โควิด-19 ส่งผลร้ายต่อสมองของเราอย่างไร - National Geographic Thailand

โควิด-19 ส่งผลร้ายต่อสมองของเราอย่างไร

นักวิจัยพบว่า แม้แต่ผู้ที่มีอาการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงสามารถมีอาการที่ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิต หรือส่งผลให้ความสามารถในการรับรู้ของสมองเสื่อมสภาพลงไปได้

ฮันนาห์ เดวิส ชาวนิวยอร์ก อายุ 32 ปี ได้รับเชื้อโควิด-19 ในช่วงเดือนมีนาคม 2020 อันเป็นช่วงแรกของการระบาด แต่อาการของเธอไม่ได้เป็นไข้หรือไอ แต่กลับเป็นการที่เธออ่านข้อความที่เพื่อนส่งมาไม่ได้ มึนงงสับสน และนอนไม่หลับ จากนั้นจึงมีภาวะปวดศีรษะฉับพลัน และมีอาการสมาธิสั้นจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การทำอาหาร หรือเดินข้ามถนนได้

เดวิสเป็นหนึ่งในผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งมีจำนวนราวร้อยละ 30 ที่มีอาการทางประสาทหรืออาการทางจิตเวช จากการประเมินของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) สหรัฐอเมริกา โดยปัญหาความสามารถในการรับรู้นี้สามารถเรื้อรังได้เป็นหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนหลังจากเริ่มได้รับเชื้อ

เมื่อปี 2020 โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาได้เปิดคลินิกผู้ป่วยที่เคยติดโรคโควิด-19 (Post-COVID clinics) เพื่อรักษาผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่มีอาการร้ายแรงที่แม้จะผ่านการรักษามาแล้วแต่ร่างกายยังมีผลกระทบจากการติดเชื้ออยู่ อย่างไรก็ตาม คลินิกเหล่านี้เต็มไปด้วยผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลแต่มีอาการต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งอาการนี้รวมไปถึงภาวะสมองล้าและปัญหาด้านการรับรู้

โรงภาพยนตร์, หน้ากาอนามัย
ผู้ชมสวมหน้ากากป้องกันเพื่อชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ที่ลองบีช แคลิฟอร์เนีย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 ภาพถ่ายโดย BING GUAN, BLOOMBERG, GETTY IMAGES

“เราคาดว่าผู้ที่เคยรักษาอยู่ในห้องไอซียูจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนานมากๆ แต่ก็น่าแปลกใจอย่างยิ่งว่าผู้ที่ไม่เคยรักษาในโรงพยาบาลก็มีปัญหาอาการเหล่านี้เป็นเวลานานเช่นเดียวกันครับ” วอลเตอร์ โคโรเชตซ์ ผู้อำนวยการสถาบันความผิดปกติด้านประสาทวิทยาและหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ กล่าว เขากำลังพยายามทำการศึกษาเพื่อหาคำอธิบายในทางชีววิทยาว่าเหตุใดอาหารเหล่านี้ถึงยังไม่ดีขึ้นแม้จะผ่านเวลามานานนับเดือน

สิ่งที่ยังคลุมเครืออยู่ในขณะนี้คือ มีผู้คนที่สามารถหายจากอาการนี้ได้ในที่สุดเป็นจำนวนเท่าไหร่ และคนที่ยังคงมีอาการที่เกิดในระยะยาวมีมากน้อยเพียงไหน

หนึ่งปีครึ่งถัดมา เดวิสทำงานได้เพียง 2-3 ชั่วโมงต่อวันเนื่องจากอาการสมองล้า สูญเสียความทรงจำระยะสั้น และปัญหาด้านการรับรู้อื่นๆ เธอได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการ post-viral dysautonomia หรือความผิดปกติทางด้านระบบประสาทที่ก่อให้เกิดอาการวิงเวียน หัวใจเต้น หายใจหอบถี่ในตอนลุกขึ้นจากท่านอนหรือท่านั่ง ซึ่งบางครั้งต้องรักษาด้วยการให้ยาฟลูโดรคอร์ติโซน (Fludrocortisone), ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) หรือยาไมโดดรีน (Midodrine) ที่ใช้ลดความดันเลือด

“ฉันไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต” ดาวิสกล่าวและเสริมว่า “ร่างกายของคุณจะรู้สึกว่ามันจวนจะแตกสลาย และสูญเสียการรับรู้ของตัวเอง”

