เมฆ : เมื่อศิลปินเนรมิตเมฆลอยฟ่องแล้วถ่ายภาพไว้ - National Geographic Thailand

เมฆ : เมื่อศิลปินเนรมิตเมฆลอยฟ่องแล้วถ่ายภาพไว้

เมฆ อาจเป็นสิ่งที่เราเห็นจนชินตา แต่ศิลปินคนหนึ่งสร้างเมฆขึ้นเองเพื่อจุดประกายให้เราชื่นชมความงามอันไม่จีรังของมัน

เรื่อง  แดเนียล สโตน

ภาพถ่าย  แบร์นาวต์ ชมิลเดอ

ด้วยเครื่องพ่นหมอกและละอองน้ำ แบร์นาวต์  ชมิลเดอ ศิลปินชาวดัตช์  เนรมิตปุยเมฆลอยฟ่องแล้วถ่ายภาพไว้

ชมิลเดอสร้างปุยเมฆในที่ที่ธรรมชาติไม่เคยส่งมา ชิ้นงานประติมากรรมของศิลปินชาวดัตช์ผู้นี้คงอยู่เพียงห้าวินาที หรืออย่างมากไม่เกินสิบวินาที ก่อนที่ทุกสิ่งจะอันตรธานไป

โครงการที่ยังดำเนินอยู่ของชมิลเดอที่เรียกว่า “นิมบัส” (Nimbus) นี้ มุ่งสำรวจผลเชิงทัศนมิติที่เกิดจากเมฆ พื้นที่ภายในโบสถ์หรือพิพิธภัณฑ์ดูแปลกตาออกไปเมื่อมีเมฆเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ละฉากยิ่งดูน่าสนใจเพราะจะปรากฏให้เห็นเพียงไม่กี่อึดใจ

องค์ประกอบในการสร้างเมฆของชมิลเดอมีเพียงหมอกควันและละอองน้ำ เขาต้องการเพียงพื้นที่ปิดที่เย็นและชื้น  ไม่มีอากาศถ่ายเท หาไม่แล้วเมฆจะไม่มีทางก่อตัวและสลายไปในพริบตา เขาเริ่มจากพ่นละอองน้ำเข้าไปในอากาศ  แล้วจึงเปิดเครื่องพ่นหมอกที่ปล่อยอนุภาคเล็กๆ ออกมา ไอน้ำจะควบแน่นรอบๆ อนุภาคเหล่านั้น

ชมิลเดอพยายามเลี้ยงเมฆที่กำลังก่อตัวให้ได้รูปทรงกว้างราวสามเมตรและสูงสองเมตร จากนั้นเขาจะถอยออกมานานพอให้ช่างภาพเก็บภาพได้หลายภาพ เมื่อเมฆสลายตัวไปและอากาศปลอดโปร่ง เขาจะเริ่มลงมือสร้างเมฆอีกครั้ง ทำเช่นนี้อยู่หลายสิบรอบจนกว่าจะพอใจกับผลที่ได้ หลังจากนั้น เขาจะรีทัชภาพถ่ายที่ได้เพื่อลบอุปกรณ์ต่างๆ ออกไป

แม้จะมีคนร้องขอให้เขาไปช่วยสร้างเมฆบ่อยๆ เช่น ในงานปาร์ตี้ แต่ชมิลเดอมักปฏิเสธ เขาบอกว่าจะสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ก็ต่อเมื่อสถานที่นั้นเปิดโอกาสให้เขาสร้างอะไรแปลกใหม่แบบศิลปินทั่วไป สำหรับชมิลเดอ หัวใจสำคัญของงานนี้ไม่ใช่ความอัศจรรย์ของเมฆที่สร้างขึ้น หากอยู่ที่ความไม่จีรังของมันต่างหาก

งานแต่ละชิ้นที่สร้างขึ้นจึงเป็นเรื่องของ “การอยู่ถูกที่ ถูกเวลา” ชมิลเดอบอกก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“ถ้าคุณดูภาพนั้นอยู่ นั่นแปลว่า สิ่งที่คุณเห็นอยู่นั้นไม่มีอยู่แล้ว”

เมฆ
แบร์นาวต์ ชมิลเดอ สร้างเมฆขึ้นในสถานที่แปลกๆ เพื่อถ่ายภาพไว้ เช่น พิพิธภัณฑ์หิมาลัยแห่งนี้ในมหานครเซียงไฮ้ โดยใช้เพียงเครื่องพ่นหมอกและละอองน้ำ (เขาจะรีทัชภาพเพื่อลบอุปกรณ์ที่ใช้ออกไปในภายหลัง)  ภาพถ่าย: นีนา เฉิน
เมฆ
ผลงานที่ชมิลเดอสร้างสรรค์ขึ้นปรากฏในหอศิลป์ต่างๆ เช่น ปุยเมฆที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเดอครูน ในเมืองอาร์เนม ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ภาพถ่าย: กัสซันเดอร์ เอฟทิงค์ ชัตเตนแกร์ก)
เมฆ
เมฆลอยต่ำในศูนย์ทัศนศิลป์ เมืองคาร์โลว์ ประเทศไอร์แลนด์ (ภาพถ่าย: ไมเคิล ฮอลลี)
เมฆ
ฉากที่ชมิลเดอใช้มีตั้งแต่วิจิตรอลังการ เช่น “ห้องเขียว” หรือ Green Room ที่ศูนย์ศิลปะการแสดงและอนุสรณ์สงคราม ในแซนแฟรนซิสโก (บน) ไปจนถึงเรียบหรูอย่างห้องจัดนิทรรศการที่โรงแรมมาเรียคาเพล (ล่าง) ในเมืองโฮร์น ประเทศเนเธอร์แลนด์  (ภาพถ่ายบน: อาร์. เจ. มูนา และล่าง: กัสซันเดอร์ เอฟทิงค์ ชัตเตนแกร์ก)

เมฆ

เมฆ
ที่เมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี เมฆล่องลอยอยู่ซังค์ปีเตอร์โคล์น วิหารยุคกอทิกตอนปลาย ซึ่งใช้ประโยชน์ทั้งทางจิตวิญญาณ ศิลปะ และดนตรี (ภาพถ่าย: กัสซันเดอร์ เอฟทิงค์ ชัตเตนแกร์ก)
เมฆ
ช่างภาพ กัสซันเดอร์ เอฟทิงค์ ชัตเตนแกร์ก ถ่ายภาพเมฆที่ชมิลเดอสร้างขึ้นในโรงอาบน้ำไดโอเคลเชียนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติโรมัน ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี (ภาพถ่าย: แอนกริต เกลเนอร์)

อ่านเพิ่มเติม

ทำความรู้จักกับ “เมฆ” แต่ละประเภท

เรื่องแนะนำ

ชมภาพอันน่าขนลุกภายในเมืองร้างกลางทะเลทรายที่นามีเบีย

ทะเลทรายนามิบในสภาพที่แห้งแล้งยังคงรักษาการตกแต่งของเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ได้ แต่กองทรายที่ถาโถมเข้ามาในเมืองได้กลืนกินสิ่งต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่ ที่ประเทศ นามีเบีย ในเมืองโคลมานสค็อพ (Kolmanskop) ทรายที่ปกคลุมตึกรามบ้านช่องที่เคยเป็นเหมืองเพชรเก่าดึงดูดนักท่องเที่ยวนับพัน วอลเปปอร์สีสันสดใสหลุดร่อนออกจากผนัง กองทรายไหลท่วมบรรดาซากบ้านเรือนที่ปรักหักพัง นี่คือภาพของเมืองโคลมานสค็อพ เมืองร้างกลางทะเลทรายนามิบในบริเวณแอฟริกาตอนใต้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เขตต้องห้าม” ในประเทศ นามีเบีย โดยสาเหตุที่ทำให้โคลมานสค็อพมีสภาพเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเช่นเดียวกับสภาพของเมืองในปัจจุบัน เรื่องราวของเมืองที่แสนเจ็บปวดและน่าประหลาด เย็นวันหนึ่งในปี 1908 ในขณะที่คนงานการรถไฟชาว นามีเบีย นาม Zacherias Lewala กำลังขุดดินเพื่อปรับเส้นทางรางรถไฟและเกลี่ยเนินทราย เขาได้พบก้อนหินจำนวนหนึ่งเปล่งประกายในยามที่แสงธรรมชาติรอบตัวของเขามืดสลัว นายจ้างชาวเยอรมันของ Lewala บอกว่านี่คือเพชร อัญมณีที่มีมูลค่า แต่ Lewala ก็ไม่ได้รับรางวัลใดๆ จากการบอกข่าวดีนี้ให้กับเจ้านายของเขา เวลาต่อมา บรรดาผู้สำรวจแร่ได้แห่กันเข้ามาที่เมืองนี้ ในปี 1912 เมืองนี้ก็เจริญขึ้น และสามารถผลิตเพชรได้นับล้านกะรัตต่อปี ซึ่งเป็นอัตราส่วนร้อยละ 11.7 ของการผลิตเพชรทั้งหมดบนโลกในเวลานั้น โคลมานสค็อพกลายเป็นเมืองหรูหรากลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ภายในเมืองมีทั้งร้านขายเนื้อ ร้านขายขนมอบ ที่ทำการไปรษณีย์ และโรงน้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำสะอาดที่ขนส่งมาทางรถไฟ คนยุโรปมากมายย้ายเข้ามาทำงานในเมืองนี้และบริโภคพลังงานไฟฟ้าอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้มีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งได้เลี้ยงนกกระจอกเทศเพื่อข่มขวัญชาวเมือง และใช้มันลากรถลากเลื่อนบนหิมะในคืนวันคริสต์มาส แต่ความเจริญของเมืองนั้นไม่ยั่งยืน […]

ภาพถ่ายสุดยอดการออกแบบนวัตกรรมของอาคารในเมือง

ภาพถ่ายสุดยอดการออกแบบ นวัตกรรมอาคารในเมือง เรารายงานเรื่องการเติบโตอันน่าตื่นตาตื่นใจของพื้นที่เขตเมืองต่างๆในโลกมาอย่างต่อเนื่อง พอถึงปี 2050 ประชากรเกือบร้อยละ 70 ของโลกจะอาศัยอยู่ในเมือง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 ในปัจจุบัน เส้นขอบฟ้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจะยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป ขณะที่อาคารใหม่ๆนับไม่ถ้วนกำลังผุดขึ้นมา ความท้าทายก็คือ อาคารต่างๆเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 30 ของโลก และใช้พลังงานของโลกราวร้อยละ 40 แต่สิ่งนี้กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไป สอดคล้องกับอาคารสีเขียวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งใช้พลังงานและน้ำน้อยกว่า ควบคู่ไปกับการจัดหาผลประโยชน์มากมายให้ผู้อยู่อาศัย ภาพถ่ายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมของอาคาร เปลี่ยนโฉมและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้เมืองต่างๆอย่างไร ช่างภาพหลายคนถ่ายภาพเส้นขอบฟ้าและตึกระฟ้าที่เปล่งประกายระยิบระยับ คนอื่นๆถ่ายภาพทางอากาศเหนือย่านต่างๆในเมือง หรือถ่ายภาพระยะใกล้ของรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ชีวิตบนท้องถนนสะท้อนอยู่ในประตูติดกระจกของห้าง Tokyu Plaza Omotesando ในย่านฮะระจุกุ ศูนย์กลางแฟชั่นของกรุงโตเกียว อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนโอะโมะเตะซันโดะที่ได้ชื่อว่า ถนนชองเซลีเซแห่งโตเกียว บนดาดฟ้าของอาคารปลูกสวนไม้และพืชพรรณราว 50 ชนิด ซึ่งเป็นแหล่งหลบภัยของนกและผู้มาจับจ่ายซื้อสินค้า Photograph by Teruo Araya, National Geographic Your Shot ภาพที่ถ่ายจากชั้น 40 ของตึก Heron Tower สะท้อนภาพภัตตาคารอยู่เหนือสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอนอย่างสะพาน […]

เบื้องหลังการตามหาหญิงสาวชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตาอันเปี่ยมมนตร์สะกด

แคร์รี รีแกน ผู้ช่วยผู้กำกับรายการ Explorer ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เป็นหัวหน้าคณะนำทีมค้นหาเด็กสาวอัฟกันในตำนาน ตอนที่สตีฟ แมกเคอร์รี ถ่ายภาพเด็กสาวผู้นี้เมื่อปี 1984  เป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ จากนั้นเรื่องราวและความเป็นไปของเธอก็กลายเป็นปริศนาลี้ลับยาวนาน สตีฟ แมกเคอร์รี เล่าว่า ตอนนั้นเขาไปเยือนค่ายผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานแห่งหนึ่งนอกเมืองเปชาวาร์ในปากีสถาน “ผมบังเอิญเดินผ่านโรงเรียนแห่งหนึ่ง  ตรงมุมห้อง ผมสะดุดตากับเด็กหญิงคนหนึ่ง  แววตาของเธอช่างทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ผมน่าจะถ่ายภาพเธอไว้ไม่เกิน 5-10 ภาพ หลังจากภาพของเธอได้รับการคัดเลือกให้เป็นปกนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมิถุนายน 1985 ผมได้รับการสอบถามจากผู้อ่านหลายพันคนประมาณว่า เราจะช่วยเหลือเธอได้อย่างไรบ้าง เธอเป็นใครกันนะ” “หลังเหตุโศกนาฏกรรม 9/11 อัฟกานิสถานกลับมาเป็นข่าวดังอีกครั้ง  นั่นนำไปสู่ความสนใจในตัวเด็กหญิงอัฟกันคนนั้นอีกครั้ง หลายคนสงสัยว่า เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง เธอไปอยู่ที่ไหน และเราจะช่วยเธอได้อย่างไร ตอนนั้นเองที่เราคิดว่า น่าจะคุ้มค่าถ้าจะลองตามหาตัวเธอ ทั้งๆที่คิดในใจว่า คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์” “เราไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอ ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนเผ่าไหน ไม่รู้ว่าเธออาศัยอยู่ที่ไหน” แคร์รียอมรับว่า “เราไม่คิดว่าจะพบตัวเธอ เวลาล่วงเลยมา 17 ปีแล้ว และผู้คนก็หายสาบสูญจนเป็นเรื่องปกติในอัฟกานิสถาน โอกาสที่จะเจอตัวเธอยากแสนยาก เรามีเพียงภาพถ่ายของเธอเท่านั้น” […]