ก่อนที่จะมี CSI เรามี “นักสืบ X - National Geographic Thailand

ก่อนที่จะมี CSI เรามี “นักสืบ X

คริสเตน เฟเดริก-ฟรอสต์ ภัณฑารักษ์ ค้นหาจดหมายเหตุอยู่ที่ สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Institute of Standards and Technology – NIST) เพื่อนำมาจัดแสดง และพบสมุดบันทึก 9 เล่มที่เป็นของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำงานอยู่ที่สถาบัน NIST เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ยี่สิบ

นักวิทยาศาสต์คนนั้นคือ วิลเมอร์ ซาวเดอร์ นักฟิสิกส์ของสถาบัน NIST ชายผู้เถรตรงผู้นี้เป็นลูกชาวไร่ชาวนาจากรัฐอินดีแอนาทางใต้ จบการระดับมหาวิทยาลัยและกลายมาเป็นนักฟิสิกส์ หลังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในปี 1916 เขาเริ่มงานที่สถาบันมาตรฐานแห่งชาติ (National Bureau of Standards: NBS ซึ่งต่อมากลายเป็น NIST) ซึ่งทำหน้าที่วัดตวงทุกสิ่งในสหรัฐฯ  ซาวเดอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบันทึกทันตกรรมและในภายหลังยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และระบุลายมือ (handwriting identification specialist) ผู้มีบทบาทสำคัญในการสืบสวนคดีของรัฐบาลกลาง รวมถึงการพิจารณาคดีในศาลของคดีลักพาตัวบุตรตระกูลลินด์เบิร์ก (บุตรชายของนักบิน ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก อ่านคดีเด็กหายอันโด่งดังนีได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/230569 หรือ https://www.fbi.gov/history/famous-cases/lindbergh-kidnapping  ) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 85 ปีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา ซาวเดอร์จึงทำงานภายใต้นามแฝงว่า “นักสืบ X”

ก่อนหน้านี้ งานส่วนใหญ่ของซาวเดอร์ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งการวิจัยวัสดุทำฟัน” จะเน้นไปที่การพัฒนาวัสดุอุดฟัน และในเอกสารของสถาบัน NIST ระบุว่า ชายผู้นี้มีบทบาทในการวิจัยวัสดุทันตกรรม เฟเดริก-ฟรอสต์ ถึงกับตั้งคำถามว่า “ทำไมคนแบบซาวเดอร์ที่ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรสักเท่าไรเลย ถึงได้เข้ามาไขคดีลินด์เบิร์กที่เป็นคดีที่อื้อฉาวที่สุดในประเทศได้นะ”

เมื่อค้นพบสมุดบันทึก 9 เล่ม เฟเดริก-ฟรอสต์จึงค้นพบตัวตนที่สองของซาวเดอร์ นั่นคือ ผู้บุกเบิกการสืบสวนคดีโดยใช้วิธีทางนิติวิทยาศาสตร์ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “How Science Is Putting a New Face on Crime Solving.”

วิลเมอร์ ซาวเดอร์ ใช้กล้องจุลทรรศน์รุ่นแรกๆในการเปรียบเทียบร่องรอยจากปืนไรเฟิลบนลูกกระสุน ซึ่งเป็นเทคนิคในการระบุว่า กระสุนมาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่

สมุดบันทึกเหล่านั้นมีข้อความเกี่ยวกับคดีที่ซาวเดอร์ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ บันทึกบอกเล่าถึงหลักฐานที่ไม่เคยสังเกตเห็นกันมาก่อนเกี่ยวกับซาวเดอร์ ผู้เป็นนักวิเคราะห์ลายมือ นักวิเคราะห์ตัวพิมพ์ดีด และนักวิเคราะห์ปืนและกระสุนปืนของกลาง (ballistics) ตัวยง เฟเดริก-ฟรอสต์ยังพบด้วยว่า เขามีส่วนช่วยในการทำคดีมากถึง 800 คดี

NIST ไม่ใช่องค์กรแรกที่คนจะนึกถึงในการทำงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นหน่วยงานที่รักษามาตรฐานการบอกเวลาและหน่วยชั่งตวงในสหรัฐฯ จอห์น บัตเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ดีเอ็นเอนิติวิทยาศาสตร์ที่ NIST เข้าใจดีว่างานของซาวเดอร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานสืบสวนได้อย่างไร “คุณจะต้องวัดบางอย่างให้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำเสียก่อน จึงจะทำความเข้าใจความหมายของหน่วยวัดตวงเหล่านั้นได้” เขาบอก

