100 ปี แห่งความเจริญบนสายนํ้า กลุ่มบริษัทสุภัทรา

100 ปี แห่งความเจริญบนสายนํ้า กลุ่มบริษัทสุภัทรา

เรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่านํ้านนทบุรีในช่วงเช้า อันเป็นช่วงที่มีผู้โดยสารใช้บริการอย่างหนาแน่นเพื่อเดินทางเข้าใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร


จากกิจการเรือแจวข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ในวันนี้กลุ่มบริษัทสุภัทราได้แตกแขนงกิจการบนสายนํ้าไปมากมาย และพร้อมก้าวต่อไปในโอกาสครบรอบ 100 ปี

ท่านํ้านนทบุรี เวลา 07:00 น. พ.ศ. 2563

ด้านหลังคือหอนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์เด่น ส่วนภาพตรงหน้าคือฉากชีวิตที่ดำเนินไปในทุกเช้าของวันธรรมดา ผู้คนหลายวัย หลากอาชีพ ต่างกุลีกุจอเร่งฝีเท้าเข้าไปในท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อใช้บริการเรือโดยสาร ‘เรือด่วนเจ้าพระยา’ อันเป็นการเดินทางที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา

เมื่อเรือเทียบท่า ช่างเครื่องส่งสัญญาณนกหวีดประสานกับนายท้ายหรือคนขับเรือ พร้อมแกว่งเชือกเส้นเขื่องสีนํ้าตาลผูกมัดกับพุกโป๊ะจนแนบสนิท ก็ถึงเวลาของเหล่าพนักงานที่จะนำพาผู้โดยสารนับร้อยลงเรือ ทั้งเรือด่วน และเรือข้ามฟากใจกลางเมือง รวมทั้งพนักงานที่อำนวยความสะดวกเหล่านี้ ต่างเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท สุภัทรา จำกัด และบริษัทในเครือ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากเรือแจวเล็กๆเพียงไม่กี่ลำ จนกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ขยายกิจการไปมากกว่าการเดินเรือโดยสาร

เรือด่วนเจ้าพระยา, สะพานพระรามแปด, ท่าเรือเทเวศร์
เรือด่วนเจ้าพระยาแล่นผ่านสะพานพระรามแปด บริเวณใกล้กับท่านํ้าเทเวศร์

เมื่อ 100 ปีก่อน หรือใน พ.ศ. 2463 คุณหญิงบุญปั่น สิงหลกะ อดีตนางกำนัลของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีแห่งนครเชียงใหม่ เล็งเห็นว่ามีข้าหลวง ขุนนางประชาชน บรรดาพ่อค้าแม่ขายที่ต้องเดินทางข้ามฟากแม่เจ้าพระยาจำนวนมาก จึงร่วมมือกับหุ้นส่วนชื่อนางเผือก เปิดกิจการเรือแจวข้ามฟากที่ท่าพรานนกและที่ท่าวัดมหาธาตุเริ่มบทบาทนักธุรกิจหญิงซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งในยุคนั้น

ใน พ.ศ. 2475 คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ ผู้เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของคุณหญิงบุญปั่น เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของมารดา โดยคุณหญิงสุภัทราเป็นผู้ดูแลกิจการเรือข้ามฟากนี้ด้วยตัวคนเดียว ทั้งการบริหารธุรกิจและคุมการเดินเรือ จากนั้นได้มีการขยายกิจการครั้งสำคัญโดยการซื้อเรือยนต์ข้ามฟากลำแรกชื่อว่า เรือ สภ.1 แล้วค่อยๆ ซื้อเรือยนต์เพิ่มเติมตามความพร้อม จากนั้นได้จดทะเบียนเป็น บริษัท สุภัทรา จำกัด เมื่อ พ.ศ.2506 และได้มีการขยายกิจการเดินเรือด่วนส่งผู้โดยสารดังที่เป็นอยู่ โดยในปัจจุบันบริษัทมีเรือประจำทาง ทั้งเรือด่วนและเรือข้ามฟากรวมกว่า 96 ลำ พร้อมพนักงานเรือที่เกี่ยวข้องนับหลายร้อยชีวิต

เรือด่วนเจ้าพระยา, เรือด่วนปรับอากาศ, ท่าน้ำนนท์
เรือด่วนปรับอากาศ 2 ชั้น (Riva Express) เป็นเรือโดยสารประเภทใหม่ล่าสุดที่เริ่มให้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563

อรุณ ศิริภิรมย์ ผู้ยึดอาชีพนายท้ายหรือคนขับเรือของบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยามากว่า 20 ปี เล่าถึงหน้าที่ของเขาว่า “เรือขับยากกว่าขับรถ เพราะต้องดูทั้งกระแสนํ้ากระแสลม บางทีกระแสนํ้าเชี่ยว หรือมีเรือสินค้าบ้าง เราก็ต้องระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ มองซ้าย-ขวา พอจะจอดท่าก็ต้องมองท้ายเรือให้ตรงกับท่าพอดี” เขากล่าวเสริมว่าเขายึดอาชีพนี้มายาวนานเนื่องจากใจรัก และมีความสุขที่ได้อยู่กับเรือ

ณ ท่าเรือข้ามฟากระหว่างท่ามหาราช-วังหลัง ขจร บุตรอินทร์ หัวหน้ากองเดินเรือ กล่าวถึงอนาคตของกิจการเรือข้ามฟากอันเก่าแก่ ขจรเล่าว่า แม้เรือข้ามฟากจะมีกำไรน้อยเมื่อเทียบกับกิจการอื่น “แต่เจ้านายบอกว่าเรือข้ามฟากมีเป็นร้อยปี หยุดไปไม่ได้ จำเป็นต้องบริการประชาชนตราบเท่าที่เราจะทำได้” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากิจการเรือข้ามฟากเปรียบเสมือนอัตลักษณ์สำคัญของบริษัทสุภัทรา

ในปัจจุบัน กิจการของกลุ่มบริษัทสุภัทรามีอยู่มากมาย ธุรกิจเรือข้ามฟากและเรือเช่าเหมาลำ, เรือด่วนเจ้าพระยา, เรือท่องเที่ยวเจ้าพระยา (Chao Phraya Tourist Boat) Hop On Hop Off, รวมไปถึงบริษัทโฆษณา กิจการด้านอสังหาริมทรัพย์ ท่ามหาราช ท่าวังหลัง โรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ Riva Surya และ Riva Arun รวมไปถึงกิจการที่หัวหินอย่างสุภัทรา หัวหินรีสอร์ท และร้านอาหารสุภัทรา ริมทะเล

คุณสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ประธานกรรมการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด และกลุ่มบริษัท สุภัทรา จำกัด

เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้มาจากผู้บริหารซึ่งล้วนเป็นผู้หญิงในตระกูลที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น และทายาทกิจการรุ่นที่สามอย่าง คุณสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ได้เล่าย้อนถึงแนวคิดการบริหารกิจการซึ่งได้รับมาในวัย 26 ปี จากคุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ ผู้เป็นมารดาว่าท่านเป็นคนขยันและฉลาด ทำงานไม่มีวันหยุด จึงอยากเป็นคนเก่งเช่นเดียวกับคุณหญิง คุณสุภาพรรณกล่าวว่า “คุณแม่บอกเสมอว่าเวลาทำงานอย่าไปเอาเปรียบคนอื่น แต่ก็อย่าให้คนอื่นมาเอาเปรียบเรา เราต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อพนักงาน และประชาชนที่มาใช้บริการ”

อาคารสำนักงาน บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ใกล้กับท่านํ้านนทบุรี