ไวรัส, เอ็มบริโอ
ภาพเอ็มบริโอมนุษย์ที่มีแค่แปดเซลล์ฉายอยู่ด้านหลังโจแอนนา วีซอกกา ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาพัฒนาการที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด วีซอกกากับเพื่อนร่วมงานค้นพบว่า เรโทรไวรัสที่ฝังตัวในมนุษย์ อันเป็นลำดับทางพันธุกรรมที่ได้จากการติดเชื้อไวรัสยุคโบราณ จะทำงานในช่วงขั้นตอนพัฒนาการนี้และผลิตโปรตีน วีซอกกาเชื่อว่ายีนที่รู้จักในชื่อ เฮิร์ฟ-เค ปกป้องเอ็มบริโอจากการติดเชื้อไวรัส และช่วยควบคุมพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้

การทดสอบทางเชาวน์ปัญญาแห่งบริเตนใหญ่

ก่อนที่จะเกิดภาวะโรคระบาด ทีประเทศอังกฤษ อดัม แฮมเชียร์ นักประสาทวิทยาศาสตร์เชิงปัญญา (cognitive neuroscientist) และเพื่อนร่วมงานของเขาที่ราชวิทยาลัยลอนดอน (Imperial College London) เตรียมวางแผนจัดทำการสำรวจระดับชาติที่ชื่อว่า การทดสอบทางเชาวน์ปัญญาแห่งบริเตนใหญ่ (Great British Intelligence Test) เพื่อทำความเข้าใจว่าปัจจัยเช่นอายุ การดื่มแอลกอฮอล์ อาชีพ มีผลต่อความสามารถทางปัญญาอย่างไร ซึ่งเมื่อเกิดภาวการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 พวกเขาจึงเพิ่มปัจจัยการติดเชื้อโควิด-19 ขึ้นมาด้วย

จากจำนวนผู้ที่ทำแบบทดสอบกว่า 81,000 คน ในช่วงเดือนมกราคม – ธันวาคม 2020 มี 13,000 คนที่มีรายงานว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งมีอาการในระดับกลางไปจนถึงรุนแรง ผลการทดสอบเปิดเผยว่าพวกเขามีปัญหาทางกระบวนการรับรู้และการคิดมากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีอาการทรมานจากโควิด-19

“ในแง่มุมที่เลวร้ายที่สุด ผู้ที่รักษาที่โรงพยาบาลและได้รับการใส่เครื่องช่วยหายใจแสดงถึงความสามารถทางการพูดได้ต่ำเยอะมากๆ ครับ” แฮมเชียร์กล่าว

โดยคนเหล่านี้มีปัญหาในเรื่องการให้เหตุผล การคิดแก้ปัญหา การวางแผนในแบบทดสอบ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้คนที่อยู่ในช่วงอายุเดียวกัน ภูมิหลังทางการศึกษาเดียวกัน แต่ไม่ได้เข้ารับรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งการถดถอยทางปัญญาโดยเฉลี่ยเปรียบได้กับการลดอายุทางปัญญาไป 10 ปี ผลศึกษานี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Lancet เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม

ไวรัส, ประสาทวิทยา
เจสัน เชปเพิร์ด นักประสาทวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ ถือภาพถ่ายจากการสร้างภาพสามมิติของแคปซูลโปรตีนคล้ายไวรัสที่มีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้และความทรงจำ สัตว์บก มีกระดูกสันหลังได้รับยีน เออาร์ซี ซึ่งมีรหัสคำสั่งสร้างความอัศจรรย์ดังกล่าว จากบรรพบุรุษคล้ายไวรัสเมื่อราว 400 ล้านปีก่อน แคปซูลซึ่งดูคล้ายแคปซิดที่หุ้มจีโนมไวรัสนี้ส่งข้อมูลทางพันธุกรรมระหว่างเซลล์ประสาทในสมองมนุษย์ เช่นเดียวกับสมองสัตว์ชนิดอื่นๆอีกมาก (ภาพถ่าย: ซีมอน เอร์เลนด์ซอน, MRC LABORATORY OF MOLECULAR BIOLOGY)

โดยผู้ที่เคยรักษาในห้องไอซียูนั้นจะมีปัญหาด้านการรับรู้ที่ยาวนานกว่า โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการระบบหายใจล้มเหลวจะมีอาการคล้ายกับสมองที่ได้รับบาดเจ็บ และการรักษาในห้องไอซียูซึ่งผู้ป่วยจะไม่ได้ขยับตัวและต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ สภาวะดังกล่าวจะก่อให้เกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) หรือการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะในจิตใจที่ก่อให้เกิดความสับสนและงุนงง ซึ่งอาจมีอาการได้เป็นชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ภาวะอยู่นิ่งเนื่องจากการรักษาก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่อธิบายถึงผลกระทบที่มีต่อระบบประสาทและการรับรู้ของผู้ป่วยโควิด-19 ได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเช่นเดวิส ที่มีอาการเช่นเดียวกัน

กลไกทางชีววิทยา

หากเชื้อ SARS-CoV-2 ไม่ได้ส่งผลต่อเซลล์สมอง แล้วมันก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมองได้อย่างไร? ในขณะนี้มีสมมติฐานหลักๆ อยู่สองประการ

สมมติฐานแรกคือการติดเชื้อนั้นก่อให้เกิดการอักเสบในสมอง ผู้ป่วยโควิด-19 บางคนมีอาการไข้สมองอักเสบ (Encephalitis) หรือสมองบวม ซึ่งก่อให้เกิดการสับสนงุนงงและเห็นภาพซ้อน ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจก่อให้เกิดปัญหาการพูด ได้ยิน หรือมองเห็น ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยก็อาจมีปัญหาทางด้านการรับรู้ที่รุนแรงขึ้น โดยไวรัสเช่น เวสต์ไนล์ (West Nile Virus) หรือไวรัสซิกาสามารถก่อให้เกิดอาการไข้สมองอักเสบโดยการที่เชื้อติดต่อไปเซลล์สมองโดยตรง แต่การที่เชื้อโควิด-19 ก่อให้เกิดการอักเสบในสมองได้อย่างไร ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน

สมมติฐานข้อที่สองก็คือ เชื้อโควิด-19 อาจยับยั้งการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนหล่อเลี้ยงที่ไปยังสมอง โดยผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโควิด-19 นักวิจัยพบหลักฐานว่าเนื้อเยื่อสมองนั้นเสียหายเนื่องจากภาวะ hypoxia หรือการพร่องออกซิเจน

“สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจนในการทำงานของมันมากๆ” Billie Schultz แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งคลินิกมาโยในรัฐมินนิโซตา ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูจากโรคหลอดเลือดสมองและการบาดเจ็บที่สมอง กล่าว

ยังมีอาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งมาทั้งการเจ็บปวด เหนื่อยล้า การหายใจสั้น ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้ด้วยเช่นกัน Schultz กล่าว “มันไม่ใช่เพียงอาการทางสมอง แต่เป็นภาวะอาการของทั้งร่างกายที่เราควรกล่าวถึงครับ”

โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
ภาพแรงงานอพยพรอรถไฟอยู่ด้านนอกสถานีเพื่อกลับภูมิลำเนา ที่สถานีโลกมันยาติลักษณ์ ในมุมไบ ประเทศอินเดีย ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2021 ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกรงว่าการกลับภูมิลำเนาจำนวนมากนี้จะเร่งการระบาดของโรค ในพื้นที่ที่มีอุปกรณ์การการแพทย์ไม่เพียงพอ ภาพโดย อะตุล โล้ก (ATUL LOKE) นิวยอร์กไทมส์

วิกฤตการณ์ทางสุขภาพถัดไป

Schultz หวังว่าผู้ที่มีปัญหาทางด้านการรับรู้เนื่องจากโควิด-19 จะมีอาการที่ดีขึ้น หลายคนที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองภาวะสมองบาดเจ็บจะสามารถหายได้เองโดยธรรมชาติ จากกระบวนการเยียวยาตัวเองของสมองภายในสามถึงหกเดือน

แต่ยังมีผู้ที่กังวลว่าอาการทางด้านการรับรู้ที่เกิดจากโควิด-19 อาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้ จากการประชุมนานาชาติของสมาคมโรคอัลไซเมอร์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บรรดานักวิทยาศาสตร์นำเสนองานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับการรักษาพยาบาลมีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือด (blood biomarkers) การเสื่อมของระบบประสาท (neurodegeneration) และการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นงานวิจัยยังไม่ได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-review)

ฮีเธอร์ สไนเดอร์ รองประธานด้านความสัมพันธ์ทางการแพทย์กับวิทยาศาสตร์แห่งสมาคมโรคอัลไซเมอร์เตือนว่า ผลการศึกษานี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด-19 จะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์หรืออาการสมองเสื่อมประเภทอื่นๆ เสมอไป “เรากำลังพยายามทำความเข้าใจความเชื่อมโยงเหล่านี้” เธอกล่าว

