แค่ตรวจเลือดก็รู้ได้ว่าจะ คลอดก่อนกำหนด หรือไม่ - National Geographic

แค่ตรวจเลือดก็รู้ได้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดหรือไม่

แค่ตรวจเลือดก็รู้ได้ว่าจะ คลอดก่อนกำหนด หรือไม่

การ คลอดก่อนกำหนด คือหนึ่งสถานการณ์อันตรายที่แม่และเด็กอาจต้องเผชิญ และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในทารกทั่วสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้นผลกระทบจากการคลอดก่อนเวลาอันควรยังมีผลไปถึงวัยเด็ก และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัย 5 ขวบด้วยเช่นกัน

ณ ตอนนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติค้นพบวิธีการตรวจเลือดแบบใหม่ ที่ให้ผลไม่ต่างจากการอัลตราซาวด์ เพื่อวินิจฉัยว่าคุณแม่คนนั้นๆ จะตั้งครรภ์นานแค่ไหน ตลอดจนจะคลอดบุตรในช่วงเวลาใด

ขณะนี้กระบวนการทดสอบนวัตกรรมใหม่นี้ยังคงอยู่ในช่วงของการพัฒนา ซึ่งทางทีมงานระบุว่าอุปกรณ์ของพวกเขานั้นมีราคาถูก และเคลื่อนย้ายสะดวกกว่าเครื่องมือสำหรับการอัลตราซาวด์ หากในอนาคตวิธีการนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย ทางทีมวิจัยคาดหวังว่าเครื่องมือดังกล่าวจะมีส่วนอย่างมากในการช่วยเหลือบรรดาคุณแม่ที่มีรายได้น้อย หรือคุณแม่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากการแพทย์ เพื่อการดูแลครรภ์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

เหตุใดการคลอดก่อนกำหนดจึงอันตราย?

รูปแบบของการคลอดก่อนกำหนดนั้นเกิดขึ้นอย่างน้อยสามสัปดาห์ ก่อนกำหนดคลอดจริงซึ่งมักอยู่ที่ช่วงเวลาเก้าเดือน ปกติแล้วยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์นั้นๆ จะคลอดก่อนกำหนดหรือไม่ และทารกที่คลอดออกมามักเผชิญกับความผิดปกติทางร่างกาย ตลอดจนระบบประสาทภายใน

ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้หญิงชาวสหรัฐฯ ราว 9% พันธุกรรมคือหนึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์คนนั้นๆ มีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด ตามมาด้วยสุขภาพของแม่ และสภาพแวดล้อมที่อาศัย ฯลฯ

นอกเหนือจากนั้น หากแม่มีน้ำหนักตัวน้อย หรือสูบบุหรี่ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาที่ผ่านๆ มาคุณแม่ชาวแอฟริกันอเมริกันเองมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะเช่นนี้ขึ้น อันเนื่องมาจากการขาดวิตามินเรื้อรัง

 

กระบวนการทดสอบเลือดเป็นอย่างไร?

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ลงในวารสาร Science การตรวจเลือดแบบใหม่สามารถคำนวณอายุครรภ์ของทารกได้แม่นยำราว 45% เทียบกับการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ซึ่งได้ผลราว 48% นอกจากนั้นทีมวิจัยยังเผยว่าด้วยการตรวจเลือดแบบใหม่นี้ พวกเขาสามารถคำนวณได้ว่าคุณแม่คนนั้นๆ จะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้แม่นยำราว 75 – 80%

กระบวนการทดสอบจะทำการตรวจจับโมเลกุล เมสเซนเจอร์ RNA (messenger RNA) RNA ชนิดหนึ่งในเลือดของแม่ เจ้าโมเลกุลจิ๋วๆ เหล่านี้ทำหน้าที่ขนส่งกรดอะมิโนไปยังไรโบโซม เพื่อเชื่อมกรดอะมิโนเข้าด้วยกัน และให้ร่างกายสร้างโปรตีน โดยนักวิทยาศาสตร์พยายามตรวจสอบ RNA ที่เชื่อมโยงกับยีนต่างๆ เพื่อคาดการณ์หาช่วงเวลาที่อาจคลอดก่อนกำหนด

ในการจะทำเช่นนั้น ทีมวิจัยกำหนดให้ผู้หญิงชาวเดนมาร์กจำนวน 21 คนเข้ารับการตรวจเลือดเป็นประจำทุกสัปดาห์ จนกว่าจะถึงกำหนดคลอด วิธีการนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้โมเดลในแต่ละช่วงอายุครรภ์ได้ จากนั้นพวกเขายืนยันความแม่นยำของโมเดลนี้ซ้ำอีกครั้ง จากผลเลือดของผู้หญิงอีก 10 คน

