เป็นไปได้ไหมที่มนุษย์กับ ไดโนเสาร์ จะอยู่ร่วมโลกกัน? - National Geographic

เป็นไปได้ไหมที่มนุษย์กับไดโนเสาร์จะอยู่ร่วมโลกกัน?

เป็นไปได้ไหมที่มนุษย์กับ ไดโนเสาร์ จะอยู่ร่วมโลกกัน?

ในภาพยนตร์ Jurassic World: Fallen Kingdom มนุษยชาติต้องเผชิญกับคำถามทางศีลธรรมครั้งใหญ่นั่นคือ เราจะปกป้องไดโนเสาร์ที่โคลนนิ่งขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ เมื่อพวกมันกำลังจะถูกล้างบางจากภูเขาไฟระเบิด? หรือเราควรปล่อยให้พวกมันกลับไปสูญพันธุ์เช่นเดิม?

สิ่งที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งความสงสัยใคร่รู้ไว้ว่าหากไดโนเสาร์สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้จริง จะเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อมันต้องอาศัยอยู่บนโลกร่วมกับมนุษย์? และเหล่านี้คือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

 

ดีเอ็นเอไดโนเสาร์

ในภาพยนตร์ Jurassic Park ทีมนักวิทยาศาสตร์สามารถสกัดเอาดีเอ็นเอออกมาจากยุงที่ฝังอยู่ในก้อนอำพันได้ ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ปัจจุบันนักบรรพชีวินวิทยาพบฟอสซิลของแมลง และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมากมายที่ถูกเก็บรักษาไว้่ในอำพัน (ในจำนวนนี้รวมไปถึงหมัดโบราณจากยุคครีเตเชียสที่ดูดเลือดของไดโนเสาร์เข้าไปเต็มท้องด้วย) แต่พวกเขายังไม่สามารถฟื้นคืนชีพไดโนเสาร์ให้กลับมาเช่นภาพยนตร์ได้ แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาพบจะไปไกลกว่าในหนังก็ตาม เช่นในปี 2016 มีรายงานการค้นพบหางของไดโนเสาร์ในอำพัน ซึ่งยังคงสภาพดีอยู่โดยประกอบด้วยผิวหนังและเส้นขน

อย่างไรก็ดีแม้ชิ้นส่วนนั้นๆ ของไดโนเสาร์จะถูกเก็บรักษาไว้ได้ดีแค่ไหนภายในก้อนอำพันก็ตาม แต่โอกาสที่จะสกัดเอาดีเอ็นเอซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่นั้น แทบเป็นไปไม่ได้

“ดีเอ็นเอที่เก่าแก่ที่สุดที่เราเคยพบมีอายุเพียงหนึ่งล้านปี ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างไดโนเสร์ขึ้นมาอีกครั้งแบบในหนัง” Susie Maidment นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยธรรมชาติวิทยาในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรกล่าว

อย่างไรก็ตาม Maidment กล่าวเสริมว่าปัจจุบันมีการค้นพบว่าโปรตีน และเนื้อเยื่อบางอย่างสามารถยังคงถูกเก็บรักษาไว้ได้ ฉะนั้นจึงเป็นการด่วนสรุปเกินไปที่จะบอกว่านักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถสกัดดีเอ็นเอจากฟอสซิลของไดโนเสาร์ได้เลย

และตลอด 25 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ Jurassic Park ออกฉาย นักบรรพชีวินวิทยาทั่วโลกค้นพบฟอสซิลใหม่ๆ มากมาย รายงานจาก Steve Brusatte นักสำรวจจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และผู้เขียนหนังสือ The Rise and Fall of the Dinosaurs

“เรารู้ว่าเกิดอาชีพใหม่แน่ ถ้าเรากลายเป็นคนแรกที่สกัดดีเอ็นเอ แต่ตลอดความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครพบแม้แต่ดีเอ็นเอเดียวของไดโนเสาร์ ซึ่งจีโนมที่สมบูรณ์คือองค์ประกอบที่สำคัญในการโคลนนิ่งไดโนเสาร์” Brusatte กล่าว

“ดีเอ็นเอสลายตัวเร็วมาก ในเวลาแค่หลายร้อยปีมันก็สลายเหลือเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้ว” Mike Benton นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสตอล ในสหราชอาณาจักรกล่าว “ต้องใช้เทคนิคมากมายในการเชื่อมต่อข้อมูลทางพันธุกรรมที่ขาดหายเหล่านี้เข้าด้วยกัน ฉะนั้นแล้วจนกว่าจะมีใครพบดีเอ็นเอของไดโนเสาร์ ตอนนี้ในหมุดหมายของการโคลนนิ่ง เปรียบเทียบง่ายๆ เรายังไม่ได้ก่ออิฐก้อนแรกเลยด้วยซ้ำ”