ในขณะนี้ ยังไม่มีการรักษาแบบเจาะจงต่อภาวะสมองล้าที่เกิดจากโรคโควิด-19 การสูญเสียความทรงจำ หรือผลกระทบด้านการรับรู้อื่นๆ อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ใช้วิธีการบำบัดทางความคิด กิจกรรมบำบัด หรือการแก้ไขทางการพูด (cognitive therapy, occupational therapy, or speech-language pathology ) เพื่อรักษาอาการเหล่านี้ มีหลายการศึกษา เช่นเดียวกับงานศึกษาหนึ่งโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐที่พยายามทำความเข้าใจถึงความผิดปกติในกลไกและการรับรู้ที่ซ่อนอยู่ในผู้ป่วยโควิด-19 ในระยะยาวและความหวังในการรักษาที่มีโอกาสได้ผล

เรื่อง EMILY MULLIN


อ่านเพิ่มเติม โรคระบาด จะจบลงได้อย่างไร

เรื่องแนะนำ

สัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate)

สัตว์มีกระดูกสันหลัง เป็นกลุ่มสัตว์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดในอาณาจักรสัตว์ อาณาจักรสัตว์ (Animal Kingdom) คือหนึ่งในห้าอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตบนโลก และสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการสูงสุดในอาณาจักรนี้คือ สัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) โดยมีไขสันหลัง (Spinal Cord) หรือกระดูกสันหลัง (Vertebrae) เป็นแกนหลักที่ช่วยพยุงโครงสร้างของร่างกาย มีลักษณะกระดูกที่เรียงร้อยต่อกันเป็นข้อตามแนวยาวด้านหลังของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่ปกป้องเส้นประสาทและระบบสมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของสัตว์มีกระดูกสันหลัง โครงสร้างของสัตว์มีกระดูกสันหลัง นอกจากกระดูกสันหลังและไขสันหลังซึ่งถือเป็นโครงร่างภายใน (Internal Skeleton) สัตว์มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่มีแขนขา 2 คู่ ซึ่งรวมไปถึงครีบของสัตว์จำพวกปลา และปีกในกลุ่มสัตว์ปีก ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ระบบเนื้อเยื่อของร่างกายเจริญเป็นอวัยวะต่างๆที่มีการทำงานอย่างสลับซับซ้อนและมีระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) จำนวนมาก ช่วยส่งเสริมให้สัตว์มีกระดูกสันหลังสามารถเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ และระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) ที่ส่งเสริมให้สัตว์มีกระดูกสันหลังสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายมิติ สามารถรับรู้ความรู้สึก ประมวลผล และปรับตัว ก่อให้เกิดพฤติกรรมและการเข้าสังคมที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตหรือสัตว์จำพวกอื่น วิวัฒนาการของสัตว์มีกระดูกสันหลัง จากจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร วิวัฒนาการเริ่มจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไปจนกระทั่งถึงสัตว์มีกระดูกสันหลัง กลุ่มปลาออสตราโคเดิร์ม (Ostracoderm) หรือปลาไม่มีขากรรไกรที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มแรกที่วิวัฒน์ขึ้นมา เมื่อประชากรสัตว์มีกระดูกสันหลังในแหล่งน้ำเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนก่อให้เกิดการแย่งชิงพื้นที่และแหล่งอาหาร เป็นแรงผลักให้สัตว์มีกระดูกสันหลังต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอด ด้วยการขึ้นมาอาศัยอยู่บนบก เกิดเป็นกลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก […]

โลกต้องใช้ไฟฟ้าจาก พลังงานนิวเคลียร์ ในสักวันหรือไม่? และจะเหมาะสมหรือเปล่า?

