เหลียวมองเด็กไร้สัญชาติที่เกิดระหว่างแม่ลี้ภัย - National Geographic Thailand

เหลียวมองเด็กไร้สัญชาติที่เกิดระหว่างแม่ลี้ภัย

(ซ้าย) Mamunur ทารกอายุ 25 วัน หนึ่งในเด็กทารกเฉลี่ย 60 คนที่เกิดในค่ายคอกซ์บาซาทุกวัน ส่วนภาพด้านขวาคือ เด็กไร้สัญชาติ อีกคนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อวัยเพียง 18 วัน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury

 

 

ณ ค่ายผู้ลี้ภัยคอกซ์บาซาของบังกลาเทศ ในทุกๆ วันมีเด็กชาวโรฮิงญาผู้ไร้สัญชาติราว 60 คนลืมตาดูโลก

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 ขณะที่ Turjoy Chowdhury ช่างภาพชาวบังกลาเทศกำลังเดินอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เขาได้ยินเสียงเด็กทารกร้องลั่น ที่ภายในกระท่อมหลังเล็กๆ นั้นเอง ช่างภาพพบกับทารกเพศหญิงชาวโรฮิงญาอายุเพียง 1 วัน ถูกห่มอยู่ในผืนผ้าสีแดง เมื่อเขาเข้าไปใกล้ขึ้น ผู้เป็นแม่ก็คลายผ้าห่มที่ได้รับแจกจากองค์กรช่วยเหลือออก และอนุญาตให้ Chowdhury ถ่ายภาพเธอ

ตัวเขาตั้งใจถ่ายภาพของหนูน้อยจากมุมสูง แบบเดียวกับเทคนิคถ่ายภาพที่นิยมกันในอินสตาแกรม สำหรับเขานี่คือเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย “ในตอนนั้นผมมองเข้าไปในดวงตาใสบริสุทธิ์ พลางคิดไปว่า ‘เกิดบ้าอะไรขึ้นกับโลกใบนี้?'” เขากล่าว “เด็กคนนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรทางการเมืองเลยด้วยซ้ำ”

เด็กๆ ชาวโรฮิงญาที่เกิดในค่ายคอกซ์บาซาของบังกลาเทศ เริ่มต้นชีวิตของพวกเขาโดยปราศจากกฎหมายคุ้มครอง พิจารณาจากสถานะ พวกเขาไม่ใช่ชาวบังกลาเทศ และไม่ใช่ชาวเมียนมา ทั้งยังไม่มีประเทศใดอยากรับผิดชอบ Chowdhury ลองนับจำนวนเด็กเกิดใหม่ในค่าย เขาพบว่าในแต่ละวันมีเด็กไร้รัฐเหล่านี้ลืมตาขึ้นมาดูโลกมากกว่า 60 คน

เด็กไร้สัญชาติ
ทารกอายุ 15 วันที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ เด็กๆ ที่เกิดในค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไม่มีสถานะทางพลเมืองทั้งในบังกลาเทศ และในเมียนมา
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury
เด็กไร้สัญชาติ
Monsur ทารกอายุ 25 วัน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่ชาวโรฮิงญาถูกจองล้างจองผลาญ และถูกปฏิเสธจากการเป็นพลเมือง สำหรับชาวเมียนมานี่คือคนนอกที่เข้ามาอาศัยแผ่นดินอยู่ แม้ชาวโรฮิงญาจะระบุว่าพวกเขาอาศัยอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ก็ตาม ในปี 1982 รัฐบาลเมียนมาผ่านกฎหมายให้สิทธิแก่กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศจำนวน 135 กลุ่ม ทว่าไม่มีชาวโรฮิงญาอยู่ในนั้น สถานะพลเมืองแต่กำเนิดของพวกเขาถูกปฏิเสธ ชาวโรฮิงญาถูกบังคับให้ขึ้นทะเบียน และถือบัตรพลเมืองชั่วคราวแทน ซึ่งสิทธิและเสรีภาพที่มีห่างไกลจากพลเมืองจริงหลายเท่า

เดือนสิงหาคม ปี 2017 กองกำลังทหารเมียนมาบุกเข้าปราบปรามไล่ประหัตประหาร และเผาทำลายหมู่บ้านของชาวโรฮิงญาหลายแห่งในรัฐยะไข่ ส่งผลให้มีชาวโรฮิงญามากกว่า 736,000 คนหนีเอาชีวิตรอดไปยังบังกลาเทศเพื่อนบ้าน พวกเขาอาศัยอยู่ในค่ายที่จัดตั้งขึ้นบริเวณชายแดน และยังคงไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ เมื่อไม่มีสถานะใดๆ ช่องโหว่นี้กีดกันชาวโรฮิงญาออกจากการศึกษา รวมไปถึงบริการสาธารณะอื่นๆ

เด็กไร้สัญชาติ
Ershad ทารกอายุ 2 เดือน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury
เด็กไร้สัญชาติ
ทารกอายุ 10 วันที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury

นับตั้งแต่ Chowdhury ตัดสินใจเผยแพร่ภาพถ่ายแรกของเด็กไร้สัญชาติ ในโปรเจค “Born Refugee” ด้วยการขออนุญาตถ่ายภาพเด็กทารกเกิดใหม่ในค่ายที่แสนจะแออัด “ผู้คนก็เริ่มตระหนักว่าปัญหานี้สำคัญแค่ไหน” เขากล่าว ทุกวันนี้ในโปรเจคมีภาพถ่ายของเด็กทารกราว 20 คน บางคนยังไม่ได้ถูกตั้งชื่อเสียด้วยซ้ำ และบางคนก็เพิ่งมีชื่อในตอนที่ถูกถ่ายภาพ

รายงานจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ในค่ายคอกซ์บาซามีผู้ลี้ภัยที่เป็นเด็กจำนวนมากกว่าครึ่งล้านคน และในจำนวนนี้มีประมาณ 30,000 คน ที่มีอายุต่ำกว่าหนึ่งขวบ “ผลพวงจากการเป็นคนไร้สัญชาติจะทำให้อนาคตของเด็กๆ ชาวโรฮิงญาเหล่านี้ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน” Karen Reidy โฆษกจากยูนิเซฟกล่าว พวกเขาจะถูกตัดออกจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนตลาดแรงงาน “และที่สำคัญคือ เด็กๆ เหล่านี้จะเผชิญกับการเลือกปฏิบัติไปตลอดชีวิต”

เด็กไร้สัญชาติ
ทารกอายุเพียงวันเดียวที่ยังไม่ได้ถูกตั้งชื่อ
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury
เด็กไร้สัญชาติ
Shahida ทารกอายุ 2 เดือน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury

ปัจจุบันมีผู้คนที่ไร้ซึ่งสัญชาติราว 12 ล้านคน ทว่าข้อมูลนี้ไม่ได้เที่ยงตรง เพราะยังมีพื้นที่ตกสำรวจอีกมาก เช่น ประเทศจีน รายงานจาก Amal de Chickera ผู้อำนวยการร่วมจากสถาบัน Statelessness and Inclusion “สิ่งนี้จะนำไปสู่ความเกลียดกลัวชาวต่างชาติ” (xenophobia) ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นให้ปัญหาลุกลาม โดยเฉพาะกับสถานการณ์ของค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ ที่นับวันมีแต่จะยิ่งเลวร้ายลง

“ที่ผ่านมามีการโจมตีอัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์ของชาวโรฮิงญามาโดยตลอด และในที่สุดเรื่องราวก็มาถึงจุดที่ชาวโรฮิงญากลายเป็นคนไร้สัญชาติ” de Chickera กล่าว “สถานะไร้สัญชาติจำกัดทุกวิถีทางในการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัย ถ้าคุณต้องตกอยู่ในสถานะนั้น แม้แต่การกลับประเทศก็ไม่ปลอดภัย แต่ในท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนต้องมีบ้านให้กลับ”

สำหรับ Chowdhury ทารกไร้สัญชาติแต่ละคนกำลังแสดงให้เห็นว่าผลพวงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการมุ่งแบ่งแยกเชื้อชาติมีหน้าตาเป็นอย่างไร “สิ่งหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดเวลาคือเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน” เขากล่าว “โลกที่ไม่มีการแบ่งประเทศ – นี่คือสิ่งที่โปรเจคภาพนี้กำลังพยายามบอก”

เรื่อง Nina Strochlic

ภาพถ่าย Turjoy Chowdhury

เด็กไร้สัญชาติ
Yasir ทารกอายุเพียง 1 เดือน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury
เด็กไร้สัญชาติ
Shahed ทารกอายุ 7 วัน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury
เด็กไร้สัญชาติ
Yunus ทารกวัย 1 เดือนในอ้อมแขนของแม่ ส่วนหนึ่งของภาพถ่ายในโปรเจค “Born Refugee” ที่บันทึกภาพเด็กทารกไร้สัญชาติแรกเกิดในค่ายคอกซ์บาซาของบังกลาเทศ
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury
เด็กไร้สัญชาติ
Fatema หญิงชาวโรฮิงญาอุ้ม Asma Bibi ลูกน้อยวัยเพียง 1 วันไว้ในอ้อมแขน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury
เด็กไร้สัญชาติ
Dulu Begum กับลูกน้อยวัย 2 เดือน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury
เด็กไร้สัญชาติ
Rokeya Begum กับลูกน้อยวัย 15 วัน
ภาพถ่ายโดย Turjoy Chowdhury

 

อ่านเพิ่มเติม

ของเล่นทำมือสมบัติเดียวที่เด็กผู้ลี้ภัยในยูกันดามี

 

 

เรื่องแนะนำ

ทำความรู้จักกับพยาบาลหุ่นยนต์แห่งรพ.มงกุฎวัฒนะ

ทำความรู้จักกับ พยาบาลหุ่นยนต์ แห่งรพ.มงกุฎวัฒนะ R1, R2 และ R3 คือชื่อของพยาบาลสามสาวที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและเป็นที่สนใจแก่บรรดาผู้มาใช้บริการยังโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะในช่วงเดือนที่ผ่านมา พวกเธอทำงานวันละ 12 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด เธอทำได้อย่างไร? เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังหาใช่เงินเดือนสูงหรือความมุ่งมั่นเกินร้อยในอาชีพ แต่เพราะว่าพวกเธอเป็นหุ่นยนต์ เรียกได้ว่าโรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะเป็นโรงพยาบาลแรกที่มีพยาบาลเป็นหุ่นยนต์ พวกเธอเป็นหุ่นยนต์นำร่องในโครงการใหญ่ของโรงพยาบาลที่ต้องการนำเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของบุคลากรตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ต้องเสียเวลางานไปกับงานที่ไม่ได้ใช้ความคิดมากนักอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น งานล้างหรือฆ่าเชื้ออุปกรณ์ผ่าตัด หรืองานขนส่งข้าวของต่างๆ ในอนาคตทางโรงพยาบาลมีแผนที่จะใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำงานในส่วนต่างๆ มากยิ่งขึ้น หากคุณผู้อ่านท่านใดมีโอกาสแวะเวียนไปใช้บริการก็อย่าลืมเข้าไปทักทายและฟังเสียงหวานๆ จากพวกเธอกัน   อ่านเพิ่มเติม โลกอนาคต : หรือนี่คือโฉมหน้าของเมืองในอีกร้อยปีข้างหน้า

โฉมหน้าใหม่ครอบครัวไทย

เรื่อง กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา เก้าอี้สิบตัวเรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่ด้านหน้าเวทีที่ประดับประดาด้วยผ้าจับจีบสวยงาม เมื่อพิธีกรขานเลขระดับชั้นเรียน ผู้ปกครองซึ่งล้วนอยู่ในเสื้อสีเหลือง ก็ทยอยกันเดินมานั่งประจำเก้าอี้ ยังไม่ทันไร เด็กน้อยต่างวิ่งออกจากแถวมาหาผู้ปกครองของตน มอบดอกพุทธรักษาประดิษฐ์และการ์ดอวยพรทำเอง ก่อนจะหมอบกราบบุคคลตรงหน้า วันนี้คือวันพ่อแห่งชาติ โรงเรียนวัดปริวาส เขตยานนาวา จัดงานวันพ่อตามขนบอย่างเช่นทุกปี  ในอดีต ภาพชินตาคือเหล่าคุณพ่อจะมานั่งเรียงแถวให้ลูกกราบ  แต่บ่ายวันนี้ ผู้ปกครองที่มานั่งมีทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่สาว พี่ชาย ปะปนกันไป เราอดคิดไม่ได้ว่า  พิธีที่จัดขึ้นตามขนบในวันนี้อาจสะท้อนภาพของครอบครัวไทยที่หลากหลายมากขึ้น  และห่างไกลจากคำว่า “ประเพณี” ออกไปทุกที คุณแม่หลากหลายทางเพศ สะพานข้ามแยกเกษตรกำลังถูกทุบเพื่อเปิดทางให้รถไฟฟ้า สี่โมงเย็นของวันจันทร์อันเร่งรีบ รถติดหนักที่แยกรัชโยธิน  “ไปเจอกันที่ป้ายรถเมล์หน้าเมเจอร์ วันนี้ พี่ทำงานที่นั่น” เสียงตามสายนัดแนะสถานที่นัดพบ “มุ้ย” ทำงานเป็นสายตรวจพิเศษของขสมก. หญิงร่างสูงโปร่งคนนี้มีหน้าที่ตรวจบริการรถเมล์ทั้งของรัฐและเอกชน มุ้ยคอยถ่ายภาพการจราจรอันคับคั่งเพื่อรายงานไปยังสำนักงาน และคอยดูว่ารถเมล์ทำตามกฎระเบียบหรือไม่ หากมีอุบัติเหตุหรือเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เธอจะเป็นคนแรกที่เข้าแก้ปัญหา หากจะบอกว่ามุ้ยเป็นเหมือน “แม่”  ของเหล่าคนขับและกระเป๋ารถเมล์ก็คงไม่ผิดนัก ในชีวิตนอกงาน มุ้ยก็เป็นคุณแม่  แต่ที่พิเศษคือ เธอเป็นคุณแม่ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในอดีต  มุ้ยเคยแต่งงานกับผู้ชายและมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง  […]

ชาวเปรูผู้แลกชีวิตใน เหมืองทอง ที่สูงสุดในโลก

ในแถบเทือกเขาแอนดีสของเปรู ความสิ้นหวังโหมเชื้อไฟให้การตามล่าโลหะล้ำค่าเป็นพิษสุดอันตรายใน เหมืองทอง ที่สูงสุดในโลก ห้ากิโลเมตรเหนือพื้นดิน บนเทือกเขาแอนดีสของเปรู คือที่ตั้งของลารินกอนาดา ชุมชนสูงที่สุดในโลก ที่ซึ่งการดำรงอยู่อย่างแร้นแค้นกันดารฝากความหวังไว้กับราคาสูงลิ่วของทรัพยากรยอดปรารถนา นั่นคือ ทองคำ ใน เหมืองทอง ที่สูงที่สุด ขณะที่ราคาของแร่ธาตุล้ำค่านี้พุ่งสูงกว่าห้าเท่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนที่เคยเป็นเมืองเล็กๆ ในเงื้อมเงายอดห่มหิมะของเมาต์อานาเนอา แปรสภาพเป็นหมู่เพิงสังกะสีแออัดที่แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ระเบียบรายรอบ ทางเข้าสู่ เหมืองทอง พื้นบ้านและทะเลสาบที่ท้นทะลักไปด้วยขยะปฏิกูล ความหนาวเหน็บและออกซิเจนเบาบางที่ความสูง 5,100 เมตรเหนือระดับทะเล ทำให้แม้กระทั่งคนท้องถิ่นยังต้องหอบหายใจ ส่วนกลิ่นนั้นเป็นสิ่งที่คาดหวังได้จาก ชุมชนที่มีประชากรอาศัยอยู่ชั่วคราวราว 30,000 ถึง 50,000 คน และไร้ซึ่งระบบจัดเก็บขยะและกำจัดสิ่งปฏิกูล อุบัติเหตุถึงตายท่ามกลางเขาวงกตของ เหมืองทอง ต่างๆ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในเมาต์อานาเนอาเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับเหตุวิวาทถึงขั้นฆ่าแกงกัน คนขุดทองอาจถูกปล้นหรือกระทั่งถูกฆาตกรรมหลังจากขายทองคำของตนเอง ส่วนศพถูกทิ้งไว้ในปล่องเหมือง เหยื่อฆาตกรรมหลายรายเป็นผู้หญิงและเด็กสาวที่ถูกล่อลวงจากเมืองใหญ่ในเปรู และโบลิเวีย โดยนักค้ามนุษย์ที่ยึดเอกสารยืนยันตัวตนเอาไว้ แล้วส่งพวกเธอไปทำงานตามบาร์และซ่องโสเภณีใน ลารินกอนาดา เหมืองส่วนใหญ่ที่ดำเนินการภายใต้สัญญาดังกล่าวเป็นแบบ “ไม่เป็นทางการ” หรือนอกระบบ หมายถึง เหมืองมีสภาพการทำงาน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ได้รับอนุญาตโดยรัฐบาลให้ดำเนินการต่อไปได้ ตราบเท่าที่ลงทะเบียนกับโครงการซึ่งตั้งเป้าทำให้เหมืองเหล่านั้นมีมาตรฐานสูงขึ้น สภาพการทำงานในลารินกอนาดาเป็นอันตรายต่อคนงานเหมืองและสร้างมลพิษแก่ภูมิทัศน์ของเทือกเขา แอนดีส […]

ConIFA ฟุตบอลของคนไร้รัฐ

ไซปรัส, บาราวา, หรือคาร์ปาตาเลีย คุณอาจไม่คุ้นหูกับชื่อประเทศเหล่านี้ เพราะพวกเขาคือชนชาติที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่การแข่งขันฟุตบอลโดย ConIFA จะเปิดโอกาสให้ทั่วโลกได้ทำความรู้จักกับเรื่องราวของพวกเขามากยิ่งขึ้น