ข้อควรรู้ของ แก๊สน้ำตา ซึ่งอันตรายมากกว่าที่คิด - National Geographic Thailand

ประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของแก๊สน้ำตา

แก๊สน้ำตา ในทางเทคนิคคืออาวุธเคมี ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อร่างกายในระยะยาว

ช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของผู้คนเกือบทั้งโลกคือเหตุการณ์ที่ตำรวจฮ่องกงใช้ แก๊สน้ำตา และกระสุนยางใส่ผู้ประท้วงที่ต่อต้านการพิจารณากฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเข้าไปในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ แม้ผู้ชุมนุมต้องสลายตัวไปเนื่องจากเกรงกลัวอันตรายจากแก๊สน้ำตา แต่ก็มีผู้ชุมนมจำนวนไม่น้อยที่เตรียมตัวรับมือกับการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เป็นอย่างดี

การใช้ แก๊สน้ำตา กลายเป็นภาพจำของการสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงทั่วโลกมาเนิ่นนาน แม้ว่าตามอนุสัญญาเจนีวาจะห้ามมิให้ใช้แก๊สน้ำตาในภาวะสงคราม แต่การใช้แก๊สน้ำตากับประชาชนยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศมีการใช้แก๊สน้ำตาปราบปรามผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บ บางกรณีมีผู้สียชีวิต

เพื่อให้เข้าใจอันตรายของแก๊สน้ำตาให้มากขึ้น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ติดต่อไปยัง สเวน-เอริก จอรด์ (Sven-Eric Jordt) ศาสตราจารย์ด้านเภสัชวิทยาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยลมาให้ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้าสแก๊สน้ำตามาให้ข้อมูล

ในช่วงทศวรรษที่ 2000 เขาค้นพบว่าแก๊สน้ำตาส่งผลกับร่างกายโดยการกระตุ้นประสาทสัมผัสความเจ็บปวดของร่างกาย โดยร่างกายของเขาเคยได้รับแก๊สน้ำตาในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อครั้งเขายังเป็นนักศึกษาในประเทศเยอรมนีและเข้าร่วมการประท้วงเรื่องการกำจัดขยะนิวเคลียร์

รบกวนเล่าประวัติย่อของแก๊สน้ำตาให้กับเรา

จริงๆ แล้วแก๊สน้ำตาไม่ใช่แก๊ส มันเป็นของแข็งหรือของเหลวที่กลายเป็นละอองของเหลว ซึ่งมีสารเคมีบางประเภทที่ถือว่าเป็นแก๊สน้ำตา

ชนิดแก๊สน้ำตาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีชื่อว่า CS และ OC โดย OC คือ Oleoresin Capsicum (น้ำมันพริก, พริกไทย) อันเป็นส่วนประกอบในสเปรย์พริกไทย ซึ่งมีสารแคปเซอิซิน (Capsaicin – สารที่ให้ความเผ็ดในพริก) ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความฉุนหรือแสบ ส่วนแก๊ส CS นั้นประกอบไปด้วยสารเคมีที่ชื่อว่า 2-chlorobenzalmalononitrile ซึ่งกระตุ้นความเจ็บปวดกับประสาทสัมผัสในร่างกาย และในอดีตยังมีการใช้งานสารประเภทอื่นๆ ซึ่งบางส่วนเป็นสารผิดกฎหมายเนื่องจากคุณสมบัติความเป็นพิษของมัน เช่นแก๊ส CN ที่เคยใช้ในอุโมงค์ของทหารเวียดกงในช่วงสงครามเวียดนาม

แก๊สน้ำตาเป็นแก๊สที่ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดต่อระบบประสาท โดยระบุว่าเริ่มใช้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมาโดยไม่มีความรู้ หรือวิธีการที่แก๊สนั้นทำงานในแง่ของชีววิทยาเลย

แก๊สน้ำตา
ผู้ประท้วงขว้างแก๊สน้ำตากลับไปที่โบสถ์ลามาดแลน กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2018 ภาพถ่ายโดย Olivier Ortelpa, National Geographic Your Shot

คุณช่วยสรุปการทดลองเรื่องแก๊สน้ำตาที่กำลังทำอยู่ให้กับเราได้ไหม

ในปี 2006 และปี 2009 เราเผยแพร่งานวิจัยที่ระบุว่าแก๊สน้ำตาทำงานโดยกระตุ้นต่อมประสาทสัมผัสความเจ็บปวด ซึ่งทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนอง เช่น หลับตา, การเจ็บปวดแบบกะทันหัน, หลอดลมหดเกร็ง ทำให้หายใจลำบาก เป็นต้น หลังจากนั้น เราได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยสถาบันเพื่อสุขภาพแห่งชาติเพื่อหาวิธีการตอบโต้ผลกระทบเหล่านี้

มาจนถึงตอนนี้ คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวการป้องกันประสาทสัมผัสจากแก๊สน้ำตา (tear gas receptor blocker) บ้าง

ตอนนี้เรายังไม่ได้เผยแพร่เรื่องนี้ แต่สิ่งที่เรารู้ตอนนี้คือการป้องกันนี้ช่วยลดปฏิกิริยาตอบสนองความเจ็บปวดในสัตว์ รวมไปถึงการบวมอักเสบของผิวหนังที่สัมผัสกับแก๊สน้ำตา ซึ่งเมื่อแก๊สน้ำตาเข้าสู่ร่างกาย มันสามารถก่อให้เกิดแผลบวมไหม้ โดยเฉพาะส่วนของร่างกายที่มีความชุ่มชื้น เช่นดวงตาหรือรักแร้

ควรใช้แก๊สน้ำตากับประชาชนหรือไม่

ภายใต้อนุสัญญาเจนิวา แก๊สน้ำตาถูกกำหนดให้เป็นสารเคมีที่ใช้ในสงคราม และถูกขัดขวางไม่ให้ใช้ในสงครามด้วยเช่นกัน แต่กลายเป็นว่ามันถูกนำไปใช้กับพลเรือนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

แม้จะมีกรณีตัวอย่างของผู้คนที่ต้องทรมานจากการบาดเจ็บและแผลไหม้จากแก๊สน้ำตา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่สภาพแวดล้อมที่มีเมือง หรือถนนที่มีตึกอยู่ล้อมรอบ ดังเช่นชาวบ้านที่อาศัยใกล้จัตุรัสทาห์รีร์ในช่วงอาหรับสปริงที่ได้รับแก๊สน้ำตาจำนวนมาก ก็ได้รับผลกระทบในระยะยาว ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบหายใจ ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่ง

แก๊สน้ำตา, บราซิล
ภาพหญิงชาวบราซิลคนหนึ่งกำลังถูกฉีดสเปรย์พริกไทยในนครรีอูดีจาเนรู ซึ่งทำให้มีการถกเถียงในเรื่องการใช้กับผู้ประท้วง ภาพถ่ายโดย VICTOR R. CAIVANO, AP IMAGES

คนที่เป็นภูมิแพ้หรืออาการป่วยอื่นๆ สามารถมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงได้ แก๊สน้ำตาเป็นสารเคมีที่มีผลร้ายแรง ผมคิดว่าการใช้แก๊สน้ำตานั้นเป็นปัญหาและเป็นอันตราย ในอดีต มีกรณีที่พบว่ามีการใช้แก๊สน้ำตามากเกินไป

การบังคับใช้กฎหมายต้องให้น้ำหนักไปกับความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บที่เกิดจากแก๊สน้ำตาของผู้คนที่อยู่รอบ นอกเหนือไปจากการใช้เพื่อควบคุมฝูงชนในการประท้วง อันเป็นกรณีที่คาดการณ์ได้ว่าฝูงชนนั้นฝ่าฝืนกฎหมาย รัฐบาลจะต้องมีกระบวนการกำจัดการปนเปื้อนของแก๊สน้ำตาทันทีในพื้นที่ หรือพื้นที่อาศัยของประชาชนใบบริเวณที่มีการใช้งานแก๊สน้ำตา

ในสหรัฐอเมริกา นักรณรงค์บางคนให้เหตุผลว่าพวกเขาถูกละเมิดสิทธิพลเมืองโดยการแก๊สน้ำตา คุณคิดว่ามันเป็นกรณีแบบไหน

ที่สหรัฐอเมริกา การบังคับใช้กฎหมายก็มีการใช้สเปรย์พริกไทย ซึ่งกระตุ้นต่อมความเจ็บปวดและก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเท่าแก๊สน้ำตาแบบดั้งเดิมที่ใช้งานกันในตะวันออกกลาง (ช่วงเหตุการณ์อาหรับสปริง)

ผมคิดว่าต้องพิจารณากันไปในแต่ละกรณี แต่ทุกกรณีนั้นก็มีความรุนแรง เพราะไม่มีวิธีการใดที่จะหยุดยั้งความเจ็บปวดจากอาการติดเชื้อในร่างกายที่เกิดจากแก๊สน้ำตาได้

เรื่องโดย BRIAN CLARK HOWARD


อ่านเพิ่มเติม เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน 

เรื่องแนะนำ

เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย

หากต้องการตรวจสอบการทำงานของพายุ อย่างเฮอริเคนเออร์มาหรือเฮอริเคนฮาร์วีย์ บรรดานักล่าพายุเหล่านี้จำเป็นต้องพุ่งเข้าใส่ยังตาพายุ พวกเขาขับเครื่องบินฝ่าลมฝนอันเกรี้ยวกราด ซึ่งในบางครั้งมาพร้อมกับสายฟ้ารุนแรงและลูกเห็บ คลิปวิดีโอที่จะได้ชมนี้เป็นการทำงานของทีมนักล่าพายุโดย National Oceanic และ Atmospheric Administration ที่ทำการเก็บข้อมูลของพายุเฮอริเคนเออมาร์ พายุระดับ 5 หรือระดับที่มีความรุนแรงที่สุด ด้วยเกณฑ์ในการจำแนกกำลังลมที่มากกว่า 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งความรุนแรงของพายุเออร์มานั้นมีกำลังลมสูงถึง 297 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว กัปตันผู้ขับเครื่องบินตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ใจกลางพายุ เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของความกดอากาศ, อุณหภูมิ, ความเร็วลม และทิศทาง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกเก็บโดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Dropsondes” ตัวอุปกรณ์จะถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบิน ซึ่งในการสำรวจเฮอริเคนเออร์มาล่าสุด พวกเขาปล่อย Dropsondes ไปจำนวนรวม 30 อัน ทั้งนี้เฮอริเคนเออร์มาจะมุ่งหน้าต่อไปยังทะเลแคริบเบียน โดยพายุเฮอริเคนลูกนี้นับได้ว่าเป็นเฮอริเคนลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในมหาสมุทรแอตแลนติก   อ่านเพิ่มเติม :  ระบบสุริยะจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน? ชายคนนี้จะมาจำลองให้ดู, ชมแผ่นน้ำแข็งทรงกลมค่อยๆ หมุนอยู่บนผิวน้ำ

ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System)

ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System: PNS) คือส่วนของระบบประสาทที่แตกแขนงออกมาจากระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) ทำหน้าที่รับและส่งกระแสประสาทหรือข้อมูลที่ได้รับจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่สมองและไขสันหลัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการควบคุมและประมวลผล และนำคำสั่งหรือผลของสิ่งเร้าที่ได้จากการประมวลผลส่งต่อไปปฏิบัติยังหน่วยรับความรู้สึกและอวัยวะรับสัมผัสต่างๆ รวมถึงเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่อยู่นอกระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างถูกต้อง เช่น ความรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกร้อนและเย็น การรับรู้แรงกดทับที่ผิวหนัง และการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นต้น องค์ประกอบของระบบประสาทส่วนปลาย เส้นประสาทสมอง (Cranial Nerve) 12 คู่ – ทำหน้าที่รับส่งกระแสประสาทสู่สมองและนำคำสั่งการจากสมองส่งต่อไปยังหน่วยปฏิบัติการ เส้นประสาทไขสันหลัง (Spinal Nerve) 31 คู่ – ทำหน้าที่รับส่งกระแสประสาทสู่ไขสันหลังและนำคำสั่งการจากไขสันหลังส่งต่อไปยังหน่วยปฏิบัติการ เช่น กล้ามเนื้อและต่อมต่างๆ เซลล์ประสาท (Neuron) นอกระบบประสาทส่วนกลาง – ทำหน้าที่รับข้อมูลจากร่างกายและนำส่งไปยังสมองและไขสันหลัง การทำงานของระบบประสาทส่วนปลายจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ หรือระบบประสาทโซมาติก (Somatic Nervous System: SNS) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่างที่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ […]