 

ชีวิตมีทางของมัน

ขณะนี้ทีมวิจัยในสหรัฐอเมริกากำลังพยายามอย่างหนักในการใช้เทคโนโลยีสกัดเอาดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตโบราณ ทว่าการฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งก็ตามไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าพวกมันเพิ่งจะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 20 ปีก่อนก็ตาม

เทคโนโลยีการตัดต่อยีนในปัจจุบันใช้เทคนิคที่เรียกว่า CRISPR ซึ่งขณะนี้กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถผสมเอายีนของสัตว์ต่างๆ เข้าด้วยกันไม่ต่างจากที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ใน Jurassic Park ทำ

ในภาพยนตร์ภาคแรก นักพันธุศาสตร์ใช้ดีเอ็นเอของกบเติมเต็มดีเอ็นเอส่วนที่ขาดหายไปจากก้อนอำพัน ในโลกแห่งความเป็นจริง George Church นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดกำลังพยายามใส่ดีเอ็นเอสกัดจากแมมมอธเข้าไปในจีโนมของช้างเอเชีย ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นคืนชีพให้แมมมอธ

“ฉันเองก็พูดไม่ได้เต็มปากว่ามันจะเป็นไปไม่ได้” Victoria Arbour ผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์มีเกราะจากพิพิธภัณฑ์ Royal Ontario ในเมืองโทรอนโต ของแคนาดากล่าว “ขณะนี้หลายแขนงของวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนานวัตกรรมที่น่าทึ่ง อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในอนาคตเช่นการฟื้นคืนชีพไดโนเสาร์ ไม่แน่ว่าอาจเกิดขึ้นจริงในอีก 25, 50 หรือ 100 ปีข้างหน้า”

ไดโนเสาร์
ยุคจูราสสิค (199.6 ล้านปี – 145.5 ล้านปีก่อน) มีสภาพภูมิอากาศอบอุ่น และชุ่มชื้นเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชพรรณ และสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย ไดโนเสาร์หลายสายพันธุ์อุบัติขึ้นในช่วงเวลานี้ ในจำนวนนี้ได้แก่ สเตโกซอรัส, บราคิโอซอรัส, อัลโลซอรัส และอื่นๆ อีกมากมาย

 

อย่ากินนักท่องเที่ยว!

ว่าแต่หากเราสร้างไดโนเสาร์ขึ้นมาได้จริงด้วยเทคโนโลยี พวกมันจะสามารถอยู่ร่วมโลกกับมนุษย์ได้ไหม?

อ้างอิงจากความสัมพันธ์ของเรากับผู้ล่าสมัยใหม่อย่างสิงโต, หมาป่า และหมี เป็นที่ชัดเจนว่าเราอยู่ร่วมกันยาก และในอนาคตมีแนวโน้มว่าสัตว์เหล่านี้ยิ่งจะมีจำนวนน้อยลงๆ ในขณะที่มนุษย์กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

Arbour เองเล่าว่าเธอเองก็วาดฝันว่าจะได้อยู่ในโลกที่มีแองคิโลซอรัสคำรามกึกก้องอยู่ในป่า ทว่าเป็นเรื่องยากที่สัตว์กินพืชขนาดใหญ่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ แม้ว่าพวกมันจะกินพืชก็ตาม เนื่องจากเราใช้พื้นที่ป่าไปแล้วมหาศาลกับการเพาะปลูก และสร้างที่อยู่อาศัย

“เราไม่ชอบให้สัตว์ตัวใหญ่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่” เธอกล่าว “ยิ่งไม่ต้องจินตนาการต่อเลยว่าเราจะอยู่ร่วมกับนักล่าตัวใหญ่ยักษ์อย่างทีเร็กซ์ได้อย่างไร ในเมื่อที่ทวีปอเมริกาเหนือเรายังไม่อยากเผชิญกับหมาป่า และเรากำจัดพวกมันอย่างมีประสิทธิภาพเสียด้วย ฉะนั้นแล้วการจะอยู่ร่วมโลกกับสัตว์กินเนื้อขนาดตัวใหญ่กว่าหมาป่าถึง 70 เท่านี่ยิ่งเป็นไปได้ยาก”

อีกหนึ่งข้อสำคัญก็คือ ไดโนเสาร์อาศัยอยู่ในระบบนิเวศที่ต่างจากปัจจุบันมาก Maidmant เสริมว่า ภูมิประเทศแบบทุ่งหญ้ายังไม่ถือกำเนิดขึ้นเสียด้วยซ้ำในยุคครีเตเชียส และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่เองก็ยังไม่วิวัฒนาการขึ้น

“ไดโนเสาร์จะกินอะไร, ระบบย่อยอาหารของพวกมันจะรับมือกับสิ่งใหม่ได้ไหม? พวกมันจะอยู่ร่วมกับผู้ล่าที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างไร? หรือเราจะเก็บพวกมันไว้ที่ไหน? มันควรมีสิทธิได้รับการคุ้มครองไหม? ฉันคิดว่าประเด็นทางศีลธรรมมากมายที่ตามมาเป็นเรื่องยากพอๆ กับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์” Maidmant กล่าว

“ไดโนเสาร์จะไม่ต่างจากมนุษย์ต่างดาวบนโลก” Brusatte เองเห็นด้วย  “พวกมันวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิตบนโลกเมื่อสิบ หรือร้อยล้านปีก่อน ซึ่งต่างจากปัจจุบันมาก ทวีปไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิม บรรยากาศก็เปลี่ยน พืชพรรณก็ไม่ใช่แบบนี้ พวกมันอาจปรับตัวไม่ได้เลย”

 

ยินดีต้อนรับสู่ Jurassic World

แต่ Brusatte ย้ำเตือนเราถึงความจริงพื้นฐานข้อหนึ่ง: ไดโนเสาร์อยู่ร่วมโลกกับเรามาตลอด ในรูปแบบของนก ทุกวันนี้บรรดาสัตว์ปีกทั้งหลายล้วนเป็นลูกหลานของนกที่หากินบนพื้นดินในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งพวกมันรอดชีวิตจากการตกของอุกกาบาตเมื่อราว 66 ล้านปีก่อน

ไก่งวง, นกกระจอกเทศ หรืออินทรีไม่ได้มีพฤติกรรมแตกต่างจากไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วอย่าง เวโลซิแรพเตอร์ นั่นแสดงให้เห็นว่าอีกนัยหนึ่งมนุษย์เองก็อยู่ร่วมกับไดโนเสาร์ได้ “เราเลี้ยงไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลี้ยง, กินพวกมัน หรือแม้แต่เพลิดเพลินกับการดูพวกมันในสวนสัตว์ หรือแม้แต่ใช้พวกมันเป็นมาสคอตสำหรับทีมกีฬาทีมโปรด” Brusatte กล่าว

Arbour เองกล่าวว่าแม้เธอจะรักงานวิจัยที่กำลังพยายามนำสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับคืนมา แต่เธอคาดหวังว่าผู้คนจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน “ยิ่งเรารู้สึกมหัศจรรย์เมื่อได้มองฟอสซิลของไดโนเสาร์ในพิพิธภัณฑ์มากเท่าไหร่ ยิ่งบันดาลใจให้เราเห็นคุณค่าของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ตลอดจนตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยร่วมโลกกับเราในปัจจุบันมากเท่านั้นค่ะ”

เรื่อง จอห์น พิคเรล

 

อ่านเพิ่มเติม

ทีเร็กซ์ขยับลิ้นไม่ได้แบบในภาพยนตร์

เรื่องแนะนำ

น้ำบาดาล (Groundwater)

น้ำบาดาล เป็นหนึ่งในแหล่งน้ำที่มนุษย์ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ทั้งการอุปโภคและบริโภค และเป็นแหล่งน้ำสำคัญในหลายภูมิภาค น้ำบาดาล (Groundwater) คือ น้ำใต้ดินที่ถูกกักเก็บและสะสมอยู่ภายในช่องว่างและรอยแตกของชั้นหินและชั้นดินตะกอนลึกลงไปใต้พื้นดิน จากการหมุนเวียนของ “วัฏจักรน้ำ” (Hydrologic Cycle) ในธรรมชาติ ซึ่งมีจุดกำเนิดจากหยาดน้ำฟ้า (Precipitations) หรือน้ำในบรรยากาศ (Atmospheric Water) ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำฝน หิมะ เมฆหมอก หรือไอน้ำ ที่ตกลงสู่ผืนดินจนกลายเป็นน้ำผิวดิน (Surface Water) ให้กำเนิดแม่น้ำ ลำคลอง และมหาสมุทร น้ำผิวดินบางส่วนไหลลงสู่ใต้ดิน ซึมอยู่ภายในช่องว่างของเม็ดดินกลายเป็นน้ำในดินที่สามารถระเหยกลับไปเป็นน้ำฟ้าอีกครั้ง เมื่อถูกแสงแดดแผดเผา แต่ยังน้ำบางส่วนที่ไหลลึกลงไปสู่ชั้นหินและชั้นดินตะกอนด้านล่าง เติมเต็มช่องว่างและรอยแตกของชั้นหินเหล่านั้น จนกลายเป็นจุดกำเนิดของแหล่งน้ำใต้ดิน (Subsurface Water) หรือน้ำบาดาลนั่นเอง น้ำใต้ดินสามารถจำแนกออกเป็น 2 อาณาเขต คือ 1. เขตอิ่มอากาศ (Unsaturated Zone) คือ เขตที่ปริมาณของน้ำใต้ดินที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมักแปรผันไปตามฤดูกาล ส่งผลให้เขตอิ่มอากาศจัดเป็นประเภทชั้นหินอุ้มน้ำแบบเปิด (Unconfined Aquifer) ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากผิวดินไม่มากนัก นับเป็นส่วนของน้ำใต้ดินที่ยังคงมีช่องว่างหรือมวลอากาศแทรกอยู่ร่วมกับมวลของน้ำที่ถูกกักเก็บภายในชั้นหินใต้ดิน โดยเขตอิ่มอากาศยังสามารถแบ่งออกเป็น 3 […]

ดวงจันทร์ : ภาพถ่ายจากโครงการอะพอลโล รำลึก 49 ปี การขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์

เป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่นักบินอวกาศคนแรกขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ ย้อนชมภาพประวัติศาสตร์ก้าวสำคัญของมนุษยชาติกัน

หลักสูตรกระโดดไกลของแมงมุม

หลักสูตรกระโดดไกลของแมงมุม นับเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถฝึกแมงมุมให้กระโดดไกลในระยะห่างและระดับความสูงที่แตกต่างกันได้สำเร็จ เจ้าแมงมุมตัวนี้มีชื่อว่า “คิม” และขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังใช้เทคโนโลยีซีทีสแกน และกล้องไฮสปีดสำหรับสังเกตการณ์การกระโดดอันน่าเหลือเชื่อของแมงมุม โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะการทำงานในร่างกายของคิม ว่าอะไรกันที่ช่วยให้มันกระโดดได้ไกลอย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้ คิมสามารถกระโดดได้ไกลกว่าความยาวของลำตัวถึง 6 เท่า ในขณะที่มนุษย์ทำได้เพียง 1.5 เท่า หรือกุญแจของความสำเร็จนี้จะอยู่ที่ปริมาณขาที่มากกว่า? ทั้งนี้พวกเขาคาดหวังว่าคิมจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาหุ่นยนต์ไมโครให้สามารถกระโดดได้ไกลเช่นเดียวกับมัน   อ่านเพิ่มเติม บรรพบรุษโบราณของแมงมุมมีหาง

จับตามองจันทรุปราคาเต็มดวง : ปรากฏการณ์ตื่นตาบนฟากฟ้า

จับตามอง”จันทรุปราคา”เต็มดวง : ปรากฏการณ์ตื่นตาบนฟากฟ้า ผู้หลงใหลความงามบนฟากฟ้าอาจได้โชคสามต่อในค่ำคืนวันนี้ เมื่อ ซูเปอร์มูน ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองภายในเดือนเดียวกันยังเป็น”จันทรุปราคา”หรือ”จันทคราส”เต็มดวงอีกด้วย  ผู้ช่วยชาญด้านคลาสกล่าวว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่พบเห็นในรอบ 35 ปี และเป็นครั้งแรกในรอบ 150 ปีที่คนในทวีปอเมริกาจะเห็นปรากฏการณ์นี้ คืนวันที่ 31 มกราคมนี้ พระจันทร์เต็มดวงที่เกิดขึ้นจะเป็น ซูเปอร์มูน ครั้งที่สองที่เกิดขึ้นในรอบเดือนเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้มักเรียกกันโดยทั่วไปว่า พระจันทร์สีน้ำเงิน หรือบลูมูน ขนาดที่เห็นใหญ่โตกว่าปกติของดวงจันทร์นั้นเกิดจากระยะทางที่โคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุด ถ้าเพียงเท่านี้ยังไม่ตื่นตาพอ ผู้คนในบางภูมิภาคของโลกยังจะเห็นปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงอีกด้วย และเมื่อเงามืดของโลกทาบทับบนดวงจันทร์ทั้งดวง บางครั้งเราจะเห็นดวงจันทร์กลายเป็นสีอมแดง เป็นที่มาของชื่อ พระจันทร์สีเลือด หรือ  บลัดมูน (blood moon) นั่นเอง ความพิเศษที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้จึงเป็นที่มาของชื่อปรากฏการณ์ว่า “ซูเปอร์บลูบลัดมูน” (super blue blood moon) ระยะทางที่ดวงจันทร์จะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในคืนนี้อยู่ที่ประมาณ 223,069 ไมล์ (358,996 กิโลเมตร) ทำให้ ดวงจันทร์ในค่ำคืนนี้ดูใหญ่กว่าปกติราวร้อยละ 7 และดูสว่างขึ้นร้อยละ 14   ส่วนปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงนั้นนับว่าน่าตื่นตายิ่งนัก จันทรุปราคาเกิดขึ้นเมื่อโลกอยู่ระหว่างดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จึงโคจรผ่านเงามืดของโลก […]