ต่อมาทีมนักวิจัยได้เก็บตัวอย่างเลือดของผู้หญิงชาวอเมริกันที่เคยคลอดก่อนกำหนดจำนวน 38 คน พวกเขาตรวจสอบเลือดของพวกเธอในไตรมาสที่สอง และสามของการตั้งครรภ์ปัจจุบัน เมื่อสิ้นสุดกำหนดพบว่า หญิงชาวอเมริกัน 13 คนคลอดลูกก่อนกำหนดอีกครั้ง และอีก 25 คนคลอดตามกำหนด ทีมนักวิจัยนำผลการทดสอบจากคุณแม่ทั้งสองกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน และในที่สุดพวกเขาพบว่ามี RNA ที่เชื่อมโยงกับยีนทั้งหมด 7 ยีน ที่บ่งชี้ได้ว่าการตั้งครรภ์นั้นๆ จะคลอดก่อนกำหนดหรือไม่

 

อนาคตของการวิจัย?

ทีมวิจัยระบุว่ากระบวนการทดสอบเลือดแบบใหม่นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนจนกว่าจะสามารถขยายกลุ่มตัวอย่างทีเข้ารับการทดลองได้

อย่างไรก็ดี พวกเขาระบุว่าผลการศึกษาใหม่นี้สร้างความหวังใหม่ให้แก่วงการแพทย์ และน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่าวิธีการคาดการณ์แบบเดิมๆ นอกเหนือจากนั้นการศึกษาในอนาคตเกี่ยวกับยีนที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนดจะยิ่งมีส่วนช่วยให้นักวิทยาศาสตร์พัฒนาวิธีการรักษา และป้องกัน ไม่ใช่แค่การทำนายช่วงเวลาเพียงอย่างเดียว

“ผมใช้เวลาหลายปีในการทำความเข้าใจรูปแบบของการตั้งครรภ์” Mads Melbye หนึ่งในทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าวระหว่างการแถลงผลงาน “นี่คือความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน”

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

 

อ่านเพิ่มเติม

สัญชาตญาณความเป็นแม่มีแค่ในผู้หญิงหรือ?

เรื่องแนะนำ

World Update: สหรัฐฯ อนุมัติยารักษาผมร่วงทำให้ผู้ป่วยมีผมกลับคืนเกือบทั้งหมด

อย. สหรัฐฯ อนุมัติยารักษาผมร่วงเป็นหย่อมรุนแรงตัวแรกที่ทำให้ผู้ป่วยมีผมกลับคืนเกือบทั้งหมด องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติยาที่มีชื่อว่า Olumiant (baricitinib) เพื่อรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia areata) โดยการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยเกือบครึ่งนึงมีผมกลับมางอกใหม่เกือบทั้งหมด Alopecia areata หรือ โรคผมร่วงเป็นหย่อมนั้นสร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วย หลายคนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเพราะสูญเสียความมั่นใจและมีความเครียดสะสม สาเหตุของโรคนี้คาดกันว่ามาจากการโจมตีรูขุมขนตัวเองของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ผมหลุดร่วงและยังรวมไปถึงคิ้ว ขนตาหรือขนตามร่างกายก็สามารถร่วงได้เช่นกัน โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แม้ว่าส่วนใหญ่จะพบในช่วงวัย 30 ปี “การเข้าถึงตัวเลือกการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวอเมริกันจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากภาวะผมร่วงอย่างรุนแรง” เคนดัลล์ มาร์คัส (Kendall Marcus) เจ้าหน้าที่ของ FDA กล่าวในแถลงการณ์ พร้อมเสริมว่า “การอนุมัติในวันนี้จะช่วยเติมเต็มความต้องการที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการผมร่วงอย่างรุนแรง” ผลลัพธ์การทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ในผู้ป่วย 1,200 คนซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มยาหลอก กลุ่มที่ได้รับยาสองมิลลิกรัมทุกวัน และกลุ่มที่ได้รับยาสี่มิลลิกรัมทุกวัน หลังจากผ่านไป 36 สัปดาห์ (9 เดือน) เกือบร้อยละ 40 ของกลุ่มที่ได้รับยาสี่มิลลิกรัมทุกวันผมกลับงอกขึ้นมาใหม่เกือบสมบูรณ์ราวร้อยละ 80 […]

ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication)