เชื้อโรคอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิด

เชื้อโรคอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิด ผลการศึกษาใหม่ชี้ให้เห็นว่าแบคทีเรียอาศัยอยู่ในข้าวของต่างๆ มากกว่าที่เราคิด แม้กระทั่งภายในเป็ดยางหน้าตาน่ารักที่ใช้สำหรับช่วยให้ลูกน้อยยอมอาบน้ำ ทีมนักวิจัยคำนวณปริมาณของแบคทีเรียโคลิฟอร์มดูว่าในข้าวของแต่ละชิ้นนั้นมีสัดส่วนเท่าไหร่ แบคทีเรียโคลิฟอร์มเป็นแบคทีเรียรูปแท่งที่พบได้ทั่วไปในน้ำและดิน ผลการวิจัยพบว่าภายในครัวพบแบคทีเรียราว 45% ฟองน้ำทำความสะอาดพบมากถึง 75% ส่วนที่เขียงพบราว 18% ในขณะที่เป็ดยางอาบน้ำซึ่งเป็นสิ่งของที่ใกล้ตัวเด็กอ่อนพบเลเยอร์ของแบคทีเรีย และเมื่อผ่าออกมาดูก็พบชั้นของแบคทีเรียจับตัวกันหนาเนื่องมาจากน้ำที่เข้าไปขัง รายงานการวิจัยนี้จะถูกเผยแพร่ลงใน npj Biofilms and Microbiomes ของวารสาร Nature ระบุพลาสติกและน้ำสกปรกเป็นสถานที่หมักหมมอย่างดีที่แบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้รวดเร็ว   อ่านเพิ่มเติม เบาะแสใหม่ชี้ ยีนจากนีแอนเดอร์ทัลส่งผลถึงสุขภาพเรา

ระบบนิเวศ (Ecosystem)

ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกทั้งทางชีวภาพและกายภาพ ล้วนผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน และหลอมรวมกันขึ้นเป็นระบบขนาดใหญ่ที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หรือที่เรียกว่า ระบบนิเวศ ระบบนิเวศ (Ecosystem) คือ การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตในหนึ่งหน่วยพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิดความสัมพันธ์ต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองและปฏิสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อม เกิดการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนของสสารจากธรรมชาติสู่สิ่งมีชีวิตต่างๆ โลกของเรา คือ ระบบนิเวศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดหรือที่เรียกกันว่า “ชีวมณฑล” (Biosphere) ซึ่งประกอบขึ้นจากระบบนิเวศขนาดเล็กจำนวนมากที่ถูกเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน ดังนั้น ในแต่ละพื้นที่ของโลก ด้วยสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่แตกต่าง จึงก่อกำเนิดระบบนิเวศอันหลากหลาย ทั้งป่าไม้ แม่น้ำ ทะเลทราย รวมถึงมหาสมุทร ระบบนิเวศสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ระบบนิเวศบนบก (Terrestrial Ecosystem) คือ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตบนภาคพื้นดิน โดยมีปัจจัยทางด้านอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝนและพืชพรรณเป็นหลักในการจำแนกระบบนิเวศต่างๆ เช่น ป่าดิบชื้น ทุ่งหญ้า และทะเลทราย ระบบนิเวศในน้ำ (Aquatic Ecosystem) คือ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำต่างๆของโลก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ระบบนิเวศน้ำจืด เช่น บึง ลำธารและทะเลสาบ ระบบนิเวศน้ำกร่อย […]