ครั้นเมื่อต้องสร้างความสำเร็จในยุคของตัวเอง คุณสุภาพรรณก็มีแนวคิดว่า “เราต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ในบริการที่ให้กับประชาชน ต้องเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี  เชื่อในธุรกิจ เชื่อในตัวเอง และทีมงานของเรา และต้องมีวิสัยทัศน์ เพราะมันจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” แนวคิดเช่นนี้ที่ทำให้คุณสุภาพรรณบริหารบริษัทผ่านอุปสรรคและความท้าทายอย่างมากมาย ทั้งวิกฤตินํ้ามันแพง ปัญหาคู่แข่งเดินเรือในอดีต รวมไปถึงการขยายกิจการไปในด้านเรือท่องเที่ยว ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม

ในยุคที่กลุ่มบริษัทสุภัทรา ครบรอบ 100 ปี กิจการก็ได้มาอยู่ในมือทายาทรุ่นที่สี่อย่าง ณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม และ ฟาน ศรีไตรรัตน์ ซึ่งทั้งสองคนได้รับโจทย์ในการพัฒนากิจการด้านอสังหาริมทรัพย์และกิจการอื่นๆ โดยคุณฟานได้กล่าวถึงหน้าที่ของตนว่า จะต้องมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ  โดยต่อยอดสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ขยายผลและเติบโตไปได้เรื่อยๆ และในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ เขามองว่า “ในยุคปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับการตลาด และการบริการอย่างรวดเร็ว” และพูดถึงแนวคิดการหลอมรวมกิจการในเครือว่า เนื่องจากบริษัทมีประวัติด้านการบริการมาอย่างยาวนาน จึงจะใช้จุดแข็งนี้นำเสนอภายใต้แก่นของความเป็นไทย

คุณณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุภัทรา เรียลเอสเตท จำกัด
ท่าวังหลัง หนึ่งในกิจการอสังริมทรัพย์ริมแม่นํ้าเจ้าพระยาของกลุ่มบริษัท สุภัทรา จำกัด

ในส่วนของคุณณัฐปรี นอกจากดูแลในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ ก็เพิ่งได้รับหน้าที่การดูแลกิจการเรือโดยสารอันเป็นกิจการหลักของสุภัทรา โดยเธอมองถึงการพัฒนาการเดินเรือ ที่มีทั้งการจัดหาเรืออะลูมิเนียม พัฒนาระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาท่าเรือที่สามารถรองรับได้ทั้งเรือโดยสาร เรือข้ามฟาก เรือเช่าเหมาลำ เรือท่องเที่ยว เรือโรงแรม และยังมีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจทั้งหมดในเครือยังสามารถเติบโตได้ในอนาคต

“ถ้านึกถึงกรุงเทพฯ นึกถึงแม่นํ้าเจ้าพระยา ก็จะเห็นเรือของกลุ่มบริษัทสุภัทรา ที่วิ่งให้บริการประชาชนมาตลอด เป็นการบริการที่อยู่คู่กับสายนํ้า และเราก็ตั้งใจว่าตราบเท่าที่เรายังทำได้ ก็จะอยู่คู่คนไทยและสายนํ้าต่อไป” ณัฐปรีกล่าวทิ้งท้าย

(ชมวิดีโอ 100 ปี กลุ่มบริษัทสุภัทรา 100 ปีบนความเจริญแห่งสายน้ำ ได้ที่นี่)

เรื่องแนะนำ

5 วิธีการสร้างนิสัยรักการอ่าน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “ส่งความรู้สร้างความสุข” เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ของความร่วมมือระหว่าง บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐคือ กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เล็งเห็นความสำคัญของการอ่าน เพราะการอ่านถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชน ช่วงเวลาแห่งปีใหม่ หลายคนชอบตั้งเป้าหมายประจำปี โดยหนึ่งในสิบอันดับที่มีคนตั้งเป้าหมายมากที่สุด คือ การอ่านหนังสือให้ได้ตามจำนวนที่ตั้งใจไว้ หนังสือที่มีคุณภาพสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้อ่านหลายประการ เช่น เปิดทัศนคติและมุมมองใหม่ๆ เพิ่มความเชี่ยวชาญในสายอาชีพ และช่วยลดความขุ่นข้องหมองใจ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลจะเกิดขึ้นได้ ตัวของผู้อ่านจำเป็นต้องสร้างรูปแบบและนิสัยการอ่านให้กับตัวเอง นิสัยรักการอ่านเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังและบ่มเพาะ มีวิธีปฏิบัติหลายวิธีเพื่อการอ่านหนังสือ ในช่วงแรก เราควรมีความตั้งใจที่อยากปรับเปลี่ยน ปรับประยุกต์วิธีการที่เหมาะสมสำหรับตนเอง และเริ่มจากหนังสือที่ตนเองมีความสนใจ เหล่านี้ คือวิธีที่จะช่วยให้คุณสร้างนิสัยรักการอ่าน กำหนดเป้าหมาย การกำหนดเป้าหมายก่อนการเริ่มต้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้เรามีทิศทางที่ชัดเจน เช่น ภายในหนึ่งเดือนจะอ่านหนังสือให้จบหนึ่งเล่ม การพัฒนาและบ่มเพาะนิสัยการอ่านอาจไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องเคร่งเครียดเหมือนเป้าหมายอื่นๆ การกำหนดเป้าหมายในการสร้างนิสัยรักการอ่านควรพิจารณาจากตารางในชีวิตประจำวันที่เราทำทุกวัน แต่ละคนมีปัจจัยในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ทำให้เป้าหมายของเราสนุกแล้วเราจะเพลิดเพลินใจเมื่อทำมันสำเร็จ สร้างรายการหนังสือในแต่ละเดือน ลองเลือกหนังสือที่คุณอยากอ่านมาทั้งหมด แล้วประเมินความเร็วในการอ่าน ความยาวของหนังสือ และเวลาในการอ่านแต่ละวัน จะช่วยให้คุณเลือกวางแผนได้ว่า ในหนึ่งปีคุณสามารถอ่านหนังสือได้ประมาณกี่เล่ม แล้วนำรายชื่อหนังสือเหล่านั้นมาลงตารางในแต่ละเดือน เป็นเป้าหมายระยะสั้น […]

มิวเซียมสยาม จัดพื้นที่การเรียนรู้เรื่องขยะ

ก่อนการระบาดใหญ่ กระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นที่กล่าวถึงในระดับมหาภาค ประชาชนเริ่มสังเกตเห็นผลกระทบสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างชัดเจน รวมถึงการนำเสนอของสื่อต่างๆ ที่นำเรื่องราวปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมออกมาตีแผ่เพื่อสร้างการรับรู้มากขึ้น หนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ ปัญหาขยะพลาสติกและเรื่องการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่หลายภาคส่วนพยายามทุ่มเทงบประมาณ เพื่อรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้มาตั้งแต่ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ขยะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาในหลายพื้นที่ หลายภาคส่วนพยายามสื่อสารว่า การแก้ปัญหาขยะอย่างยั่งยืน คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค การลด การใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และยืดอายุการใช้งานพลาสติกให้นานขึ้น และดูเหมือนว่า ความพยายามดังกล่าวจะได้รับการร่วมมือมากขึ้นในช่วงปี 2019 ซึ่งสะท้อนจากภาพของบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายในประเทศให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลาสติกมากขึ้น และคำนึงถึงกระบวนการผลิตเพื่อนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ในปี 2020 วันคุ้มครองโลก (Earth Day) ครบรอบ 50 ปี นับเป็นโอกาสดีที่จะขยายเรื่องการจัดการขยะออกไปให้กว้างขึ้น และวสร้างการรับรู้เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนทุกคน เพื่อความยั่งยืนด้านการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ มิวเซียมสยาม หนึ่งหน่วยงานที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับชาวไทย ร่วมมือกับเครือข่ายองค์การรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Earth Day Network จัดพื้นที่ภายในมิวเซียมสยามเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะ และโครงการขยะบทที่ 2 เพราะมิวเซียมสยามเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะให้กับประชาชนชาวไทย ดังนั้น เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ และร่วมกันแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรที่ให้ความรู้อย่างเราในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ความรู้เรื่องนี้ ปัจจุบัน เราเห็นกันอยู่แล้วว่า ผู้คนทั่วโลกสนใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้พลาสติกที่ใช้แบบครั้งเดียวทิ้ง การหันมาใช้กระบอกน้ำเพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก […]

S-Booster 2019 งานประกวดนวัตกรรมอวกาศครั้งแรกในประเทศไทย

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2019 กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า (GISTDA) ร่วมกับ Cabinet Office of Japan สำนักนโยบายกิจการด้านอวกาศจากประเทศญี่ปุ่น, องค์กรสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA), The National Space Policy Secretariat (NSPS) และหน่วยงานพันธมิตร จัดแข่งขันประกวดความคิดสร้างสรรค์ด้านธุรกิจนวัตกรรมอวกาศในงาน “S-Booster 2019” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อใช้เป็นต้นแบบให้กับประเทศไทย และเตรียมผลักดันสู่ Thailand Space Startup ให้เกิดขึ้นจริง คุณพรเทพ นวกิจกนก หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์อวกาศของจิสด้า กล่าวว่า การแข่งขัน S-Booster 2019 เป็นการแข่งขันประกวดไอเดียโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมรายละเอียดสูงที่มีความแม่นยำเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ โดยครั้งนี้เป็นการแข่งขันรอบเอเชียที่เปิดกว้างสำหรับทั้งเอเชียแปซิฟิคและโอเชียเนีย ซึ่งมีผู้สมัครกว่า 300 ทีม และได้มีการคัดเลือกทีมที่มีความคิดสร้างสรรค์อันโดดเด่นและมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์จำนวน 15 […]

จิสด้า ผุดโปรเจคใหม่ชวนคนไทยออกไอเดีย “ใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียม”

จิสด้า ผุดโปรเจคใหม่ชวนคนไทยออกไอเดียใช้ ” ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียม “ ปัจจุบัน ภาพถ่ายดาวเทียมเป็นเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ที่มีความสำคัญที่จะทำให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ครอบคลุมในภาพเพียงภาพเดียว ซึ่งจะทำให้สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในทุกมิติ โดยเฉพาะมิติทางสังคมเพื่อการวางแผนพัฒนาประเทศด้านต่างๆ เช่น การบริหารจัดการเกษตร การบริหารจัดการภัยพิบัติ การบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง การวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์จากที่ดิน สิทธิ์ในที่ทำกิน และสภาพแวดล้อม เป็นต้น เพราะความสำคัญดังกล่าว จึงทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า เปิดโอกาสให้คนไทยได้นำเสนอแนวคิดและออกไอเดียสุดบรรเจิดว่า “ถ้าเรามีภาพถ่ายจากดาวเทียมในพื้นที่ใดก็ได้ เราจะสามารถคิด วิเคราะห์ เพื่อสร้างประโยชน์อะไรได้บ้างจากภาพที่เรามีอยู่” ภายใต้ concept “เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” หรือ “For Better Living” ซึ่งก็หมายความว่า “เมื่อคิดและทำแล้วจะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมดีขึ้นนั่นเอง “จิสด้า มีความต้องการจะส่งเสริมการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมในกลุ่มผู้ใช้งานอื่น นอกเหนือจากกลุ่มปัจจุบัน ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐด้วยกัน เพราะภาพจากดาวเทียมมีประโยชน์และมีมูลค่ามากกว่านั้น สามารถนำไปต่อยอดเชิงธุรกิจได้มากมาย” นางกานดาศรี ลิมปาคม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจและเครือข่ายพันธมิตรของจิสด้า กล่าวและเสริมว่า “เราอยากให้มีภาคธุรกิจที่มีการนำภาพไปวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อสนับสนุนงานในภาคต่างๆ เพื่อให้มีข้อมูลที่ดีขึ้น แม่นยำขึ้นหลากหลายขึ้น การเข้าถึงข้อมูลรวดเร็วขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ของ วท. […]