โฮป: ความหวัง บนลาน กระเรียน - National Geographic Thailand

โฮป: ความหวัง บนลาน กระเรียน

โฮป: ความหวัง บนลาน กระเรียน

ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงการพบเห็นนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวนนับพันนับหมื่นตัวมาทำรังวางไข่ที่ทุ่งมะค่า จังหวัดนครราชสีมา ครั้น 40 ปีให้หลังมีบันทึกการพบฝูงนกกระเรียนบินผ่านน่านฟ้าไทยเมื่อ พ.ศ. 2488 ที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย นั่นคือการพบเห็นนกกระเรียนบินเป็นฝูงครั้งสุดท้าย

นกกระเรียนพันธุ์ไทยถูกขึ้นบัญชีในสถานะสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของไทยนานแล้ว แต่ที่น่าแปลกคือ ประเทศเพื่อนบ้านของเรากลับยังมีนกกระเรียนเดินทางและอาศัยอยู่ตามแหล่งธรรมชาติ

 

ภาพพฤติกรรมของคู่นกที่ปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ เริ่มจุดประกายความหวังให้นักวิจัย ทว่าหนทางข้างหน้าของพวกมันยังอีกยาวไกล และเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน
สังคมของนกกระเรียนชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จึงแยกออกจากฝูงเป็นคู่ๆ ไป

ข้อมูลจาก ดร.จอร์จ ดับเบิลยู. อาร์คิบาลด์ ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากล ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ลงพื้นที่ติดสัญญาณตามนกกระเรียนพันธุ์ไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 ระบุว่า มีนกกระเรียนทำรังวางไข่และหากินอยู่บริเวณลุ่มนํ้าอิรวดีทางตอนกลางของประเทศเมียนมาร์ (พม่า) รวมทั้งที่ลาว เวียดนามและพื้นที่ชุ่มนํ้าในประเทศกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่นกพวกนี้เป็นนกกลุ่มเดียวกัน เพราะเหตุใดจึงไม่เลือกพื้นที่ในไทย ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยตั้งอยู่ตรงกลางของเส้นทางโคจร

โครงการคืนนกกระเรียนสู่ธรรมชาติของไทย เริ่มจากการรับบริจาคลูกนกที่จับได้ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประชาชนผู้ครอบครองได้นำมามอบให้สวนสัตว์นครราชสีมาเป็นผู้ดูแลและเพาะเลี้ยง วันชัย สวาสุ หัวหน้าโครงการนกกระเรียนของสวนสัตว์นครราชสีมา เล่าว่า การขยายพันธุ์ในช่วงแรกไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะประสบผลสำเร็จต้องใช้เวลามากกว่าเจ็ดปีจึงได้ลูกนกสองตัวแรกเมื่อปี 2540 และจากนก 27 ตัว ในเวลาต่อมาได้เพาะขยายพันธุ์เป็นพ่อแม่พันธุ์ทั้งสิ้น 98 ตัว และลูกนกอีกนับร้อยตัว

การปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติและการปลดนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากบัญชีสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว คือสิ่งที่ทีมสวนสัตว์นครราชสีมาหวังเป็นอย่างยิ่ง และรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายภาคส่วนจังหวัดบุรีรัมย์มีพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มนํ้า (wetland) และพื้นที่ชุ่มนํ้าที่มีหญ้าขึ้นเป็นส่วนใหญ่ (marsh) และยังใกล้ถิ่นอาศัยของนกในประเทศกัมพูชามากที่สุด นี่คือเหตุผลที่เหมาะสมในการเลือกปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกับนกในประเทศเพื่อนบ้าน

นกกระเรียนรอคอยคู่แท้ของกันและกัน และเมื่อเวลานั้นมาถึง พวกมันจะใช้เวลาที่เหลือร่วมกันไปตลอดชีวิต
อุปสรรคที่พบมากที่สุดคือการบาดเจ็บของนก เช่น จากสัตว์เลี้ยงของมนุษย์
กรงอนุบาลลูกนกก่อนเตรียมปล่อยสู่แหล่งธรรมชาติเพื่อให้ออกหากินและโบยบินอย่างเสรี

จากการเฝ้าติดตามในระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 60 ของนกที่ปล่อยสู่ธรรมชาติสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดีในพื้นที่ จะมีปัญหาก็เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ กล่าวคือยังไม่สามารถกันพื้นที่จากฝูงสัตว์เลี้ยงที่เข้ามาหากิน และการเข้ามาจับปลาในเวลากลางคืนของชาวบ้านได้ ปัจจัยเหล่านี้รบกวนนกทุ่งและนกนํ้าในช่วงฤดูวางไข่เป็นอย่างมาก ผลที่ตามมาคือการย้ายถิ่นของนก และนกบางชนิดไม่หวนกลับมาอีกเลย

ในปีนี้นกอายุสี่ปีที่ปล่อยไปได้ผสมพันธุ์กันแล้วคู่หนึ่ง ปกตินกกระเรียนจะตกไข่ครั้งละสองฟอง โอกาสที่ลูกนกจะมีชีวิตรอดจัดว่าค่อนข้างน้อย สิ่งที่รบกวนช่วงฟักไข่ของนกกระเรียนคืออีกาที่มักจะมาขโมยไข่ ยังไม่ต้องพูดถึงศัตรูตามธรรมชาติอื่น ๆ และมนุษย์ ความหวังกับพ่อแม่นกกระเรียนหน้าใหม่ที่ยังอ่อนประสบการณ์ในการเลือกพื้นที่ทำรังวางไข่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะในธรรมชาติ หากนกเลือกทำรังที่ไหน นั่นแปลว่าเขาจะมีแนวโน้มกลับมาที่เดิม คำถามคือเมื่อเราได้โอกาสนั้นอีกครั้ง เราจะปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซํ้ารอยอีกไหม

ลูกนกกระเรียนตัวนี้เพิ่งฟักจากไข่ได้เพียงสองชั่วโมงก็สิ้นใจโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา นกกระเรียนพ่อแม่พันธุ์ในกรงเพาะเลี้ยงเริ่มฟักไข่อีกครั้ง

เรื่องและภาพ พงษ์ชัย มูลสาร

รางวัลชนะเลิศ จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2015 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งบุรีรัมย์ ที่ฟื้นคืนฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

เสือในกรงเลี้ยง: เสียงคำรามที่ไร้ความหมาย

ก่อนจะเข้ามาเรียนที่เมืองหลวง ผมไม่เคยเห็นเสือตัวจริงเลยสักครั้ง จนเมื่อมีโอกาสมาเรียนต่อ จึงได้พบกับเสือครั้งแรกที่สวนสัตว์ต่าง ๆ แต่เสือส่วนมากที่เห็นก็เป็นเพียง เสือในกรง ที่หมดเรี่ยวแรง สายตาอ่อนล้า นอนหมอบอยู่ในกรงลึกห่างไกลจากสายตา . หลังจากเรียนจบ ช่วงเวลานี้เองที่ผมได้ใกล้ชิดกับเสือ โดยเฉพาะเสือโคร่งที่ต้องถ่ายรูปเก็บประวัติให้ได้ครบทุกตัว การทำงานกับเสือนับร้อยพันทำให้ผมจำแนกเสือออกเป็นสามกลุ่มคือ . 1) เสือที่เกิดมาในกรง รับรู้เพียงว่าห้องสี่เหลี่ยมคือโลกของมัน ตรงมุมห้องมีอ่างอาบนํ้า อาหารจะมาทุกเช้าเย็น ไม้เล็ก ๆ ขนาดยาวเพียงศอกที่เจ้าหน้าที่ถืออยู่ในมือเป็นอาวุธที่ต้องระวัง มันดูร่าเริงสนุกสนานบางครั้งอาจกางเล็บตะปบบ้างตามสัญชาตญาณที่มันไม่รู้จักวิธีการใช้ . 2) เสือที่ดุร้าย เกรี้ยวกราดกับทุกสิ่ง แยกเขี้ยวขู่ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา แววตาแฝงด้วยความหวาดกลัวและอาฆาต . 3) เสือหมดไฟ ทั้งร่างกายและจิตใจดูหมดแรงและสิ้นหวัง ไม่ค่อยขยับตัว ทำได้เพียงร้องโหยหวนเป็นบางครั้ง . จากข่าวสารที่ได้รับในช่วงทำงาน ผมพบว่าเสือโคร่งที่ร่วมงานด้วยนั้นมีกว่า 1,400 ตัว ซึ่งมากกว่าจำนวนเสือโคร่งในธรรมชาติทั้งหมดของไทย 6 – 7 เท่า คงเพราะคุณภาพชีวิต (บางอย่าง) ในกรงเอื้อต่อการขยายพันธุ์ จำนวนเสือในกรงจึงเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็หมดความหมายต่อระบบนิเวศอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเพียงสัตว์ที่รอวันหมดอายุขัย เรื่องและภาพ อิสระ […]

ชีวิตกลาง หลุมดำ

ชีวิตกลาง หลุมดำ ท่ามกลางป่ายางพาราเนื้อที่กว่าร้อยไร่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช คือพื้นที่เล็กๆ แห่งการประกอบอาชีพ ผืนดินแห่ง การถักทอสายใยความสัมพันธ์ในครอบครัว และสังเวียนแห่งการต่อสู้ชีวิต ในวันที่ทิศทางของการใช้พลังงานเปลี่ยนแปลงไป เชื้อเพลิงชั้นยอดประจำครัวเรือนในอดีตอย่าง “ถ่านไม้” ได้รับความนิยมน้อยลง เมื่อเทียบกับหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่กลางผืนป่ายางพาราแห่งนี้ อุตสาหกรรมผลิตถ่านไม้ในครัวเรือนยังดำเนิน ไปอย่างไม่หยุดหย่อน ไม้หลายร้อยหลายพันชิ้นถูกขนส่งมาที่นี่ เพื่อเข้าเตาเผาและแปรรูปเป็นถ่านไม้ต่อไป วันแห่งความหนักหน่วง วันแห่งความทรหด หาใช่วันแห่งความท้อแท้และยาวนาน เพราะสมาชิกทุกคนที่นี่ทำในสิ่งที่ พวกเขา “เลือกที่จะทำ” แม้สภาพแวดล้อมและบรรยากาศอาจไม่เป็นใจนัก ผืนป่าที่ชื้นแฉะ ความร้อนระอุของเตาเผาถ่าน และฝุ่นละอองที่ปลิวว่อนรบกวนระบบทางเดินหายใจตลอดเวลา พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นพื้นที่แห่งการสู้ชีวิตอย่างแท้จริง แต่ใครจะคิด ว่าพื้นนี้ยังแฝงไว้ด้วยความสุขบนพื้นฐานของหน่วยสังคมที่เล็กที่สุดนั่นคือครอบครัว ความอบอุ่นเล็กๆ ของครอบครัวในสถานที่อันทรหดเช่นนี้เป็นแรงขับให้พวกเขามีกำลังกายกำลังใจในการผลิตเชื้อเพลิงชั้นยอดให้คนที่ต้องการในปัจจุบันได้ใช้ต่อไป เรื่องและภาพ วิริทธิพล วิธานเดชสิทธิ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2012 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม อากาศเป็นพิษ ชีวิตถึงตาย  

“ แม่ตาวคลินิก ” สถานพยาบาลเพื่อชาวพม่าและผู้ไร้สัญชาติ

“ แม่ตาวคลินิก ” สถานพยาบาลเพื่อชาวพม่าและผู้ไร้สัญชาติ จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบว่าจากทั่วโลกมี 57 ประเทศที่ต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ของการขาดแคลนบุคลากรทางด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ หนึ่งในนั้นรวมถึงประเทศพม่าเพื่อนบ้านของเราด้วยโดยมีสถิติทางการแพทย์ของประเทศพม่าพบว่า แพทย์เพียง 4 คนต้องรับภาระดูแลประชากรถึง 10,000 คน ผลจากการขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์นี้มีผลกระทบอย่างมากต่ออัตราการเกิดของเด็กในประเทศพม่าโดยพบว่าการคลอดบุตรในประเทศพม่ามีอัตราการตายของทารกสูงถึง 122 รายต่อการเกิดของทารก 1,000 คน จัดเป็นตัวเลขที่สูงและน่าเป็นห่วง แม่ตาวคลินิกถูกก่อตั้ง โดย ซินเธีย หม่อง แพทย์หญิงชาวพม่า ในปี พ.ศ. 2531 โดยมีสถานที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ฝั่งอำเภอแม่สอด จ.ตาก คลินิกแห่งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากแพทย์อาสาทั่วโลกที่เดินทางมาช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งเงินทุนจากผู้มีจิตศรัทธาและการช่วยเหลือขององค์กรอิสระทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ทำให้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะต้องเดินทางไกลมาจากฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของพม่าโดยใช้ระยะเวลานาน 10 วันเพื่อมารักษาที่คลินิกแห่งนี้ โดยผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาต่อปีมีจำนวนมากกว่า 170,000 คน ปัจจุบันแม่ตาวคลินิกยังคงให้การดูแลผู้ป่วยชาวพม่าและผู้ป่วยไร้สัญชาติอยู่อย่างต่อเนื่องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เรื่องและภาพ ลิปปนนท์ พิพัฒน์อนันต์ รางวัลชมเชย โครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2013 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม […]

โฮป: ความหวัง บนลาน กระเรียน

โฮป: ความหวัง บนลาน กระเรียน ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงการพบเห็นนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวนนับพันนับหมื่นตัวมาทำรังวางไข่ที่ทุ่งมะค่า จังหวัดนครราชสีมา ครั้น 40 ปีให้หลังมีบันทึกการพบฝูงนกกระเรียนบินผ่านน่านฟ้าไทยเมื่อ พ.ศ. 2488 ที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย นั่นคือการพบเห็นนกกระเรียนบินเป็นฝูงครั้งสุดท้าย นกกระเรียนพันธุ์ไทยถูกขึ้นบัญชีในสถานะสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของไทยนานแล้ว แต่ที่น่าแปลกคือ ประเทศเพื่อนบ้านของเรากลับยังมีนกกระเรียนเดินทางและอาศัยอยู่ตามแหล่งธรรมชาติ   ข้อมูลจาก ดร.จอร์จ ดับเบิลยู. อาร์คิบาลด์ ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากล ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ลงพื้นที่ติดสัญญาณตามนกกระเรียนพันธุ์ไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 ระบุว่า มีนกกระเรียนทำรังวางไข่และหากินอยู่บริเวณลุ่มนํ้าอิรวดีทางตอนกลางของประเทศเมียนมาร์ (พม่า) รวมทั้งที่ลาว เวียดนามและพื้นที่ชุ่มนํ้าในประเทศกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่นกพวกนี้เป็นนกกลุ่มเดียวกัน เพราะเหตุใดจึงไม่เลือกพื้นที่ในไทย ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยตั้งอยู่ตรงกลางของเส้นทางโคจร โครงการคืนนกกระเรียนสู่ธรรมชาติของไทย เริ่มจากการรับบริจาคลูกนกที่จับได้ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประชาชนผู้ครอบครองได้นำมามอบให้สวนสัตว์นครราชสีมาเป็นผู้ดูแลและเพาะเลี้ยง วันชัย สวาสุ หัวหน้าโครงการนกกระเรียนของสวนสัตว์นครราชสีมา เล่าว่า การขยายพันธุ์ในช่วงแรกไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะประสบผลสำเร็จต้องใช้เวลามากกว่าเจ็ดปีจึงได้ลูกนกสองตัวแรกเมื่อปี 2540 และจากนก 27 ตัว ในเวลาต่อมาได้เพาะขยายพันธุ์เป็นพ่อแม่พันธุ์ทั้งสิ้น 98 […]