วิวัฒนาการกระดูกมนุษย์อาจเกี่ยวข้องกับอาการปวดข้อเข่า

วิวัฒนาการกระดูกมนุษย์ อาจเกี่ยวข้องกับอาการปวดข้อเข่า

ผลวิจัยระบุ วิวัฒนาการกระดูกมนุษย์ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบันอาจเกี่ยวกับปัญหาข้อต่อหรือปวดข้อเข่า ข้อมูลการวิจัยเปิดเผยว่า กระดูกมีการเปลี่ยนรูปร่างจากลักษณะของบรรพบุรุษที่แต่เดิมเคยรองรับน้ำหนักแบบเดินสี่ขามาเป็นลักษณะที่รองรับการเดินตัวตรงด้วยสองขา โดยผลวิจัยนี้ได้มีการเปิดเผยโดยคณะนักวิจัยด้านแพทยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด

ในการวิจัย นักวิทยาศาสตร์นำกระดูกของสัตว์ 300 ชนิดพันธุ์ อายุราว 400 ล้านปีก่อน จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงลอนดอนและสถาบันสมิธโซเนียนในกรุงวอชิงตันมาตรวจสอบผ่านเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเปรียบเทียบถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวกระดูกแต่ละชิ้นในระยะเวลาหลายล้านปีที่ผ่านมา

(ยีนจากนีแอนเดอร์ทัลส่งผลถึงสุขภาพเรา )

(เทคโนโลยี 3D สแกนและพิมพ์สามมิติสร้างกล้ามเนื้อบนใบหน้าขึ้นมาจากรูปทรงของกระโหลกศีรษะของชาวบรรพบุรุษชาวอังกฤษ)

มากไปกว่านั้น พวกเขานำข้อมูลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับกระดูกของมนุษย์ พบว่าการเปลี่ยนแปลงมีความคล้ายคลึงกัน และยังพบว่าลักษณะของกระดูกมีแนวโน้มว่าจะส่งผลให้มีปัญหาปวดข้อต่อหรือเป็นโรคข้ออักเสบ และอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ใกล้เคียง เช่น อาการปวดไหล่หรือปวดที่ข้อเข่าด้านหน้า และสะโพก นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาโดยหัวหน้าทีมวิจัย ดร. พอล มังค์ ระบุว่าความเปลี่ยนแปลงของกระดูกต้นขามนุษย์ส่วนที่เรียกว่า “คอกระดูก” จะหนาตัวขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์ในยุคบรรพบุรุษ นั่นเป็นเพราะว่า วิวัฒนาการของมนุษย์ยุคใหม่จะเริ่มเปลี่ยนอิริยาบถ โดยที่มีการเหยียดตัวขึ้นตั้งตรงและเดินสองขา

(มนุษย์จะเป็นอย่างไรในอนาคต)

ซึ่งกระดูกส่วนนี้จำเป็นต้องวิวัฒนาการเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักของร่างกายช่วงบนให้ได้มากขึ้น แต่ทว่าสิ่งที่ตามมาหลังการวิวัฒนาการกระดูกให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั้น อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ นอกจากคอกระดูกแล้วยังมีอีกหนึ่งตัวอย่าง คือการที่ช่องว่างในกระดูกหัวไหล่ของคนเรามีวิวัฒนาการตีบแคบลง จึงส่งผลให้เส้นเอ็นและเส้นเลือดในบริเวณช่องว่างดังกล่าวเกิดการกดทับขึ้น ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้ต้องยกแขนขึ้นสูงเพื่อเอื้อมหยิบของ อาจส่งผลให้เกิดอาการป่วยข้ออักเสบเพิ่มมากขึ้นได้ในอีกหลายปีข้างหน้า

วิวัฒนาการกระดูกมนุษย์
(ภาพซ้าย) ฟอสซิลกระดูกเท้าอายุ 3.32 ล้านปี ของโฮมินินสายพันธุ์ออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีส แสดงให้เห็นถึงลักษณะของข้อต่อกระดูกเท้าที่โดดเด่นในวัยเด็ก ส่วนภาพขวาคือการเปรียบเทียบฟอสซิลกระดูกเท้าระหว่างออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีสวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่
ภาพถ่ายโดย Jeremy Desilva และ Cody Prang

(กระดูกนิ้วเท้า และกระดูกท่อนแขนบ่งบอกว่าบรรพบุรุษมนุษย์เป็นนักปีนป่ายที่แข็งแรง)

แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ปัญหา หรือลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ ผู้วิจัยชี้ว่าการทำกายภาพบำบัด หรือการรักษาท่าทางในอิริยาบถต่างๆ ให้ถูกต้องจะสามารถช่วยลดปัญหานี้ได้

 

 

อ่านเพิ่มเติม

ชาวบาจาววิวัฒน์ร่างกายให้มีม้ามใหญ่ ช่วยดำน้ำนานขึ้น

เรื่องแนะนำ

ครั้งหนึ่ง สหรัฐอเมริกาเคยทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในอวกาศ เพราะเหตุใด?

ผลจากโครงการทดลอง Starfish Prime ในปี 1962 ของสหรัฐอเมริกา คือคำเตือนของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหากสนามแม่เหล็กโลกระเบิดอีกครั้งเนื่องจากปริมาณของกัมมันตภาพรังสีที่มากเกินไป มันเป็นบรรยากาศที่มืดครึ้มเมื่อพ่อของ Greg Spriggs พาครอบครัวของเขาไปที่จุดสูงสุดบนหมู่เกาะมิดเวย์อะทอลล์  (Midway Atoll) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1962 ในคืนนั้นไกลไปอีกพันกิโลเมตร กองทัพสหรัฐฯ ได้กำหนดวันที่ในการปล่อยจรวดสู่อวกาศเพื่อทดสอบการการระเบิดของระเบิดปรมาณู (Fusion bomb) ผู้ชมที่กำลังเฝ้ามองการระเบิดในฮาวายต่างหาตำแหน่งถ่ายภาพที่ดีที่สุดหลังจากได้รับฟังการนับถอยหลังที่ออกอากาศทางวิทยุคลื่นสั้น ช่างภาพเล็งเลนส์กล้องไปที่ขอบฟ้าและอภิปรายถึงการตั้งค่ากล้องที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพการระเบิดของเทอร์โมนิวเคลียร์ในอวกาศ ปรากฎว่าระเบิดซึ่งเป็นระเบิดขนาด 1.4 เมกะตัน ซึ่งทรงพลังกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมาถึง 500 เท่า ได้เกิดระเบิดขึ้น “เมื่ออาวุธนิวเคลียร์นั้นดับลง ท้องฟ้าทั้งขอบฟ้าที่ดูมืดมิดก็สว่างไสวไปทุกทิศทุกทาง ดูเหมือนตอนเที่ยงเลยครับ” Spriggs กล่าว การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ โครงการ Starfish Prime ทำให้เกิดระเบิดที่ระดับความสูงราว 402 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับระดับความสูงที่สถานีอวกาศนานาชาติโคจรอยู่ในปัจจุบัน กินเวลานานถึง 15 นาทีหลังจากการระเบิดครั้งแรก อนุภาคที่มีประจุจากการระเบิดชนกับโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดแสงออโรราเทียมที่สามารถมองเห็นได้ไกลถึงนิวซีแลนด์ ช่วงสงครามเย็นที่กำลังเดือดระอุ หนึ่งปีก่อน หรือในปี 1961 สถานการณ์การเจรจาระหว่างประเทศเพื่อห้ามการทดสอบนิวเคลียร์นั้นย่ำแย่ หลังจากไม่มีการทดสอบมาเป็นเวลาสามปี […]