ปัจจุบัน เรายังจำเป็นที่ต้องปล่อยมลพิษเพื่อการใช้พลังงาน แต่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ราคากว่า 7.34 แสนล้านบาทในภาคใต้ของฝรั่งเศสซึ่งกำลังจะแล้วเสร็จ อาจเปิดหนทางไปสู่อนาคตแห่งแหล่งพลังงานในโลกของเรา เป็นเวลากว่าเจ็ดปีที่ Bernard Bigot ควบคุมการก่อสร้างอาคารหลังหนึ่งที่ทั้งทะเยอทะยาน ท้าทาย และยังเป็นคุณใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติ จนบางครั้งเขาเทียบมันเป็นเหมือนอาสนวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ อาคารยักษ์ใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินขนาด 1.8 ตารางกิโลเมตรในภาคใต้ของฝรั่งเศส ห่างจากเมืองมาร์แซย์ ไปทางเหนือหนึ่งชั่วโมงนั้นดูแปลกประหลาดโดยแท้ มีอาคารเพียงไม่กี่หลังที่มีห้องสุญญากาศขนาดมหึมาราวกับเป็นถ้ำที่ต้องการความแม่นยำในการก่อสร้างในระดับต่ำกว่าหนึ่งมิลลิเมตร และที่มีน้อยหลังยิ่งกว่าคืออาคารที่มีแม่เหล็กขนาดสูงกว่า 18 เมตร ซึ่งมีแรงมากพอสำหรับการยกเรือบรรทุกเครื่องบิน หรือสายไฟนิโอเบียม-ดีบุก แรงเหนี่ยวนำไฟฟ้าสูงที่ยาวพอสำหรับการวนรอบเส้นศูนย์สูตรสองครั้ง อาจกล่าวได้ว่าโครงการที่ Bigot ดูแล นามว่า ITER หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ความร้อนขั้นทดลองนานาชาติ (International Thermonuclear Experimental Reactor) นั้นใหญ่ที่สุด ซับซ้อนที่สุด และด้วยราคากว่า 7.34 แสนล้านบาท (2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) คือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ราคาสูงที่สุดที่เคยมีมา สมาพันธ์ของ 35 ประเทศซึ่งร่วมสนับสนุนทุนและผลิตส่วนประกอบให้กับโครงการดังกล่าวมีจำนวนประชากรรวมกันคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งและมีมูลค่า GDP กว่าร้อยละ 85 ของโลก ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน และสหภาพยุโรปต่างเป็นสมาชิกของการร่วมมือครั้งนี้ ส่วนประกอบบางชิ้นของ […]

พบ เบสดีเอ็นเอ ทั้ง 5 ในอุกกาบาต ชีวิตตั้งต้นบนโลกอาจมาจากอวกาศ

นักวิทย์ฯ พบ เบสดีเอ็นเอ ทั้ง 5 ตัวที่ประกอบเป็นดีเอ็นเอสิ่งมีชีวิต ชี้ ชีวิตตั้งต้นบนโลกอาจมาจากอวกาศ รหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมดบนโลกหรือที่รู้จักกันในชื่อ DNA นั้นประกอบด้วย เบสดีเอ็นเอ พื้นฐาน 5 ชนิดนั่นคือ อะดีนิน (Adenine; A) กัวนีน (Guanine; G) ไทมีน (Thymine; T) ไซโทซีน (Cytosine; C) และ ยูราซิล(Uracil; U) อันเป็นสารตั้งต้นที่ก่อให้เกิดชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อกันว่ากำเนิดขึ้นโดยบังเอิญบนโลกในยุคเริ่มแรกเมื่อราว 3-4 พันล้านปีที่แล้ว แต่หลักฐานใหม่เพิ่มน้ำหนักว่าสารตั้งต้นนี้อาจมาจากอวกาศ “เราได้พบเบสครบชุดของ DNA และ RNA ซึ่งพวกมันอยู่ในอุกกาบาต” เดเนียล กลาวิน (Daniel Glavin) หนึ่งในทีมวิจัยจากนาซากล่าว แม้ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์จะตรวจพบอะดีนิน กัวนีน และยูราซิลบ้างในอุกกาบาต แต่ไซโทซีนและไทมีนยังขาดหายไป ด้วยเทคนิคใหม่ในการตรวจสอบ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ ยาสุฮิโร โอบะ (Yasuhiro Oba) […]

ไดโนเสาร์อาจมีลักษณะคล้ายแร็กคูน

ไดโนเสาร์ขนาดเท่าแม่ไก่ตัวนี้น่าจะมีขนสีเข้มเหมือนปานดำรอบดวงตา ในขณะที่หางของมันเต็มไปด้วยลวดลาย ที่ส่วนหลังขนสีเข้มขึ้นปกคลุม ในขณะที่ส่วนท้องนั้นกลับเป็นขนสีอ่อนแทน ลักษณะนี้เรียกว่า “Countershading” เป็นลักษณะหนึ่งของการพรางตัวในสัตว์ ที่ช่วยให้พวกมันเป็นที่สังเกตเห็นยากภายใต้แสงอาทิตย์ นั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานว่า ไดโนเสาร์ซิโนซอรอปเทอริกซ์น่าจะอาศัยอยู่ในสถานที่เปิดโล่ง จากเดิมที่เคยเชื่อกันว่ามันอาศัยอยู่ตามต้นไม้และพงหญ้ารก   อ่านเพิ่มเติม : เทอโรซอร์ ยักษ์ใหญ่ครองเวหา, ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก