจเนื้อหาที่กำลังอ่าน แต่บางคนก็แสดงผลในทางตรงกันข้ามคือ ไม่สามารถจดจ่อกับเนื้อหาที่อ่านได้หากมีเสียงรบกวน บทเพลงนั้นมีผลต่อการอ่านเชิงวิเคราะห์และการรับรู้ รวมไปถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน แล้วในเชิงวิทยาศาสตร์มองเรื่องนี้อย่างไร หลายครั้งเรามักพบเจอผู้คนสวมหูฟังไปด้วยขณะที่อ่านหนังสือในห้องสมุด หรือในสวนสาธารณะ ในช่วงทศวรรษ 1990 ทฤษฎีเพลงโมซาร์ต เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง จากผลงานวิจัยของกอร์ดอน ชอว์ ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนักศึกษาหลักสูตรหลังปริญญาเอกนาม Xiaodan Leng พบว่า รูปแบบสมองของผู้ที่กำลังเล่นเครื่องดนตรีแสดงผลคล้ายกับโน้ตเพลงคลาสสิก ถัดมาในปี 1993 นักวิทยาศาสตร์ทดลองทฤษฎีเพลงโมซาร์ตกับนักศึกษามหาวิทยาลัย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มนักเรียนที่ฟัง “Sonata for Two Pianos in D Major” แสดงผลการทดสอบไอคิวในระดับสูงกว่าช่วงที่ไม่ได้รับฟังเพลง เมื่องานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ออกไป จึงกลายเป็นความเชื่อมาถึงทุกวันนี้ว่า บทเพลงมีผลต่อการอ่านและการเรียนรู้ สิบปีต่อมา งานวิจัยหลายชิ้นตีพิมพ์เผยแพร่ผลการทดลองไปในทางตรงกันข้ามกับทฤษฎีเพลงโมซาร์ต และชี้จุดสังเกตถึงข้อจำกัดในการทดลองที่ผ่านมา เช่น การวัดไอคิวจากทักษะเพียงด้านเดียวอย่างการพับกระดาษ และการแก้ปริศนา พวกเขากล่าวว่า “ไม่มีข้อพิสูจน์หรือหลักฐานใดชี้ชัดว่า การฟังเพลงคลาสสิกส่งผลให้ผู้เรียนฉลาดขึ้น” บุคคลทั่วไปมีแนวโน้มตอบสนองการแก้ปัญหาได้ดีเมื่ออยู่ในภาวะอารมณ์เชิงบวก บทเพลงช่วยสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้เรียนขณะอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ และช่วยลดความกังวลในขณะที่แสดงความคิดเห็น งานวิจัยชิ้นหนึ่งรายงานว่า เสียงเพลงช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโดปามีน […]