ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว กำลังเกิด ต้องรับมือ และอยู่ให้ได้ - National Geographic Thailand

ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว กำลังเกิด ต้องรับมือ และอยู่ให้ได้

เรื่อง นิรมล มูนจินดา
ภาพถ่าย จิตรภณ ไข่คำ

หลังพ้นตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ โคฟี อันนัน รับเป็นประธานคณะทำงานโกลบอลฮิวแมนิแทเรียนฟอรัม (Global Humanitarian Forum) องค์กรอิสระให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะผู้ประสบภัยจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

เมื่อปี 2552 องค์กรดังกล่าวตีพิมพ์รายงานเรื่อง Climate Change – The Anatomy of A Silent Crisis ชี้ถึงผลกระทบใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้คนราว 300,000 คนเสียชีวิต  ร้อยละ 90 ในจำนวนนั้นจากภาวะทุพโภชนาการ อหิวาตกโรค มาลาเรีย ที่เหลือจากเหตุการณ์ภาวะอากาศรุนแรง

โคฟี อันนัน ตั้งคำถามว่า “ชาวประมงจะไปอยู่ไหน เมื่ออุณหภูมิของท้องทะเลอุ่นขึ้นจนปะการังและปลาหมดไป  ชาวนารายย่อยจะทำอย่างไรกับปศุสัตว์และพืชผลเมื่อน้ำแห้งเหือด  ครอบครัวทั้งหลายจะเหลืออะไร  เมื่อผืนดินอันอุดมและแหล่งน้ำจืดปนเปื้อนเกลือจากน้ำทะเลหนุน”   คำถามเหล่านี้อาจไม่มีใครอยากตอบจริงจัง เพราะร้อยละ 99 ของผู้เสียชีวิตจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาที่ทั้งยากจนและห่างไกลในแอฟริกาบ้าง อินเดียบ้าง ไม่เกี่ยวอะไรกับคนเมืองอื่น  จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “กายวิภาคของวิกฤตอันเงียบงัน”

นับตั้งแต่ปี 2558 จิตรภณ ไข่คำ ออกเดินทางบันทึกภาพภัยแล้งที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ภูผาม่าน และที่อื่นๆในภาคอีสาน  ในช่วงเวลานั้น กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนว่า อุณหภูมิอาจสูงถึง 44 องศาเซลเซียสทำสถิตสูงสุดในรอบ 55 ปี

ขณะเดียวกัน สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯหรือโนอา (NOAA) ก็บันทึกความผิดปกติของสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งร้อนสุด ร้อนเกือบสุดที่แคนาดา อะแลสกา ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ อาร์เจนตินา แอฟริกา เอเชีย  แห้งแล้งที่สุดที่ชิลี รวมทั้งคลื่นความร้อนที่อินเดีย  แต่ที่โมร็อกโก เม็กซิโก จีน และสหรัฐอเมริกา ฝนตกหนักผิดปกติ

เดือนมกราคม พ.ศ. 2560 หลายจังหวัดในภาคใต้ประสบปัญหาน้ำท่วมเฉียบพลัน เพราะฝนนอกฤดูซึ่งมีปริมาณมากผิดปกติ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่สุดท้ายที่น้ำในแม่น้ำหลายสายไหลมารวมกันก่อนไหลลงสู่ทะเล ซึ่งมีระดับน้ำหนุนสูงเป็นสาเหตุให้น้ำระบายออกได้ช้าและท่วมขังนาน

แต่การประกาศว่าปี 2558 เป็นปีที่ร้อนที่สุดทั่วโลกนั้นไม่ยืดยาว เพราะทั้งโนอาและนาซาเพิ่งประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า ปี 2559 เป็นปีที่อุณหภูมิพื้นผิวโลกร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยจดบันทึกกันมาตั้งแต่ 137 ปีก่อน  โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลางศตวรรษที่ 20 ที่ 0.99 องศาเซลเซียส จนทำให้ปี 2559 เป็นปีที่อุณหภูมิพื้นผิวโลกร้อนที่สุดทำลายสถิติต่อเนื่องเป็นปีที่สามติดต่อกันแล้ว

ส่วนในเมืองไทยเอง วันที่ร้อนที่สุดในเดือนเมษายนปีที่แล้ววัดได้ 44.6 องศาเซลเซียสที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  และบางท้องถิ่นว่ากันว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบร้อยปี

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนก่อน เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า “ในช่วง 3 เดือนนี้ ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยจะสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย  ตลอดช่วงเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด  อุณหภูมิสูงที่สุด 42-43 องศาเซลเซียส”  และถ้าหากเปิดแผนที่ดูด้วยจะพบว่าพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดอากาศร้อนจัดตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไปนั้นครอบคลุมเกือบทั้งประเทศจะยกเว้นก็แต่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคเหนือเพียงสามจังหวัดเท่านั้น  พอถึงวันนี้ ยังไม่ทันกลางเดือนมีนาคม นาซาก็ปล่อยแผนที่ภาพคลื่นความร้อนที่กำลังแผ่ปกคลุมประเทศไทยในเดือนเมษายน พร้อมพยากรณ์ว่า  ปีนี้อุณหภูมิอาจสูงถึง 44.7 องศาเซลเซียส  ร้อนที่สุดในรอบ 57 ปี

ก็เหมือนปีก่อนและก่อนหน้านั้นแล้วที่คาดการณ์อุณหภูมิสูงสุดไว้ราวๆ นี้  แต่เมื่อไหร่กันที่เราคุ้นเคยกับอากาศร้อนระดับ 40 องศาเซลเซียส

ไม่ใช่ตอนที่เราเป็นเด็กแน่ๆ

พายุฤดูร้อนและฟ้าผ่าช่วงปลายฤดูร้อนที่แล้งจัด มักเกิดพร้อมพายุลูกเห็บรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย หลายครั้งสร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้างแก่ทรัพย์สินและบ้านเรือนของประชาชน

ภาวะอากาศรุนแรงสุดขั้ว

ต้นปีที่ผ่านมา ภาคใต้ของประเทศไทยประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่และนานกว่าที่เคยเป็นมา ถึงแม้ว่าน้ำท่วมครั้งล่าสุดจะมีเหตุปัจจัยหลายประการที่มาจากมนุษย์ เช่น การวางผังเมือง การใช้ที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้มองเรื่องระบบนิเวศและภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น คลองที่ถูกรุกล้ำจนตื้นเขิน       และป่าต้นน้ำถูกทำลาย แต่ปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติ ก็ทำให้น้ำท่วมรุนแรงยาวนานกว่าที่เคย

ปริมาณน้ำฝนรายปีที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่ฤดูฝนจะยังคงมีระยะเวลาเท่าเดิม เป็นหนึ่งในการศึกษาเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยในอนาคตที่เว็บไซต์ thailandadaptation.net ระบุไว้ นอกเหนือจาก “อุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไปจะสูงขึ้นเล็กน้อยทั้งกลางวันและกลางคืน” “วันที่ร้อนที่สุดในรอบปีจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นมาก” “อาจมีการขยับเลื่อนของฤดูกาล” “ช่วงเวลาอากาศร้อนที่ยาวนานขึ้น ฤดูหนาวที่  สั้นลง” “ฤดูแล้งอาจแล้งจัด เนื่องจากระยะเวลาที่มีอากาศร้อนในรอบปีมีแนวโน้มร้อนมากขึ้นและนานขึ้น” “มีพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัดมากขึ้น” “ความแปรปรวนระหว่างฤดูและระหว่างปีจะเพิ่มสูงขึ้น” โดยคาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วง 30 ปีข้างหน้าเป็นต้นไป

ในบรรดาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่จะค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น การเกิดลมฟ้าอากาศสุดขั้ว (climate extreme หรือ extreme weather) ที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไอพีซีซี (IPCC) ใช้เรียกด้วยความหมายเดียวกัน  จะเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นชนิดไม่ต้องถึงหนึ่งองศาเซลเซียสด้วยซ้ำ ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ชาวโลกประสบกับคลื่น ความร้อน ความแห้งแล้ง ไฟป่า น้ำท่วมใหญ่ และพายุหมุนเขตร้อน บ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น ผิดปกติขึ้นไม่เป็นไปตามฤดูกาล และคาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกที และที่แย่ไปกว่านั้นคือ  สภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ชนิดที่ไม่อาจหวนกลับคืนมาสู่สภาพเดิมที่เราเคยอยู่กันมาได้อีกเลย

ชาวบ้านที่อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งซุ้มไฟดักจับแมลง เป็นวิธีหนึ่งในการดิ้นรนเพื่อทำมาหากินในช่วงที่ประสบกับภัยแล้งจนไม่สามารถประกอบอาชีพหลักได้

ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ  ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค กล่าวว่า “โดยปกติเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้วมีโอกาสเกิดน้อย   แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่ามีโอกาสเกิดสูงมาก  สำหรับประเทศไทย เราดูค่าเฉลี่ยที่เกิดขึ้นทุก 30 ปี และเห็นภาพว่า มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น  ประเทศไทยในอนาคตจะมีฝนตกหนักขึ้น ส่วนหน้าแล้งก็รุนแรงมากขึ้นด้วย

“ถึงจะเจอแล้งบ่อย ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ท่วมเลย  อนาคตอีก 100 ปีข้างหน้า ก็จะมีโอกาสท่วมมากขึ้น  ลมฟ้าอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นแน่  สมมุติว่ามีฝนตกหนักที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 100 ปี ในอนาคต ฝนตกหนักนี้จะเกิดบ่อยขึ้นจนเป็นรอบ 10 ปี  สำหรับกรุงเทพฯ อย่างน้ำท่วมใหญ่อาจเกิดบ่อยเป็นทุก 10 ปีด้วย…  ถ้าภูมิอากาศเปลี่ยนไปอย่างถาวร นั่นคือ ‘New Normal’” สอดคล้องกับการศึกษาของโซฟี เลวิส จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียที่พบว่า หากเรายังปล่อยคาร์บอนในอัตราที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้  ฤดูกาลที่สุดขั้วจะกลายเป็นเรื่องปกติในชั่วเวลาเพียงทศวรรษเดียว และต่อให้เราพยายามลดคาร์บอนไม่ว่าจะด้วยวิธีใด อากาศร้อนจัดอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2558-2560 ก็จะกลายเป็น “ความปกติใหม่” ภายในปี พ.ศ. 2583 อยู่ดี


อ่านเพิ่มเติม สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว ตัวการคร่าชีวิตในอนาคต?

เรื่องแนะนำ

นักบินอวกาศหญิง :ส่งทีมหญิงล้วนเดินทางสู่อวกาศดีกว่า

ผู้หญิงมีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งทางร่างกายและจิตใจสําหรับภารกิจอันยาวนานในอวกาศ แล้วทําไมถึงส่งแต่พวกผู้ชายไปล่ะ หากคุณกำลังวางแผนภารกิจอวกาศระหว่างดวงดาว ซึ่งเป็นภารกิจที่ใช้เวลายาวนาน และอาจเกี่ยวข้องกับการสร้างนิคมประชากรในโลกอันไกลโพ้นแล้วล่ะก็ การส่งทีม นักบินอวกาศหญิง ล้วนน่าจะเป็นตัวเลือกอันชาญฉลาด ก่อนที่คุณจะเลิกคิ้วสงสัยกับความเป็นไปได้นี้ โปรดอย่าลืมว่านาซาเลือกรับและให้แต่ลูกเรือเพศชายบินมาหลายทศวรรษแล้ว ความจริงในรอบ 58 ปีที่เราส่งมนุษย์ขึ้นสู่วงโคจร ราวร้อยละ 11 ของทั้งหมด หรือคิดเป็น 63 คน เป็นผู้หญิง “ภารกิจหญิงล้วนดูจะเป็นสิ่งที่นาซาหลีกเลี่ยง เพราะอาจดูเหมือนเป็นการสร้างภาพมากไปหน่อย” มากาเร็ต ไวต์แคมป์ ภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ กล่าว แต่ในบางแง่ ผู้หญิงเหมาะกับการเดินทางไปอวกาศมากกว่าผู้ชาย ลองพิจารณาปัจจัยสี่ประการเหล่านี้ ผู้หญิงโดยทั่วไปตัวเล็กกว่า ผู้หญิงได้รับผลกระทบทางกายภาพน้อยกว่าจากการเดินทางไปกับยานอวกาศ ผู้หญิงมีบุคลิกตามธรรมชาติที่เหมาะกับภารกิจระยะยาว แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การสร้างประชากรในอีกโลกจำเป็นต้องอาศัยการสืบพันธุ์ ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ถ้าขาดผู้หญิงที่มีชีวิตเลือดเนื้อ ขณะที่งานของพวกผู้ชายอาจตามมาทีหลังก็ได้ ประการแรก ข้อได้เปรียบด้านนํ้าหนัก การส่งมนุษย์ที่ตัวเบากว่าไปอวกาศเป็นเรื่องฉลาด เพราะการส่งจรวดสู่อวกาศและบินไปที่ต่างๆ นั้น จำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงซึ่งมีราคาค่างวด “พวกเราบางคนเล็งเห็นนานแล้วว่า การมีลูกเรือหญิงล้วน หรืออย่างน้อยมีสักคนที่ตัวเล็กกว่า ย่อมเป็นข้อได้เปรียบในแง่นํ้าหนักของภารกิจทั้งหมด” เวย์น เฮล อดีตวิศวกรนาซาและผู้จัดการโครงการกระสวยอวกาศ กล่าว การส่งผู้หญิงที่ตัวเล็กกว่าหกคนสู่อวกาศนานหลายเดือนหรือหลายปี อาจแพงน้อยกว่าการส่งผู้ชายกำยำลํ่าสันหกคนมาก และนํ้าหนักของร่างกายที่น้อยกว่าก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ความแตกต่างนอกจากนั้น ได้แก่ […]

หุ่นยนต์บำบัด : เพื่อนคู่ใจของผู้สูงวัย

ในอนาคต หุ่นยนต์บำบัด (robot therapy) หรือหุ่นยนต์ช่วยเหลือทางสังคม (socially assistive robot) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ อาจช่วยพวกเราได้ในยามเร่งด่วน นั่นคือดูแลผู้สูงอายุ  คาดว่าประชากรอายุมากกว่า 80 ปีจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าทั่วโลก จาก 143 ล้านคนเป็น 426 ล้านคน ภายในปี 2050 โดยหุ่นยนต์จะถูกตั้งโปรแกรมให้ช่วยเหลืองานได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เตือนให้กินยาไปจนถึงพาผู้ป่วยออกกำลังกาย

ในเขตอบอุ่นเชื้อ โควิด-19 แพร่กระจายดีกว่าเขตร้อน

รายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า สถานที่ที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรงของ โรคโควิด-19 มีสภาพอากาศที่คล้ายคลึงกัน นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แบบจำลองสภาพภูมิอากาศของพวกเขาสามารถคาดการณ์สถานที่ต่อไปที่เชื้อจะแพร่ระบาด นักวิทยาศาสตร์พบ “ความคล้ายคลึงกัน” เกี่ยวกับปัจจัยเรื่องอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดรุนแรงของ โรคโควิด-19 โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีอุณภูมิเฉลี่ย 5-11 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศร้อยละ 47-79 ประเทศส่วนใหญ่ที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วอยู่ในเขตอบอุ่นเหนือเส้นศูนย์สูตร ซึ่งรวมพื้นที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดคือ เมืองอู่ฮั่น มนฑลหูเป่ย รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ที่มีรายงานการระบาดรุนแรง ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิหร่าน สหรัฐอเมริกาทางตะวันตกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของอิตาลี การศึกษาครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากสหรัฐฯ และอิหร่าน เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา พวกเขาอาจนำโมเดลนี้ไปใช้คาดการณ์พื้นที่หรือภูมิภาคอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรุนแรงต่อไป นักวิจัยกล่าวและเสริมว่า ในการศึกษาครั้งนี้ ไม่ได้วิเคราะห์ปัจจัยเรื่องกิจกรรมของมนุษย์ เช่น กาาเดินทางและระบบสาธารณสุข และจากโมเดลนี้ นักวิจัยคาดว่า เมืองใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรุนแรง ได้แก่ ลอนดอน ปราก ฮัมบูร์ก แวนคูเวอร์ นิวยอร์อก และเคียฟ แต่ถ้าอุณภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงในพื้นที่เหล่านี้อาจลดลง การศึกษาครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ […]

เฮอร์ริเคนมีผลต่อการคัดเลือกทางธรรมชาติในกิ้งก่า

เฮอร์ริเคนมีผลต่อการคัดเลือกทางธรรมชาติในกิ้งก่า เหตุใดเจ้ากิ้งก่าเหล่านี้จึงถูกนำมาเกาะอยู่บนเสา แล้วถูกเป่าด้วยลมแรงจากเครื่องเป่าใบไม้? นี่อาจดูเหมือนการรังแกสัตว์ แต่แท้จริงแล้วทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองอะไรบางอย่าง… ก่อนที่เฮอร์ริเคนเออร์มา กับเฮอร์ริเคนมารีอาจะเข้าพัดถล่มหมู่เกาะแคริบเบียนในปี 2017 นักวิทยาศาสตร์เดินทางไปที่หมู่เกาะ Turks และหมู่เกาะ Caicos เพื่อศึกษาเกี่ยวกับกิ้งก่าโดยเฉพาะ พวกเขารวบรวมกิ้งก่าอาโนล์จำนวนหนึ่ง และจับพวกมันเข้าร่วมการทดลอง โดยใช้เครื่องเป่าใบไม้จำลองสถานการณ์ว่ากำลังเกิดเฮอร์ริเคนขึ้น เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของกิ้งก่า จากการทดลองทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่า กิ้งก่าที่มีอุ้งตีน และขาหน้าที่ยาวกว่า มีโอกาสที่จะรอดชีวิตจากเฮอร์ริเคนได้มากกว่า เนื่องจากพวกมันมีความสามารถในการเกาะเกี่ยวเสาได้ดีกว่ากิ้งก่าทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นนี้บ่งชี้ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เกิด “การคัดเลือกทางธรรมชาติ” ของกิ้งก่าเหล่านี้เข้า (กิ้งก่าที่มีอุ้งตีนเล็ก ขาหน้าสั้นไม่สามารถรอดชีวิตจากพายุได้จึงล้มตายไปในที่สุด) ทั้งนี้ในการศึกษาครั้งต่อๆ ไป ทีมนักวิทยาศาสตร์ตั้งใจหาคำตอบเพิ่มเติมว่าภัยพิบัติอื่นๆ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม จะมีผลต่อวิวัฒนาการของสัตว์อย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลรอยเท้าเก่าแก่ที่สุดของการวิ่งสองขาในกิ้งก่า