‘โขนกลางแปลง’ ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่เชียงราย - National Geographic Thailand

‘โขนกลางแปลง’ ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่เชียงราย

เรื่องราวของ สิงห์ปาร์ค เชียงราย กับการสืบสานและผลักดัน “โขนกลางแปลง” ศิลปะไทยหาชมยาก ให้คนรุ่นหลังและชาวต่างชาติได้รู้จักผ่านงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติ

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่หลายคนกำลังตื่นเต้นกับวันแห่งความรัก ที่สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย มีคนจำนวนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่กลางสนามหญ้า เพื่อชมการแสดงที่เรียกว่า ‘โขนกลางแปลง’ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาและเหล่าบอลลูนลูกยักษ์จากนานาชาติ ที่เข้าร่วมในเทศกาลบอลลูนนาชาติที่จัดขึ้นในวัน เวลา และพื้นที่เดียวกัน

อาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนเพิ่งเคยได้ยินหรือรู้จักโขนกลางแปลงเป็นครั้งแรก เพราะกรมศิลปากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการแสดงโขนแบบดั้งเดิมก็ให้ข้อมูลในเว็บไซต์ของหน่วยงานไว้ว่า “ปัจจุบันหาดูได้ยาก” อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้ความว่าจะหาดูไม่ได้

ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติ ที่จัดขึ้นที่ สิงห์ปาร์ค เชียงราย เมื่อวันที่ 14 – 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีการแสดงโขนกลางแปลง ชุดรามเกียรติ์ ตอนศึกพรหมาสตร์ อันเป็นการแสดงโขนกลางแปลงอีกแห่งนอกจากโขนกลางแปลงที่งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งหมายความว่า ในประเทศไทยมีการแสดงโขนกลางแปลงเหลืออยู่เพียง 2 แห่งเท่านั้น

ในปี พ.ศ. 2563 การแสดงโขนกลางแปลงในเทศกาลบอลลูนนานาชาติ ณ สิงห์ปาร์ค เชียงรายได้ ดำเนินมาถึงปีที่ 3 ในขณะที่โขนกลางแปลงงานอุทยาน ร.2 ที่เปรียบเสมือนต้นตำรับนั้นจัดแสดงมามากว่า 30 ปี แล้ว แต่ทางบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผู้จัดงาน ก็มุ่งมั่นที่จะเป็นคนรุ่นใหม่ผู้ตั้งใจสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยให้เหลือไปยังคนรุ่นหลัง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มรดกวัฒนธรรมไทยอย่าง “โขนกลางแปลง” ยังมีคนรู้จัก

เพราะความหลงใหล จึงกลายเป็นผู้สืบสาน

โขนกลางแปลงชุดรามเกียรติ์ ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากคุณอิสระ ขาวละเอียด รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ อาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ อาจารย์สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู ข้าราชการบำนาญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโขนละคร สังกัดกรมศิลปากร ที่เป็นผู้คิดริเริ่มและดำเนินการ โดยมี คุณสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เป็นผู้สนับสนุนและผลักดันให้สำเร็จ

คุณอิสระเป็น Brewmaster ของบุญรอดฯ ผู้หลงใหลในศิลปวัฒนธรรมไทย ส่วนอาจารย์สุรเชษฐ์คือผู้เชี่ยวชาญด้านโขนละครที่เห็นว่าบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มุ่งสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมไทย ทั้งสองคนได้มีส่วนทำให้เกิดโขนกลางแปลงชุดรามเกียรติ์ ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย อันเป็นสุนทรียนาฏกรรมที่ตรึงสายตาผู้ชมได้กว่าหมื่นคน

“ต้องบอกที่มาที่ไปก่อนว่าทำไมผมถึงต้องนำโขนไปเล่นที่เชียงราย เพราะสิงห์ปาร์คมีพื้นที่ที่สวยงามมาก กว้าง สนามสวย ต้นไม้สวย ดอกไม้สวย ภูเขาสวย เลยคิดว่าทำไมเราไม่หาอะไรไทยๆ ทำไมต้องเป็นคอนเสิร์ตหรือ International Balloon Festival อย่างเดียว ก็เลยนึกถึงโขนกลางแปลง ซึ่งมันหาดูไม่ได้แล้ว มันร่อยหรอลง ไม่ค่อยมีคนรู้จักแล้ว มีเล่นอยู่ที่เดียวก็ที่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เหลืออยู่ที่เดียวซึ่งจัดมา 30 ปีได้แล้ว เราก็น่าจะเอาตรงนี้ไปแสดงดีไหม คนต่างชาติก็จะได้ดู และผมก็เชื่อว่าคนท้องถิ่นก็ไม่เคยดู พอดีวันที่คุยเรื่องนี้ คุณสันติเดินผ่านมาแล้วถามว่าคุยอะไรกัน เราจึงได้เสนอความคิดนี้ ท่านก็ให้ลองทำดูสองวัน พอดูจบท่านก็เรียกผมมาหาแล้วบอกว่า โขนอย่างนี้เราจัดทุกปีได้รึเปล่า” คุณอิสระ เจ้าของความคิดริเริ่มในโครงการนี้ กล่าว

ด้านอาจารย์สุรเชษฐ์กล่าวเสริมว่า “ผมคิดว่าคนดูการแสดงโขนกลางแปลงที่อุทยาน ร.2 มาเป็นยี่สิบสามสิบปีแล้ว แต่คนทางเหนือไม่มีโอกาส ผมจึงคุยกับลูกศิษย์ว่าอยากเอาโขนไปเล่นทางเหนือ ลูกศิษย์บอกว่า คนทางเหนือเขาไม่ค่อยชอบดู ผมคิดว่าทำไมจะทำไม่ได้ ผมจะเอาโขนไปให้ดูให้ได้ พอได้คุยกับผู้ใหญ่ที่บุญรอดฯ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี ท่านเล็งเห็นในเรื่องนี้ ท่านบอกว่า เอาเลย ลองทำดู แล้วปีแรกก็ประสบความสำเร็จมาก คนดูบอกว่าเพิ่งเคยเห็นโขนตัวเป็นๆ ครั้งแรก บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จึงถือเป็นผู้ให้โอกาสทางศิลปวัฒนธรรมแก่ประชาชน เพราะว่าเขาไม่มีโอกาสได้ดูมาก่อน”

 โขนกลางแปลง นาฏกรรมโบราณที่ไม่ต้องปลูกโรงโขน

กรมศิลปากรให้คำจำกัดความ “โขนกลางแปลง” ว่าเป็น “การแสดงโขนบนพื้นดินกลางสนามหญ้า ไม่ต้องปลูกโรงให้เล่น” การแสดงโขนกลางแปลงนี้จึงต้องใช้สถานที่ใหญ่ เพราะไม่มีเวที ต้องใช้สนามหญ้าเป็นเวทีธรรมชาติ มีฉากเป็นต้นไม้ใบหญ้าหรือภูเขา และใช้คนแสดงจำนวนมาก หากสงสัยว่า “มาก” นี้มากแค่ไหน คุณอิสระผู้รับบทบาทอินทรชิตใน พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2563 ให้คำตอบว่า “เป็นร้อย จึงจะตื่นตาตื่นใจ คึกคัก และถ้าจะให้สนุกก็ต้องมีทั้งยักษ์ทั้งลิง”

ด้านอาจารย์สุรเชษฐ์พูดถึงความท้าทายในการแสดงโขนท่ามกลางธรรมชาติอย่างภูเขาและทะเลสาบว่า “ชื่อมันบ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นการแสดงกลางแจ้ง ซึ่งการแสดงที่สิงห์ปาร์คนั้นได้เปรียบกว่าที่อื่น คือมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แทนที่จะมีแต่สนามหญ้าอย่างเดียว ก็มีทั้งภูเขาและดอกไม้ แล้วปีนี้ผมหันหลังเวทีให้ดงดอกไม้ ภูเขา เพราะฉะนั้น คนก็จะได้ชมวิวทิวทัศน์ด้วย เต็มมิติตามที่ผู้ใหญ่จากสิงห์ปรารภเอาไว้ ถ้าเทียบกับที่อื่นถือว่าไม่ยาก แค่ปรับแบบแผนตามสถานที่เล็กน้อย อย่างที่สิงห์ปาร์คมีเนิน เราก็ปรับโลเคชันให้เข้ากับบรรยากาศหรือเนื้อเรื่องการแสดง

“ตัวผมชอบเรื่องเทคนิค ผมก็จะเพิ่มเทคนิคเข้ามา เช่นปรับแสงให้เข้ากับบรรยากาศ แต่แสดงกลางแจ้งก็มีข้อแม้คือพระอาทิตย์จะลับเหลี่ยมมั้ย กระแสลมจะมีมั้ย มันเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกับเล่นในโรงละครที่มืดทั้งหมด เราจะเนรมิตแสงสีเสียงยังไงก็ได้ แต่พอเป็นกลางแจ้ง ถ้ามีลมมาการแสดงอาจจะไม่ได้อย่างที่เราคิด เพราะเราจะต้องปล่อยเอฟเฟกต์ควันช่วย และปีนี้เป็นปีแรกที่ผมเพิ่มความพิเศษ คือใช้โดรนถ่ายภาพมุมสูงด้วย คนที่ดูนักแสดงก็ดูไป แต่ถ้าคนอยากดูที่จอ ก็จะมีฉากที่ตัดมาให้บนจอ เป็นภาพข้างบน ฉายบนมอนิเตอร์ใหญ่ด้านหลัง”

สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ให้ไม่เหมือนใครและประทับใจผู้ชม

อาจารย์สุรเชษฐ์เล่าว่า นักแสดงโขนทุกคนล้วนผ่านการแสดงมาแล้วอย่างดี พวกเขาเป็ยกลุ่มศิลปินวังหน้าเป็นกลุ่มนักแสดงที่ผ่านการเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ บางท่านเป็นศิลปินกรมศิลปากร บางท่านเป็นศิลปินอิสระ ผู้ผ่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างดี

“ทางผู้ใหญ่ในบุญรอดฯ เขาให้ผมสร้างสรรค์เลยว่าควรจะเป็นอย่างไร แล้วผมก็คิดว่าควรจะมีอะไรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ อย่างปีที่แล้วผมเห็นสิงห์หน้าไร่ ผมเลยคิดการแสดงชุดใหม่เรียกว่า ‘ชุดเบิกโรง’ ซึ่งการแสดงเบิกโรงนาฏศิลป์มีอยู่แล้ว แต่ผมทำใหม่ ตั้งชื่อให้ว่า ‘สิงหวตาร’ จินตนาการว่าสิงห์เป็นเทพเจ้าที่อวตารลงมาเพิ่มความบันเทิงให้แก่โลก ทั้งให้น้ำบริสุทธิ์ดื่ม ให้การสนับสนุนคนยากจน เป็นระบำชุดใหม่ ปีนี้เอามาเล่นก็จะซ้ำ เราก็เปลี่ยนเป็นขบวนสวยงาม

“การแสดงโขนกลางแปลงทุกปีเราพยายามทำให้ชวนติดตามยิ่งขึ้น อย่างตอนนี้เป็นตอนใหญ่ ศึกพรหมาสตร์นี่ไม่เหมือนกับทุกครั้ง คุณจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ขบวนเทวดา นางฟ้า กลองชนะ ในฉากนั้นคนแสดงไม่ต่ำกว่าเก้าสิบคน ยิ่งใหญ่อลังการมาก”

สืบสานเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมมรดกไทย

“ผมโตขึ้นมาก็มองเห็นว่าทางบุญรอดฯสนับสนุนงานด้านศิลปะทุกอย่าง ไม่ว่าจะดนตรีไทย โขนละคร จิตรกรรม ประติมากรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่บุญรอดฯสนับสนุนมากว่าสิบปี ส่วนใหญ่จะมาทางด้านอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปะไทยแทบทั้งหมด ในช่วงหลังจึงเริ่มไปสนับสนุนทางด้านกีฬามากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่าบุญรอดฯให้การสนับสนุนทางด้านกีฬาค่อนข้างเยอะ หลังจากนี้ทางบุญรอดฯก็จะไปสนับสนุนอย่างอื่นเพิ่มเติม ผมเลยพยายามจะดึงศิลปะไทยกลับมาใหม่

เราไม่อยากให้มันหายไป เพราะเป็นสิ่งที่บุญรอดฯสนับสนุนมาตั้งแต่ยุคแรกๆ”

คุณอิสระเล่าถึงความหลังครั้งเป็นนักศึกษาพ่วงตำแหน่งหัวหน้าชมรมดนตรีไทย กระทั่งวันที่เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมไทยและได้มีโอกาสอนุรักษ์การแสดงที่เป็นมรดกของไทย

“ใช่ เราต้องการจะอนุรักษ์ แล้วก็ใช้สถานที่ที่อำนวยของเรามาช่วยส่งเสริมให้มีการจัดการแสดงประเภทนี้ ส่งเสริมให้คนได้รู้จักมากขึ้น ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนมาสนใจมากขึ้น และสังเกตว่าในปีแรกที่เราจัดแสดง ผู้ปกครองพาเด็กๆ มา เด็กๆ ก็นั่งดูกับพื้นแล้วลุกขึ้นมารำ โขนรำยังไง เด็กๆ ก็รำอย่างนั้น นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราแอบอมยิ้ม เด็กๆ นี่ถ้าไม่สนใจ เขาไม่ทำหรอก เราเลยคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี และเราก็ไม่ได้ทำอาชีพนี้ ทุกคนไปด้วยความสมัครใจ เพื่อนฝูงก็ดึงกันมา ทุกคนมีความสนใจทางด้านนี้และอยากจะอนุรักษ์ อยากส่งเสริม อยากจะสืบสาน” คุณอิสระตอบเป็นการย้ำถึงเจตนารมณ์ของบุญรอดฯและตัวเอง

นอกจากนี้ คุณอิสระฝากถึงผู้ที่ไม่เคยไปดูโขนกลางแปลงที่สิงห์ปาร์คมาก่อนว่า “การแสดงโขนนอกจากโขนจะเป็นศิลปะชั้นสูงสุดของนาฏศิลป์ไทยแล้ว การแสดงกลางแจ้งแบบนี้ก็หาชมได้ยากมาก แทบจะไม่เหลือแล้ว จึงอยากให้คนที่ไปเที่ยวเชียงราย โดยเฉพาะคนท้องถิ่นซึ่งผมว่าไม่เคยเห็นแน่ๆ ได้มาดู จะได้เข้าใจศิลปะไทย เนื้อหา ความละเอียดอ่อน รวมทั้งรู้เรื่องราวพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่สองมากขึ้น ทุกอย่างมันเป็นสุดยอดหมด ไม่อยากให้พลาด และมีแค่ปีละครั้งด้วย”

ตลอด 1 ชั่วโมงกับนักแสดงกลุ่มศิลปินวังหน้าเกือบร้อยชีวิต และตลอดบทสนทนากับคุณอิสระ นักปรุงเบียร์สิงห์ที่มีงานรองเป็นนักแสดงโขน และอาจารย์สุรเชษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโขนละคร ทำให้เราค้นพบความหมายของ “โขนกลางแปลง” ได้ด้วยตัวเอง จนทำให้เกิดความหวังว่า การสืบสานและผลักดันโขนกลางแปลง ศิลปะไทยที่หาชมได้ยาก ของบุญรอดบริวเวอรี่จะสามารถเปลี่ยนข้อมูลของกรมศิลปากรที่ระบุว่าโขนกลางแปลงนั้น “ปัจจุบันหาดูได้ยาก” ได้ในอนาคต

เรื่องแนะนำ

การฟังเพลงขณะอ่านหนังสือ ส่งผลดีจริงหรือ

ผู้อ่านส่วนใหญ่เชื่อว่า การฟังเพลงขณะอ่านหนังสือช่วยสร้างความจดจ่อต่อการอ่านได้ดีขึ้น เสียงเพลงส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและประเภทของเพลง บางคนกล่าวว่า ถ้าตนเองอยู่ในภาวะเงียบเกินไปมักไม่เข้าใจเนื้อหาที่กำลังอ่าน แต่บางคนก็แสดงผลในทางตรงกันข้ามคือ ไม่สามารถจดจ่อกับเนื้อหาที่อ่านได้หากมีเสียงรบกวน บทเพลงนั้นมีผลต่อการอ่านเชิงวิเคราะห์และการรับรู้ รวมไปถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน แล้วในเชิงวิทยาศาสตร์มองเรื่องนี้อย่างไร หลายครั้งเรามักพบเจอผู้คนสวมหูฟังไปด้วยขณะที่อ่านหนังสือในห้องสมุด หรือในสวนสาธารณะ ในช่วงทศวรรษ 1990 ทฤษฎีเพลงโมซาร์ต เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง จากผลงานวิจัยของกอร์ดอน ชอว์ ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนักศึกษาหลักสูตรหลังปริญญาเอกนาม Xiaodan Leng พบว่า รูปแบบสมองของผู้ที่กำลังเล่นเครื่องดนตรีแสดงผลคล้ายกับโน้ตเพลงคลาสสิก ถัดมาในปี 1993 นักวิทยาศาสตร์ทดลองทฤษฎีเพลงโมซาร์ตกับนักศึกษามหาวิทยาลัย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มนักเรียนที่ฟัง “Sonata for Two Pianos in D Major” แสดงผลการทดสอบไอคิวในระดับสูงกว่าช่วงที่ไม่ได้รับฟังเพลง เมื่องานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ออกไป จึงกลายเป็นความเชื่อมาถึงทุกวันนี้ว่า บทเพลงมีผลต่อการอ่านและการเรียนรู้ สิบปีต่อมา งานวิจัยหลายชิ้นตีพิมพ์เผยแพร่ผลการทดลองไปในทางตรงกันข้ามกับทฤษฎีเพลงโมซาร์ต และชี้จุดสังเกตถึงข้อจำกัดในการทดลองที่ผ่านมา เช่น การวัดไอคิวจากทักษะเพียงด้านเดียวอย่างการพับกระดาษ และการแก้ปริศนา พวกเขากล่าวว่า “ไม่มีข้อพิสูจน์หรือหลักฐานใดชี้ชัดว่า การฟังเพลงคลาสสิกส่งผลให้ผู้เรียนฉลาดขึ้น” บุคคลทั่วไปมีแนวโน้มตอบสนองการแก้ปัญหาได้ดีเมื่ออยู่ในภาวะอารมณ์เชิงบวก บทเพลงช่วยสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้เรียนขณะอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ และช่วยลดความกังวลในขณะที่แสดงความคิดเห็น งานวิจัยชิ้นหนึ่งรายงานว่า เสียงเพลงช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโดปามีน […]

เปิดตัวค่ายเยาวชนต้านโลกร้อน ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ-ภูเขา-ทะเล

สิงห์ เอสเตท เปิดตัวโครงการ SeaYouTomorrowCamp: Fighting Climate Crisis ค่ายเยาวชนต้านวิกฤตโลกร้อน เพื่อการเรียนรู้ธรรมชาติ เปิดโลกทัศน์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อโลก เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 สิงห์ เอสเตท จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ SeaYouTomorrowCamp: Fighting Climate Crisis ค่ายผู้นำเยาวชน ต้านวิกฤต รวมพลังต้านวิกฤตโลกร้อน ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือกับศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (Environmental Education Centre – EEC THAILAND) โครงการนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนจากพื้นที่ชุมชนเมือง ภูเขา และทะเล ได้ผสานการเรียนรู้ร่วมกันในห้องเรียนธรรมชาติ อันประกอบไปด้วยพื้นที่ภูเขา ทะเล จากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ให้เยาวชนได้เห็นถึงความสัมพันธ์กันของธรรมชาติ ป่าไม้ และทะเล รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อนที่รุนแรง ซึ่งเกิดจากมนุษย์ รวมไปถึงการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์เพื่อให้เยาวชนได้นำไปปฏิบัติและส่งต่อองค์ความรู้จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลก และแก้ไขวิกฤตโลกร้อนในอนาคต นอกจากนี้ โครงการนี้ สิงห์ เอสเตท ร่วมมือกับพันธมิตรที่ต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ทั้งบริษัท การบินกรุงเทพ […]

ทำความรู้จักกับข้าว 7 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยชาวนาไทยอีสาน

ทำความรู้จักกับข้าว 7 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยชาวนาไทยอีสาน ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่เกิดวิกฤติชาวนา ปัญหาจำนำข้าว กระทั่งมีข่าวการฆ่าตัวตายของชาวนา สะท้อนความเปราะบางของสังคมเกษตรกรที่แม้จะสำคัญที่สุดในห่วงโซ่อาหาร แต่กลับได้รับการเหลียวแลน้อยที่สุดในสังคม และยังคงเป็นเช่นนี้เรื่อยมาไม่เคยเปลี่ยนแปลง… การทำนาแบบเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม และรอคอยการช่วยเหลือแบบเดิม จึงอาจพูดได้ว่าย่อมเกิดผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิม นี่คือที่มาของการรวมกลุ่ม “ชาวนาไทอีสาน” เครือข่ายใหม่ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวนามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความมั่นคงได้ ด้วยแนวคิดแบบใหม่ สร้างกระบวนการทำนาแบบใหม่ และมองตัวเองในบริบทโลกที่กว้างไกลมากขึ้น “ชาวนาไทอีสาน” เป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือเป็นชาวนาที่ทำนาประณีตแบบอินทรีย์ สืบทอดความดีงามแห่งท้องไร่ท้องนาจากบรรพบุรุษ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน พร้อมๆ ไปกับการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองทั้งด้านการผลิตและบริโภค เพื่อความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทาทางชีวภาพ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน สมาชิกกลุ่มเป็นชาวนาจากหลากหลายจังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สกลนคร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม โดยมี ตุ๊หล่าง-แก่นคำกล้า พิลาน้อย ผู้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ในการทำนาแบบฉบับที่เรียกว่า “ตุ๊หล่างสไตล์” ให้กับแต่ละคน เป็นการทำนาที่ต้องเอาใจใส่ในกระบวนการผลิตในทุกๆ ช่วงอายุของข้าว ซึ่งทั้งละเอียด ประณีต พิถีพิถัน อันบ่งบอกถึงพื้นฐานของความรักที่จะทำนาเป็นเบื้องต้น (ฉันทะ) ครูตุ๊หล่างจึงเป็นเหมือนศูนย์กลางที่ดึงดูดให้แต่ละคนได้มาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และด้วยทิฏฐิความเห็นที่อยากยกระดับมาตรฐานชาวนาให้ดีขึ้น มีเป้าหมายที่อยากจะเป็นชาวนาที่สร้างประโยชน์ตนและและประโยชน์ท่าน […]

ประมวลภาพบรรยากาศพิธีอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา นายประจวบ ไชยสาส์น นายกสมาคมมิตรภาพไทย – เวียดนาม ได้เป็นประธานในพิธีเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรไปทอดถวาย ณ วัดเฟื้อกเซิน จังหวัดด่งนาย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีพระ ทิก บู๋ จั๊นห์ เจ้าอาวาสวัดเฟื้อกเซิน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนางเหวียน หว่า เหียบ รองประธานคณะกรรมการประชาชน จังหวัดด่งนาย เป็นผู้แทนฝ่ายเวียดนาม ผู้แทนฝ่ายไทย ประกอบไปด้วยนางสาววันทนีย์ วิพุธวงศ์สกุล อุปทูต ณ กรุงฮานอย นางอุรีรัชต์ เจริญโต กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ (ณ เวลานั้น) ข้าราชการอาวุโสจากประเทศไทย คณะสมาคมมิตรภาพไทย – เวียดนาม พร้อมผู้แทนภาคเอกชนไทยในเวียดนาม เข้าร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น พิธีอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 14 ที่กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานมาทอดถวายที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยบรรยากาศในปีนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยในเวียดนาม และชาวเวียดนามที่ต่างมาร่วมใจสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรที่ได้พระราชทานผ้าพระกฐินไปทอดถวายที่วัดเฟื้อกเซินเป็นครั้งแรก และในครั้งนี้สามารถรวบรวมปัจจัยโดยเสด็จพระราชกุศลของกระทรวงการต่างประเทศ […]