บางที ในช่วงแรกๆของการทำงาน อาจมีใครสักคนโทรศัพท์มาที่สำนักงานมาตรฐานฯ แล้วขอให้ทางสำนักงานคิดค้นระบบวิเคราะห์ลายมือและตัวพิมพ์ดีดขึ้นมาก็เป็นได้ ทั้งนี้อาจเพื่อตามจับคดีฉ้อโกงต้มตุ๋นต่างๆ ซาวเดอร์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการวัดอย่างเที่ยงตรงและสามารถทำการเปรียบเทียบได้อย่างแม่นยำ จึงเหมาะสมในการรับหน้าที่นี้ที่สุด

สมุดบันทึกยังเผยว่า ตลอดช่วงหลายปี ซาวเดอร์ทำงานไขคดีทุกรูปแบบที่มีการนำส่งทางไปรษณีย์มาถึงสำนักงานมาตรฐานฯ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นๆของรัฐ นอกเหนือจากการไปให้ปากคำในศาลในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เป็นพยานแล้ว เขายังช่วยปูทางในการสร้างเทคนิคทางนิติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของสหรัฐฯอีกด้วย

เขาใช้กล้องจุลทรรศน์เพื่อเปรียบเทียบกระสุนเพื่อดูว่ามาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ และยังเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ของเอฟบีไอเมื่อ ปี 1932 เพื่อไขคดีลินด์เบิร์ก ซาวเดอร์วิเคราะห์ลายมือในจดหมายเรียกค่าไถ่และเปรียบเทียบกับลายมือของผู้ต้องสงสัย และพบว่าพ้องกับลายมือของบรูโน ฮอปท์มานน์ ซึ่งถูกจับกุม ดำเนินคดี และประหารชีวิตในเวลาต่อมา (*ภายหลังมีทฤษฎีคัดค้านว่า ฮอปท์มาน อดีตช่างไม้ที่เคยมีประวัติคดีลักทรัพย์ในเยอรมนี อาจเป็นแค่คนที่สวมรอยเพราะอยากได้เงินค่าไถ่เท่านั้น และคนในบ้านลินด์เบิร์กเองยังตกเป็นเป้าสงสัยจนถึงทุกวันนี้ – ทีมงาน NG Thai)

ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

บัตเลอร์บอกว่า สาเหตุที่งานส่วนใหญ่ของซาวเดอร์ถูกลืมเลือนไปจากสารบบ เป็นเพราะเขาวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยของภรรยาและลูก แม้ว่าเขาจะตีพิมพ์งานด้านทันตกรรมอย่างแพร่หลาย แต่ก็กังวลว่าอาชญากรจะเรียนรู้วิธีการทำงานของเขาได้มากเกินไปถ้าหากเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ เขาเขียนบทความให้กับวารสารด้านการค้าและสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆที่มีการจำกัดการเผยแพร่ แต่ไม่มีข้อจำกัดเมื่อเขียนให้กับวารสารด้านวิทยาศาสตร์ ในช่วงที่มีอาชญากรสองรายที่เขาช่วยในการตัดสินคดีหลบหนีออกจากเรือนจำ ซาวเดอร์ก็ได้ขอใบอนุญาตในการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง

น่าเสียดายที่เมื่อซาวเดอร์เกษียนอายุ ไม่มีเจ้าหน้าที่ NIST คนใดสานต่องานของเขา แต่ทุกวันนี้ หน่วยงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างมาตรฐานเกี่ยวกับเทคนิคด้านนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งควรทำกันมานานแล้ว

นิติวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่ช่วยจับคุมคนทำผิด แต่ยังสามารถช่วยคนที่ถูกตัดสินจำคุกอย่างผิดๆ หรือแม้กระทั่งถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นผลจากหลักฐานที่เคยได้ในอดีตจากเทคนิคซึ่งปัจจุบันรู้กันดีว่าไม่แม่นยำ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพียงพอตามคำกล่าวอ้างของผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด บัตเลอร์ผู้เป็นรองประธานของคณะกรรมาธิการแห่งชาติด้านนิติวิทยาศาสตร์ สังกัดกระทรวงยุติธรรม บอกว่า การเปลี่ยนความคิดของคนว่าด้วยกระบวนการเหล่านี้ยังเป็นเรื่องยาก เพราะคนคุ้นชินกับมาตรฐานและวิธีการตีความหลักฐานแบบเก่าๆที่ใช้ในชั้นศาลมานานแล้ว

“สิ่งหนึ่งที่กีดขวางความก้าวหน้า คือคนเรามักหวาดกลัวที่จะรื้อคดีเก่าๆขึ้นมาทำใหม่ครับ” บัตเลอร์บอกและมองว่า ซาวเดอร์ผู้ปูทางให้กับวิธีสืบสวนที่เคร่งครัดและถูกต้องแม่นยำ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับพวกเราได้ในยุคนี้

เรื่องแนะนำ

ไนดาเรีย (Cnidaria) : ไฮดรา แมงกะพรุน และปะการัง

กลุ่มของสัตว์ลำตัวใส บางชนิดก็มีสีสันสวยงาม เหล่า ไนดาเรีย คือสัตว์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในท้องทะเล ซีเลนเทอราตา (Coelenterata) หรือในปัจจุบันถูกเรียกว่า ไนดาเรีย (Cnidaria) คือ หนึ่งในเก้าไฟลัมของอาณาจักรสัตว์ตามการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตด้วยหลักอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียส่วนใหญ่คือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ได้แก่ ปะการัง กัลปังหา ดอกไม้ทะเล และแมงกะพรุน โดยมีเพียงบางส่วนที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด เช่น ไฮดรา และแมงกะพรุนน้ำจืด ในปัจจุบัน สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียมีอยู่ราว 9,000 ชนิด เป็นสิ่งมีชีวิตที่นับว่ามีวิวัฒนาการสูงขึ้นกว่าสัตว์ในไฟลัมพอริเฟอรา แต่ยังถือเป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์หรือเหล่าบรรพบุรุษของสัตว์หลายเซลล์ที่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริงทั้งหลาย  [คำว่า “ไนเดีย” (Cnidae) มีความหมายว่า “ต่อย” หรือ “ทำร้าย” ในภาษาละติน] ลักษณะสำคัญของสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง แต่ไม่มีอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายที่สมบูรณ์ : มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก ดังนั้น ทั้งการกินอาหารและขับถ่ายล้วนอาศัยช่องทางเดินอาหารที่อยู่บริเวณกลางลำตัวที่เรียกว่า “แกสโทรวาสคูลาร์ คาวิตี” (Gastrovascular Cavity) ทำหน้าที่เป็นทั้งทางเดินอาหารและระบบหมุนเวียนสสาร โดยมีเซลล์ชนิดพิเศษหรือเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร (Nutritive Cell) ซึ่งแทรกอยู่ที่เนื้อเยื่อชั้นในทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร ก่อนส่งไปยังส่วนต่าง ๆ […]

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้ ไดโนเสาร์ บางชนิดมีเกราะไว้สำหรับช่วยให้มันได้เปรียบยามต่อสู้ แต่สำหรับไดโนเสาร์สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคครีเตเชียส ร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยแผ่นเกราะของมันดูเหมือนว่าจะมีส่วนช่วยในการจับคู่ผสมพันธุ์ด้วย ผลการศึกษาฟอสซิลของ Borealopelta markmitchelli ไดโนเสาร์หุ้มเกราะ พบว่าแผ่นกระดูกที่อยู่ล้อมรอบคอและไหล่ของมันนั้นมีขนาดใหญ่โตเกินไปสำหรับการต่อสู้ นั่นจึงเป็นไปได้ว่าแผ่นกระดูกเหล่านี้น่าจะมีไว้สำหรับการดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามหรือใช้ข่มขวัญคู่แข่งของมัน ย้อนกลับไปเมื่อ 110 ล้านปีก่อน เจ้าไดโนเสาร์กินพืชตัวนี้ตาย ร่างของมันจมลงไปยังก้นมหาสมุทรโบราณ ในปี 2011 คนงานเหมืองในแคนาดาค้นพบร่างของมันเข้าโดยบังเอิญ  นับเป็นความโชคดีที่ร่างของมันจมลงในตะกอน ส่งผลให้แร่ธาตุเข้าไปแทนที่เนื้อเยื่อก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย ร่างที่กลายเป็นหินทั้งร่างช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาได้ว่าไดโนเสาร์ตัวนี้เคยมีชีวิตอยู่อย่างไร ในความเป็นจริงการคาดเดาว่าเกราะของสัตว์นั้นถูกใช้เพื่อการต่อสู้และการจับคู่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจนัก ช้างเองก็ใช้งวงของมันในการต่อสู้ ป้องกันตัว และงวงเดียวกันนี้ก็ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดด้วยเช่นกันหากตัวเมียต้องการที่จะเลือกผสมพันธุ์ “ส่วนใหญ่ของโครงสร้างที่ซับซ้อนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหางของนก การเปลี่ยนสีของกิ้งก่า หรือเขาในสัตว์สี่เท้า แรงขับที่ทำให้พวกมันวิวัฒนาการสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาล้วนมาจากการคัดสรรทางเพศ” Caleb Brown นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ Royal Tyrrell กล่าว ซึ่งตัวเขาเองกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาไดโนเสาร์ Borealopelta ด้วยทุนสนับสนุนจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผลการวิจัยเจ้า Borealopelta ใหม่จาก Brown ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ PeerJ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับไดโนเสาร์หุ้มเกราะ และเป็นงานวิจัยแรกที่มุ่งเป้าไปที่การศึกษาฟอสซิลของเนื้อเยื่อ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “มันยากที่จะพิจารณาการใช้งานจากรูปร่างของอวัยวะ แม้แต่ในสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม” Victoria Arbour นักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์หุ้มเกราะโดยเฉพาะ […]

ภารกิจตามหาญาติของมนุษย์ฮอบบิท

บรรดาชนเผ่าปิ๊กมี่ (pygmies) ที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะฟลอเรส พวกเขามีร่างกายเล็กแคระไม่ต่างจากมนุษย์โฮโม ฟลอเรเสียนซิส หรือมนุษย์ฮออบบิทที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายหมื่นปีก่อน และขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ต้องการทราบว่าพวกเขามีสายสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกันหรือไม่?

หมูอาจเป็นคำตอบของ การปลูกถ่ายอวัยวะ ต่างสปีชีส์

 การปลูกถ่ายอวัยวะ ต่างสปีชีส์นั้นอาจจะเป็นทางเลือกอีกทางของการปลูกถ่ายอวัยวะในมนุษย์ จากการรายงานของผลการทดลองล่าสุด ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนประชากรชาวสหรัฐฯ ทั้งหมดกว่าร้อยละ 54 ที่ลงทะเบียนบริจาคอวัยวะ แต่ก็มีเพียงแค่ 1 ใน 3 ของประชากรในจำนวนนั้น ที่ผ่านเกณฑ์ หรือเสียชีวิตแล้วสภาพอวัยวะยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยังสามารถใช้งานได้ นั้นทำให้ผู้ป่วยทั้งหมดกว่า 100,000 รายยังคงต้องต่อคิวรอ การปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เสียชีวิตก่อนที่จะได้รับ การปลูกถ่ายเสียอีก มีตัวเลือกอื่นอีกไหม โดยความต้องการของการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะนั้น มีจำนวนมากกว่าคนที่บริจาคมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และคาดว่าก็ยังคงเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน ทำให้นักวิจัยต้องเบี่ยงเข็มไปที่ การปลูกถ่ายอวัยวะต่างสปีชีส์ (Xenotransplantation) แต่ว่าการทำเช่นนี้นั้นก็มีความเสี่ยงอยู่มาก และอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ในขณะการผ่าตัด ทำให้การกระทำเช่นนี้นั้นยังไม่เป็นที่นิยม และยอมรับมากนัก แต่การค้นพบครั้งนี้อาจทำให้การปลูกถ่ายอวัยวะ นั้น เป็นเรื่องง่าย อีกทั้งยังไม่ต้องรบกวนผู้บริจาคอวัยวะอีกด้วย แล้วจะใช้หัวใจสัตว์ชนิดไหน ถึงแม้ว่าถ้ามองในเรื่องของการวิวัฒนาการนั้น ลิงแทบจะเปรียบเสมือนกับเป็นญาติสายเลือดเดียวกันของมนุษย์นั้น และสามารถเป็นตัวแทนของมนุษย์ได้แทบจะไร้ที่ติ แต่ทว่าการนำหัวใจของลิง มาปลูกถ่ายใส่ไว้ในตัวของมนุษย์นั้น ก็ยังเป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ต่อไป นั้นก็เป็นเพราะ การปลูกถ่ายอวัยวะจากลิงมาสู้ตัวมนุษย์นั้น อาจจะทำให้มนุษย์ที่ได้รับอวัยวะนั้นติดเชื้อได้ และเสียชีวิตได้ อีกทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์พวกนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็ยังมีสัตว์อีกหนึ่งชนิด ที่มนุษย์เราเพาะเลี้ยงกันเป็นประจำ และในจำนวนที่มาก อยู่แล้วอย่างหมู โดยหมูนั้นเป็นหนึ่งในสัตว์ที่สามารถปรับเปลี่ยนพันธุกรรมได้ง่าย และระบบการทำงานของอวัยวะนั้นก็มีความใกล้เคียงกับของมนุษย์อีกด้วย โดยนักวิจัยได้มองการปลูกถ่ายอวัยวะต่างสปีชีส์นั้น ให้เป็นตัวแทนของการปลูกถ่ายอวัยวะโดยมนุษย์ด้วยกันเอง […]