ฟาโรห์แฮตเชปซุต จอมกษัตรีแห่งอียิปต์

การค้นพบทางโบราณคดีและวิทยาศาสตร์ช่วยกันปะติดปะต่อหลักฐานจนนำไปสู่การค้นพบมัมมี่ ฟาโรห์แฮตเชปซุต (Hatshepsut) หญิงเหล็กจอมกษัตรีแห่งอียิปต์โบราณ

10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

ทั่วโลกเฝ้าจับตามองการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ของสองผู้นำเกาหลี ท่ามกลางความคาดหวังของชาวเกาหลีที่อยากเห็นสันติภาพผลิบานบนคาบสมุทรเกาหลีที่ปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ เรามาย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีใน 10 เรื่องน่ารู้เหล่านี้กัน

ชัยชนะของโซเวียตในสมรภูมิเบอร์ลิน – จุดจบของ นาซีเยอรมนี

ในเดือนพฤษภาคม 1945 กองทัพแดงของโซเวียตบุกตะลุยไปในกรุงเบอร์ลินและยึดเมืองแห่งนี้ นำมาซึ่งจุดจบของอาณาจักรไรค์ที่สามของ นาซีเยอรมนี และสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป เมื่อต้นปี 1945 สงครามโลกครั้งที่สองได้ระอุบนยุโรปมากว่าห้าปีแล้ว หลายปีของการสู้รบอันโหดร้ายยังผลให้ชีวิตมนุษย์มากมายต้องจบสิ้น เมืองน้อยใหญ่หลายแห่งต้องถูกทำลาย ตั้งแต่ปี 1941 เป็นต้นมา สหภาพโซเวียตต่อกรกับเยอรมนีในภาคตะวันออกของทวีปแห่งนี้ และต้องสูญเสียทหารหลายล้านนายในการต่อต้านการรุกรานอาณาเขตโดยกองทัพ นาซีเยอรมนี ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในเดือนมิถุนายน ปี 1944 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้บุกยึดฝรั่งเศสคืนจากกองทัพนาซี ส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรยึดพื้นที่ของ นาซีเยอรมนี และผลักดันให้กลุ่มอำนาจอักษะถอนทัพออกจากยุโรปตะวันตกได้สำเร็จในเวลาต่อมา ในขณะเดียวกัน โซเวียตภายใต้การนำของโจเซฟ สตาลินก็เริ่มปฏิบัติการรุกในยุโรปตะวันออก ตลอดทั้งปีนั้น กองทัพโซเวียตยาตราทัพเข้ามายังเบอร์ลินพร้อมความตั้งใจที่จะทำลายเยอรมนีซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลนาซี โซเวียตโหมบุก เมื่อถึงเดือนมิถุนายน 1944 หรือสามปีหลังการรุกรานโซเวียต ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ยึดอาณาเขตซึ่งตนเองเคยปกครองก่อนสงครามคืนมาได้เกือบหมด และเริ่มรุกเข้าไปในดินแดนซึ่งผนวกมาได้จากการทำสัญญากับเยอรมนีเมื่อปี 1939 อันเป็นสัญญาซึ่งถูกฮิตเลอร์ฉีกในภายหลัง เมื่อวันที่ 22 ของเดือนเดียวกัน กองทัพแดงได้เริ่มปฏิบัติการบากราทิออน (Operation Bagration) การบุกเบลารุสซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการทำลายกลุ่มกองทัพกลาง (Army Group Center) ซึ่งส่งผลให้กองทัพที่สี่และเก้าของเยอรมันถูกทำลายย่อยยับหลังถูกกองทัพฝ่ายโซเวียตบุกซึ่งมีจำนวนกว่า 1.5 ล้านนายตีโอบที่เมืองมินสก์ และกองทัพยานเกราะที่สี่เสียหายอย่างหนัก จากนั้นจึงรุกต่อไปยังโปแลนด์ซึ่งถูกเยอรมนีผนวกก่อนจะหยุดทัพเพื่อรวบรวมกำลังใหม่เมื่อเดือนสิงหาคม […]