ปรากฏการณ์ สาหร่ายสะพรั่ง หรือ Eutrophication เป็นปรากฏการณ์ที่มักเกิดจากการความไม่สมดุลของทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ในระบบนิเวศแหล่งน้ำ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำเป็นวงกว้าง สาหร่ายสะพรั่ง คือ “มลภาวะจากธาตุอาหารพืช” (Nutrient Pollution) ที่เกิดขึ้นจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ เช่น ในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ หรือในอ่างเก็บน้ำ รวมถึงตามน่านน้ำ และริมชายฝั่งทะเล ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งนับเป็นอีกหนึ่งปัญหามลพิษทางน้ำที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั่วโลก ในธรรมชาติ การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสาหร่ายหรือ “การสะพรั่ง” (Bloom) ของแพลงก์ตอนพืชในแหล่งน้ำ คือหนึ่งในปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงแทนที่ทางระบบนิเวศ (Ecological Succession) ซึ่งใช้เวลาหลายสิบถึงหลายร้อยปีในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ของแหล่งน้ำดังกล่าว แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา กิจกรรมของมนุษย์กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งในแหล่งน้ำทั่วโลกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และทวีความรุนแรง มากกว่าที่ผ่านมา สาเหตุของปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง อย่างที่กล่าวมาข้างต้น สาหตุหลักเกิดจากมลภาวะจากธาตุอาหารพืช เนื่องจากมีธาตุอาหารหลักในแหล่งน้ำมากเกินไป โดยเฉพาะสารประกอบไนโตรเจน (Nitrogen) และฟอสฟอรัส (Phosphorus) ส่งผลให้สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชในแหล่งน้ำเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะไนโตรเจนมีส่วนสำคัญต่อการสร้างโปรตีนและกรดนิวคลีอิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบของยีนในสิ่งมีชีวิต ในทำนองเดียวกันกับฟอสฟอรัสที่เป็นองค์ประกอบของกรดนิวคลีอิกและสารประกอบต่าง […]

สิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่าง ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ กับ เชื้อโควิด-19

ตลอดหนึ่งปีที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ความรู้ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการตอบสนองของ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ต่อไวรัสโคโรนาก็พุ่งสูงขึ้น แต่คำถามเพิ่มเติมคือภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นานเพียงใด โลกในปี 2020 มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 80 ล้านคนและเสียชีวิตไปแล้วกว่า 1.7 ล้านคน แม้จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็มีความก้าวหน้าอย่างมากเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับความลับอย่างหนึ่งของการแพร่ระบาด คือ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ เหตุใดบางคนจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในขณะที่คนอื่น ๆ มีอาการรุนแรงของไวรัสโคโรนา การศึกษาในปี 2020 แสดงให้เห็นว่าในหลาย ๆ กรณีร่างกายของเราตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและต่อเชื้อซาร์ส-โควี-2 แต่สำหรับบางคนที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้ร่างกายทรุดลงมากกว่าที่จะช่วยเหลือได้ ความเข้าใจพื้นฐานของเราเกี่ยวกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโคโรนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า ภูมิคุ้มกันในร่างกายอยู่ในนานเพียงใด โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความกังวลว่า การกลายพันธุ์ของซาร์ส-โควี-2 อาจพัฒนาความแข็งแรงจนต้านทานภูมิคุ้มกันของเราได้ นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนให้กับบุคคลที่มีความเสี่ยงจำนวนมาก ยังเป็นเรื่องความซับซ้อนของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นที่ต้องทำความเข้าใจ เรื่องดี ร่างกายของเราพัฒนาภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตลอดชีวิต เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ หรือโรคหัด ในขณะที่เชื้อเอชไอวีสามารถต้านทานภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ “โชคดีที่ซาร์ส-โควี-2 มีลักษณะใกล้เคียงกับไวรัสตับอักเสบเอ” แอนเดรีย ค็อกซ์ นักภูมิคุ้มกันไวรัสวิทยา จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ กล่าวและเสริมว่า “แม้ไม่ใช่ไวรัสที่รักษาง่ายที่สุด แต่อย่างน้อยมันไม่ได้ใกล้เคียงกับเอชไอวี” ในเดือนมิถุนายน นักวิจัยแสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า ผู้ป่วยที่ฟื้นตัวแล้วไม่เพียงแต่สร้างแอนติบอดีที่จำเพาะต่อโคโรนาไวรัสเท่านั้น แต่ยังสร้างโปรตีนจำเพาะที่มีความสามารถเข้าทำลายเชื้อรุกรานได้ […]

นักดาราศาสตร์ได้เปิดเผยรูปหลุมดำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นักดาราศาสตร์ได้ทำการเปิดเผยภาพหลุมดำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากการใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดเท่ากับโลก นี่คือเหตุผลว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงสำคัญ