“ต้น ภรัณยู พิทยรังสฤษฏ์ เป็นคนหนึ่งที่เราคิดว่า
สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของโลกใบนี้ได้ลึกซึ้งและเข้าใจง่ายที่สุด”
และหากคุณคุ้นภาพภูเขาทรายสีแดงที่ถูกแสงและเงาตัดแบ่งครึ่งกลางภาพอย่างสวยงามราวกับภาพวาด ใช่แล้ว… นั่นคือผลงานมาสเตอร์พีซที่ต้นถ่ายทอดความอัศจรรย์ของทะเลทรายนามิบ (Namib Desert) จนคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จาก Sony World Photography Awards 2018 มาครอง

ต้น ภรัณยู พิทยรังสฤษฏ์ หรือ TONTOXIN คือนักธรณีวิทยาและนักเดินทางตัวยงที่ตระเวนถ่ายแลนด์สเคปเด่น ๆ มาครบแล้วทั้ง 7 ทวีป เขาไปนาบิเมีย โมร็อกโก ไอซ์แลนด์ แอนตาร์กติกา และอีกหลายที่ที่เราไม่คุ้นชื่อ รวบรวมมาโพสลงเพจ “ถือค้อนท่องโลก” เล่าเบื้องหลังความสวยงามของสถานที่ต่าง ๆ ด้วยมุมมองทางธรณีวิทยา
“ภาพสวย ๆ คือแรงดึงดูดชั้นดี” เขาว่า
“ไม่ว่าผู้อ่านจะชอบหรือเข็ดขยาดวิทยาศาสตร์ขนาดไหน แต่ถ้าเปิดใจแล้ว ผมเชื่อว่าเรื่องหิน ดิน ทรายก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่สนุกได้ไม่แพ้กัน”
01
“ย่าติง เทือกเขาหิมาลัย ประเทศจีน”

ผมขอเริ่มจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นที่สุดในเอเชีย และคนทั่วโลกต้องรู้จัก… เทือกเขาหิมาลัยครับ
ย้อนกลับไปหลายสิบล้านปีก่อน แผ่นเปลือกโลกอินเดียที่เคยอยู่โดดเดี่ยวเหมือนเกาะ ได้เคลื่อนตัวขึ้นมาปะทะกับแผ่นเปลือกโลกทิเบต แรงมหาศาลมหาศาลจากการชนกันอย่างช้า ๆ ทำให้เปลือกโลกโค้งงอและยกตัวสูงขึ้น กลายเป็นเทือกเขาหิมาลัยที่นักธรณีวิทยาอย่างผมต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
จุดที่ผมไปถ่ายเรียกว่าทะเลสาบปัวหยงชั่ว (Boyongcuo Lake) ตรงนี้เป็นมุมเดียวที่สามารถเห็นสามยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่ง “Last Shangri-La” เรียงตัวกันจากซ้ายไปขวา ทั้ง เซี่ยโยโตเจีย (Xiaruoduoji), ยานม่ายหยง (Yangmaiyong) และเซียนหน่ายยื่อ (Xiannairi)
สำหรับนักธรณีวิทยา เราจะเรียกยอดเขาแหลมทรงพีระมิดนี้เราเรียกว่า ฮอร์น (Horn) ซึ่งเกิดจากธารน้ำแข็งที่รุมกัดกร่อนยอดเขาจากหลายทิศทางพร้อมกัน ยอดเขาแมตเทอร์ฮอร์น (Matterhorn) ที่ได้ฉายาว่ามงกุฎแห่งสวิตเซอร์แลนด์ หรือยอดเขาในปาตาโกเนีย ก็ล้วนเกิดจากกลไกเดียวกันนี้
แต่ธารน้ำแข็งจะกัดออกมาเป็นทรงไหน หรือสวยต่างกันยังไง… อันนี้ผมว่าอยู่ที่ “ดวง” ครับ (หัวเราะ) แต่ส่วนตัวผม ผมว่ายอดเขาที่ย่าติงสวยลงตัวที่สุดแล้ว
ส่วนทะเลสาบเบื้องล่าง ที่มีหุบเขาที่โอบล้อมเป็นลักษณะโค้งมนคล้ายตัวยู เราเรียกภูมิประเทศลักษณะนี้ว่า U-shaped Valley ถ้าเห็นภูมิประเทศลักษณะนี้ตีความได้ทันทีเลยว่า พื้นที่ตรงนี้เมื่อก่อนมีธารน้ำแข็งปกคลุม และถูกมวลน้ำแข็งมหาศาลขูดไถจนเว้าแหว่งแน่นอน
02
“ยอดเขาซิเคด้า เทือกเขาโดโลไมซ์ ประเทศอิตาลี”

ยอดเขา ซิเคด้า (Seceda) ในเทือกเขาโดโลไมต์ (Dolomites) ประเทศอิตาลี คือสถานที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์โลกได้ชัดเจนที่สุดที่หนึ่ง
250 ล้านปีก่อน พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นแนวปะการังและก้นมหาสมุทรโบราณที่เรียกว่ามหาสมุทรเททิส (Tethys Ocean) สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ คือหินที่อยู่ใต้เท้าผม มันคือ หินปูน (Limestone) และ หินโดโลไมต์ (Dolomite) ซึ่งปกติต้องใช้เวลาสะสมตัวจากซากสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลนานหลายล้านปี
ส่วนหน้าผาที่ถูกยกตัวขึ้นสูงกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล คือร่องรอยจากการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกแอฟริกาและแผ่นยูเรเซียที่ดันให้ก้นทะเลพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และถูกธารน้ำแข็งในยุคต่อมาขัดเกลาจนคมอย่างที่เห็น
ส่วนตัวผมชอบภาพนี้นะ เพราะภาพเดียวเล่าเหตุการณ์ได้ถึง 3 เหตุการณ์ (เคยเป็นทะเล, ถูกยกตัวขึ้นเป็นภูเขา และธารน้ำแข็งกัดเซาะจนเกิดเป็นยอดเขาแหลม)

แต่นอกจากความมหัศจรรย์ในอดีตแล้ว ภาพนี้ยังทำให้ผมฉุกคิดกลับมามองความท้าทายในปัจจุบันด้วย เพราะพวกเรานักธรณีวิทยามีหลักการว่า “ปัจจุบันคือกุญแจไขไปสู่อดีต” (The Present is the Key to the Past) เราใช้องค์ความรู้จากตะกอนที่เราเห็นในทุกวันนี้ไปถอดรหัสหินเมื่อล้านปีก่อน แต่ความน่ากลัวก็คือปัจจุบันกิจกรรมของมนุษย์กำลังรบกวนธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในแวดวงธรณีวิทยา เริ่มมีการเสนอชื่อยุคใหม่ที่เรียกว่า แอนโทรโพซีน (Anthropocene) หรือยุคที่มนุษย์มีผลต่อธรรมชาติโดยตรง อธิบายง่าย ๆ คือเรากำลังรบกวนการตกตะกอนในแหล่งน้ำ เรากำลังใช้พลังงานฟอสซิลที่โลกใช้เวลาสร้างเป็นสิบล้านปีจนหมดไป และเรากำลังเร่ง “ไซเคิล” (ทำลายวงจร) ธรรมชาติผ่านภาวะโลกร้อน
ที่น่ากลัวคือเรารู้แล้วว่าในอดีตโลกเคยร้อนจนสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์กว่า 90% และเคยเย็นจัดจนถึงเส้นศูนย์สูตร แต่ทั้งหมดเป็นไปตามวัฏจักรที่สมดุล ทว่ากิจกรรมของเราอาจทำให้วัฏจักรนี้พังทลายลง และถ้ามนุษย์เบรกไซเคิลนี้สำเร็จ โลกก็อาจไม่สามารถกลับมาเย็นได้เลย
03
“ทะเลทรายนามิบ ประเทศนามิเบีย”

หากภาพยอดเขาชิเคด้า คือการบันทึกการเปลี่ยนที่เกิดจากแรงปะทะ กัดเซาะ เนินทรายสีแดงตัดกับเงามืดภาพนี้ก็คือบันทึกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการสะสม ทับทบอย่างช้า ๆ ตามกาลเวลา ที่นี่คือ ทะเลทรายนามิบ (Namib Desert) ในนามิเบีย ทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และภาพนี้เองที่พาผมไปไกลถึงรางวัล Regional Winner จากเวที Sony World Photography Awards 2018
ความอัศจรรย์ของที่นี่เริ่มต้นที่ “สี” ทำไมทรายที่นี่ถึงเป็นสีแดง?
ในทางธรณีวิทยา สีแดงเข้มที่เราเห็นคือผลลัพธ์ของกระบวนการ Oxidation หรือการเกิดสนิมนั่นเองครับ แม้จะเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้ง แต่ฝนที่ตกเพียงน้อยนิดตลอด 50 ล้านปีที่ผ่านมา ได้ทำปฏิกิริยากับแร่เหล็กในเม็ดทรายจนเกิดเป็นสนิมเคลือบผิว ยิ่งสีแดงเข้มเท่าไหร่ นั่นยิ่งบอกเราว่าทรายเหล่านั้นอยู่ที่นี่มานานแสนนานแล้ว
สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างคือ “ความสูง” ครับ เนินทรายที่เห็นในภาพนี้สูงกว่า 300 เมตร และถ้าย้อนกลับไปดูใน Google Maps คุณจะเห็นว่าเนินทรายที่นี่ไม่ได้เป็นแค่เส้นตรง แต่มีรูปทรงเหมือนปลาดาว (Star Dune) ซึ่งเกิดจากทิศทางลมที่ซับซ้อนพัดเข้าหากันจากหลายด้าน

Fun fact อีกอย่าง ทะเลทรายคือแอ่งตะกอนที่ไม่มีเพดานจำกัดความสูงครับ ถ้าเป็นทะเลหรือแม่น้ำ ตะกอนจะสะสมได้หนาเท่าความลึกของแอ่ง แต่ที่นี่… ตราบใดที่ลมยังพัดทรายมาเติม มันจะสูงขึ้นไปแค่ไหนก็ได้
ภาพนี้ผมตั้งใจถ่ายแบบ Abstract โดยไม่ให้ติดขอบฟ้า เพื่อสร้างความสับสนในสเกลระหว่างแสงและเงาที่แบ่งครึ่งเนินทรายพอดีในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น เป็นความลงตัวของจังหวะที่ผมไม่ได้วางแผนไว้ เพราะจริง ๆ แล้วเป้าหมายของผมในทริปนั้นคือการไปถ่าย “ต้นไม้ตาย” ตามรอยช่างภาพ National Geographic แต่กลับได้พบความงามระว่างทางนี้เสียก่อน
04
“ไอซ์แลนด์ มหาสมุทรแอตแลนติก”

ถ้าคุณมองภาพถ่ายดาวเทียม จะเห็นเส้นลากยาวผ่ากลางมหาสมุทรแอตแลนติกจากเหนือจดใต้ เส้นนั้นคือรอยแยกที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาและยุโรปกำลังเคลื่อนที่ออกจากกัน และไอซ์แลนด์ก็คือเกาะภูเขาไฟที่ก่อตัวขึ้นมาตรงรอยแยกนั้นพอดี ความพิเศษของที่นี่ที่ทำให้ผมทึ่งทุกครั้งคือ ไอซ์แลนด์มีพื้นที่เพิ่มขึ้นทุกปี เพราะลาวาที่ไหลออกมาจากรอยแยกเคลื่อนตัวนี้เองที่ค่อย ๆ เติมเต็มและสร้างแผ่นดินใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ
ในสายตาช่างภาพ แสงออโรร่า (Aurora) คือความงามที่ดูเหนือจริง แต่ในมุมธรณีวิทยา แสงสีเขียวพาดผ่านยอดเขานี้คือการบอกเล่าเรื่องราวของ “สนามแม่เหล็กโลก” ครับ
อนุภาคจากดวงอาทิตย์ที่พุ่งผ่านโลกจะถูกสนามแม่เหล็กดึงดูดไปยังขั้วเหนือและใต้ ก่อนจะชนกับชั้นบรรยากาศจนคายพลังงานออกมาเป็นแสงเต้นระบำ และสิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือขั้วแม่เหล็กโลก ไม่ได้อยู่ที่เดิมตลอดเวลา ในเชิงธรณีกาลมันขยับตำแหน่งและเปลี่ยนทิศทางไปเรื่อย ๆ ตามการเคลื่อนไหวของแกนโลกชั้นนอกที่เป็นของเหลว

ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่ผมชอบที่สุดครับ ที่นี่คือสวรรค์ของนักธรณีวิทยาที่ศึกษาหินภูเขาไฟ เพราะแผ่นดินที่นี่ถือว่าอายุน้อยมากในทางธรณีวิทยา (หลักล้านปี) เราจึงยังเห็นภูเขาไฟที่คงสภาพสมบูรณ์และชัดเจน แตกต่างจากภูเขาไฟที่อื่น รวมถึงในประเทศไทยที่ผ่านกาลเวลามานานจนยอดเขาถูกกัดกร่อนผุพัง กลายเป็นที่ราบหรือแอ่งไปหมดแล้ว
อีกสิ่งที่ผมชอบคือพื้นที่กว่า 90% ของไอซ์แลนด์ ไม่มีคนอาศัยอยู่เลย ผู้คนเกือบทั้งประเทศจะตั้งรกรากอยู่แค่บริเวณริมขอบเกาะตามถนนเส้นหลักอย่าง Ring Road เท่านั้น ใจกลางประเทศจึงมีแต่ธรรมชาติที่ไม่เคยถูกมนุษย์เข้าไปรบกวน
คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า “มนุษย์ไม่มีธรรมชาติ มนุษย์อยู่ไม่ได้ แต่ธรรมชาติไม่มีมนุษย์ ธรรมชาติอยู่ได้สบายไหมครับ” นั่นแหละครับไอซ์แลนด์ เป็นแบบนั้น
05
“ภูเขาเบนโทไนต์ ฮิลส์ ยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา”

ถ้าถามว่าในบรรดาความมหัศจรรย์ของอเมริกาเหนือ ผมเลือกที่ไหน… คำตอบคือ ยูทาห์ (Utah) ครับ
หลายคนอาจนึกถึง “แกรนด์แคนยอน” ที่แสดงถึงพลังการกัดเซาะอันทรงพลัง แต่สำหรับผม เบนโทไนท์ ฮิลล์ (Bentonite Hills) มีความงามเชิงศิลปะที่แปลกตากว่ามาก ที่นี่คือสวรรค์ของนักธรณีวิทยา เพราะมันคือ Badlands หรือแผ่นดินที่แทบไม่มีพืชพรรณปกคลุม ทำให้เรามองเห็นการสะสมตัวของชั้นหินที่บันทึกเรื่องราวโลกกว่าสองพันล้านปี
ภาพนี้ผมตั้งใจใช้ตัวเองเป็นสเกล เพื่อให้คนดูรู้ว่าพื้นที่ตรงนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ผมใส่ชุดหมีสีส้มที่ผมใช้ทำงานบนแท่นเจาะน้ำมันกลางทะเล แล้วหาหมวกอวกาศมาใส่ เพราะภูมิประเทศที่นี่ใกล้เคียงกับดาวอังคารที่สุด จนมีศูนย์วิจัยดาวอังคารมาตั้งอยู่ใกล้ ๆ
ความมหัศจรรย์ของที่นี่คือ หินชั้น (Sedimentary Rock) ที่เรียงตัวกันเหมือนกระดาษสีซ้อนทับกันเป็นปึกใหญ่ ๆ ชั้นสีน้ำตาล แดง ม่วง และเขียวเหล่านี้มาจากยุค จูราสสิกตอนปลาย (Late Jurassic) มันบอกเราว่าในช่วงเวลานั้น พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นบึงและทะเลสาบที่มีตะกอนโคลนและเถ้าภูเขาไฟมาสะสมตัวสลับกันไปมา เมื่อเวลาผ่านไปองค์ประกอบเคมีที่ต่างกันในแต่ละชั้นก็เกิดปฏิกิริยากับน้ำจนกลายเป็นสีสันที่สวยงามอย่างที่เห็น
ในทางธรณีวิทยาคำว่า Bentonite คือเถ้าภูเขาไฟที่ดูดซับน้ำจนโครงสร้างเปลี่ยนไป ถ้าลองก้มมองใกล้ ๆ พื้นผิวของมันจะขรุขระเหมือนป็อปคอร์นเลยครับ
จุดที่ผมยืนอยู่คือร่องรอยของการกัดเซาะตามธรรมชาติ เมื่อฝนที่ตกนาน ๆ ครั้งในทะเลทรายชะล้างหน้าดินลึกลงไปจนเผยให้เห็นชั้นหินที่ซ้อนกันเป็นวงกลมเหมือนเราเฉือนหนังสือออกเป็นส่วน ๆ
06
“ภูเขาฟิตซ์รอย ปาตาโกเนีย ประเทศอาร์เจนตินา”

ในบรรดาภูเขาทั้งหมดที่ผมตระเวนถ่ายรูปมา ฟิตซ์รอยคือภูเขาที่ผมชอบที่สุดครับ เพราะมันคือผลงานชิ้นเอกที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้อย่างดี
ที่นี่ได้ฉายาว่า “Cathedral Mountain” จากรูปทรงยอดแหลมที่ดูเหมือนโบสถ์สไตล์ Gothic ยอดเขาแหลมกริบทั้ง 5 ยอดที่เรียงตัวกันอย่างสมมาตรนี้ คือส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอนดีส (Andes) ที่เกิดจากการชนกันระหว่างแผ่นมหาสมุทรแปซิฟิกและแผ่นทวีปอเมริกาใต้ จนแผ่นดินถูกยกตัวขึ้น ส่วนยอดแหลม ๆ นั่นก็เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งด้วยกลไกลเดียวกันกับย่าติง
สำหรับผม ความพิเศษของภาพนี้ ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังมีเบื้องหลังการตามหามุมลับ(มุมนี้) ที่ช่างภาพไม่บอกตำแหน่งกัน
ผมเจอที่นี่ด้วยการใช้ความรู้ทางธรณีวิทยามาคาดการณ์จากแผนที่ภูมิประเทศ (Topographic Map) ดูเส้นชั้นความสูง (Contour Line) เพื่อแปลความว่าจุดไหนที่ทางน้ำจะมีการเปลี่ยนระดับจนเกิดเป็นน้ำตก ผมเดินไต่ขอบหน้าผาและเดินตามรอยแยกของทางน้ำที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งอยู่เป็นนาน จนสุดท้ายก็ได้เจอเข้ากับมุมลับนี้
07
“มิลฟอร์ด ซาวด์ ประเทศนิวซีแลนด์”

ยังจำได้ไหมครับว่าถ้าคุณเห็นหุบเขารูปตัวยู (U-Shaped Valley) แบบนี้หมายความว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นอะไร?
ใช่แล้วครับ พื้นที่ตรงนี้เคยปกคลุมด้วยมีธารน้ำแข็ง
ที่นี่คือ มิลฟอร์ด ซาวด์ (Milford Sound) สถานที่ที่ผมชอบที่สุดในนิวซีแลนด์ อ่าวเล็ก ๆ บริเวณชายฝั่งที่ถูกน้ำกัดเซาะจนมีลักษณะแคบและยาวแบบนี้เรียกว่า ฟยอร์ด (Fiord) ครับ แม้ชื่อจะลงท้ายว่า Sound แต่ในทางธรณีวิทยาที่นี่คือฟยอร์ดแท้ ๆ เลย เพราะมันคือหุบเขาที่ถูกธารน้ำแข็งขนาดมหึมาขุดเจาะลึกลงไปจนต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เมื่อน้ำแข็งละลายหายไป น้ำทะเลจึงไหลเข้ามาแทนที่กลายเป็นเวิ้งน้ำอย่างที่เห็น
หลายคนถามผมว่า แล้วทำไมยอดเขาที่นี่ถึงไม่แหลมกริบเหมือนที่ฟิตซ์รอย? ในทางธรณีวิทยา การจะเกิดยอดแหลมทรงพีระมิดได้นั้นต้องมีธารน้ำแข็งรุมกัดเซาะภูเขาจากหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน แต่ที่มิลฟอร์ด ซาวด์ ธารน้ำแข็งเคลื่อนผ่านแค่บางด้าน รูปร่างของมันจึงดูหนาและมั่นคงกว่า
อีกเรื่องที่น่าสนใจเมื่อพูดถึงนิวซีแลนด์คือ “ซีแลนเดีย” (Zealandia) ทวีปที่ 8 ที่จมอยู่ใต้ทะเล ซึ่งในมุมมองของผม มันคือเรื่องของเกณฑ์ที่มนุษย์ใช้ขีดเส้นแบ่งธรรมชาติ เพื่อผลประโยชน์ทางทรัพยากรธรรมชาติ
นิวซีแลนด์ไม่ได้เป็นแค่เกาะแบบที่เราเห็นในแผนที่นะครับ เพราะถ้าเราลดระดับน้ำทะเลลง เราจะเห็นแผ่นดินที่กว้างใหญ่เกือบ 5 ล้านตารางกิโลเมตรซ่อนอยู่ใต้ทะเลตื้น เหมือนกับ “ซุนด้าแลนด์” ที่เคยเชื่อมไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียเข้าด้วยกันในยุคน้ำแข็ง
08
“หมู่เกาะฮาวาย หมาสมุทรแปซิฟิก”

ในฐานะนักธรณรีวิทยา การได้มาเห็นลาวาไหลลงมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณ Kalapana บนเกาะบิ๊กไอซ์แลนด์ (Big Island) คือความรู้สึกที่เกินบรรยาย และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มายืนเป็นพยานในวินาทีที่แผ่นดินกำลังถือกำเนิดต่อหน้าต่อตา
เพราะพันล้านปีก่อน พื้นที่ตรงนี้ (กลางมหาสมุทรแปซิฟิก) เคยมีแต่น้ำทะเลมาก่อน แผ่นดินแรกที่เกิดขึ้นมาก็มีจุดกำเนิดมาจากกระบวนการที่เห็นนี้ คือภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนลาวาเย็นตัวและพูนสูงขึ้นพ้นน้ำกลายเป็นเกาะ

หมู่เกาะฮาวายเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่บนโลกที่มีแผ่นดินงอกขึ้นทุกปี (ตามธรรมชาติ) เพราะมีสิ่งที่สิ่งที่เรียกว่า จุดร้อน (Hot Spot) จินตนาการว่าเหมือนมีเข็มที่พ่นลาวาอยู่ใต้เปลือกโลก ในขณะที่แผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรเคลื่อนที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดหมู่เกาะภูเขาไฟที่เรียงตัวกันเป็นเส้นตรง เหมือนอยู่บนสายพาน เกาะที่อยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือเกาะที่แก่กว่า ส่วนบิ๊กไอแลนด์ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้คือเกาะที่อายุน้อยที่สุด และเป็นเพียงเกาะเดียวที่แผ่นดินยังคงเติบโตขึ้นในทุก ๆ ปี
09
“ภูเขาน้ำแข็ง แอนตาร์กติกา”

มาถึงทวีปที่ 7 ทวีปสุดท้ายที่ตั้งอยู่ปลายสุดของโลกอย่าง แอนตาร์กติกา (Antarctica) ครับ ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่จุดหมายใน Bucket List ของใครหลายคน และสำหรับผม แอนตาร์กติกา คือที่เก็บรักษาความลับของโลกมานานกว่า 30 ล้านปี
หลายคนอาจเข้าใจว่าที่นี่เป็นเพียงก้อนน้ำแข็งมหึมาที่ลอยคว้างอยู่กลางทะเล แต่ในความเป็นจริงแล้ว แอนตาร์กติกาคือทวีปที่มีแผ่นดินซ่อนอยู่ข้างใต้ครับ โดยมีพืดน้ำแข็ง (Ice Sheet) ที่เกิดจากการทับถมของหิมะนานนับหมื่นนับแสนปีปกคลุมเอาไว้ ซึ่งจุดที่ลึกที่สุดนั้นหนาถึง 3-4 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ส่วนภาพภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวนี้ กำลังบอกเล่าเรื่องราวของ “วัฏจักรน้ำแข็ง” ที่น่าทึ่งครับ ทุกอย่างเริ่มต้นจากหิมะบนบกที่ทับถมจนกลายเป็นพืดน้ำแข็ง ก่อนจะค่อย ๆ ไหลตามแรงโน้มถ่วงลงสู่ชายฝั่ง กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ยื่นออกไปในมหาสมุทรที่เรียกว่า หิ้งน้ำแข็ง (Ice Shelf)
และเมื่อถึงเวลาที่มันถูกคลื่นลมหรืออุณหภูมิที่อุ่นขึ้น หิ้งน้ำแข็งเหล่านี้ก็จะแตกตัวออกเป็น ภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg) ลอยไปตามกระแสน้ำมุ่งหน้าลงไปทางทิศเหนือสู่เขตอบอุ่น และค่อย ๆ ละลายหายไปจนจบวงจรชีวิตของมัน

อย่างที่ผมพูดเสมอในทางธรณีวิทยา ทุกอย่างคือไซเคิลครับ เมื่อ 400 ล้านปีก่อน แอฟริกาหรืออเมริกาใต้เองก็เคยตั้งอยู่บริเวณขั้วโลกใต้และถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งแบบนี้มาก่อน มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวนซ้ำ ๆ ตลอดประวัติศาสตร์โลก
“โลกใบนี้ถือกำเนิดมากว่า 4,600 ล้านปีแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์มนุษย์ พวกเราก็แค่สิ่งมีชีวิตกระจ้อยร่อยที่เพิ่งมามีบทบาทบนโลกแค่หมื่นกว่าปีนี้เอง โลกผ่านการเปลี่ยนแปลงมาตลอด แน่นอนมันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง…. โดยที่มนุษย์(ไม่)จำเป็นต้องอยู่บนโลกใบนี้”
เรื่อง อรณิชา เปลี่ยนภักดี
ภาพ ภรัณยู พิทยรังสฤษฏ์ และ ศุภกร ศรีสกุล
อ่านเพิ่มเติม : “เท่าเทียมในศักดิ์ศรี แตกต่างในอัตลักษณ์”
คุยกับ Martin Schoeller ช่างภาพผู้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน
