ถอดรหัสอัจฉริยะ - National Geographic Thailand

ถอดรหัสอัจฉริยะ

ถอดรหัสอัจฉริยะ

เชาวน์ปัญญา (intelligence) คือคุณลักษณะที่มักถือกันว่าเป็นมาตรวัดของอัจฉริยะ เป็นคุณสมบัติวัดได้ที่ทำให้เกิดความสำเร็จใหญ่หลวง ลูอิส เทอร์แมน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้ร่วมบุกเบิกการทดสอบเชาวน์ปัญญา หรือไอคิว (IQ) เชื่อว่า ผลการทดสอบเชาวน์ปัญญาบ่งชี้ถึงอัจฉริยภาพได้ด้วย ย้อนหลังไปในทศวรรษ 1920 เขาเริ่มติดตามนักเรียนในแคลิฟอร์เนียกว่า 1,500 คนซึ่งมีผลทดสอบเชาวน์ปัญญาเกิน 140 อันเป็นขีดที่เขากำหนดว่า “ใกล้อัจฉริยะหรืออัจฉริยะ (near genius or genius)” เพื่อดูว่าเด็กเหล่านี้ใช้ชีวิตอย่างไรโดยปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ เทอร์แมนกับเพื่อนร่วมงานติดตามผู้เข้าร่วมวิจัยเหล่านี้ไปตลอดชีวิต และบันทึกความสำเร็จของพวกเขาไว้ในรายงานต่อเนื่องเรื่อง การศึกษาพันธุกรรมของอัจฉริยะ (Genetic Studies of Genius) คนกลุ่มนี้มีทั้งสมาชิกสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ นักการเมือง แพทย์ อาจารย์ และนักดนตรี

แต่ลำพังการมีเชาวน์ปัญญาดีเยี่ยมใช่ว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จใหญ่หลวงเสมอไป ผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวนมากซึ่งมีผลทดสอบเชาวน์ปัญญาสูงลิ่วต้องดิ้นรนที่จะประสบความสำเร็จ หลายสิบคนถูกให้ออกจากวิทยาลัยในปีแรก ทว่าหลายคนที่มีผลทดสอบไม่สูงพอหรือถึงเกณฑ์ที่จะอยู่ในโครงการศึกษากลับโตขึ้นมาประสบความสำเร็จ กรณีการถูกมองข้ามเช่นนี้มีตัวอย่างให้เห็นก่อนหน้าแล้ว นั่นคือ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เขาจำได้ว่าตัวเองเคยถูกมองเป็น “เด็กธรรมดามากๆ สติปัญญาออกจะทึบกว่ามาตรฐานทั่วไป” แต่เมื่อเติบใหญ่ ดาร์วินคือผู้ไขปริศนาว่า ความหลากหลายอันน่าทึ่งของสรรพชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร

การค้นพบสำคัญๆ ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ทฤษฎีวิวัฒนาการที่อาศัยการคัดเลือกโดยธรรมชาติของดาร์วิน จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเปรียบเหมือนด้ายเส้นหนึ่งของความเป็นอัจฉริยะที่เทอร์แมนวัดไม่ได้

การใช้เครื่องสแกนสมองเอฟเอ็มอาร์ไอ ช่วยให้ชาร์ลส์ ลิมบ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน พบว่า นักดนตรีแจ๊สและ นักดนตรีแร็ปจะกดสมองส่วนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบตนเองไว้ขณะแสดงแบบด้นสด ในภาพเขาทดสอบด้วยตนเองในห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตแซนแฟรนซิสโก

เร็กซ์ ยุง นักประสาทวิทยาศาสตร์ บอกว่า กระบวนการคิดสร้างสรรค์ขึ้นอยู่กับการปฏิสังสรรค์อย่างมีพลวัตของโครงข่ายประสาทที่ทำงานร่วมกันและมาจากส่วนต่างๆ ของสมองพร้อมๆ กัน ทั้งซีกซ้ายและซีกขวา โดยเฉพาะเปลือกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า โครงข่ายหนึ่งในนั้นเสริมสมรรถภาพการตอบสนองความต้องการภายนอกของเรา นั่นคือกิจกรรมที่ต้องลงมือทำ เช่น การไปทำงานและการจ่ายภาษี โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณส่วนนอกของสมอง ส่วนอีกโครงข่ายหนึ่งบ่มเพาะกระบวนการคิดภายใน รวมถึงการฝันกลางวันและการใช้จินตนาการ ซึ่งหลักๆ จะอยู่ในบริเวณส่วนกลางของสมอง

ลักษณะหรือสัญญาณหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ คือความสามารถในการเชื่อมโยงแนวคิดที่ดูไม่ปะติดปะต่อกัน การสื่อสารที่เข้มข้นกว่าระหว่างส่วนต่างๆ ของสมองอาจช่วยให้การเชื่อมโยงเหล่านั้นเป็นไปได้ แอนดรูว์ นิวเบิร์ก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจากสถาบันมาร์คัสเพื่อการบูรณาการสุขภาวะ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยทอมัสเจฟเฟอร์สัน ใช้การสร้างภาพด้วยแรงดึงการซึมผ่าน (diffusion tensor imaging) ซึ่งเป็นเทคนิคเอ็มอาร์ไอที่ใช้สารทึบแสงช่วยติดตามเส้นทางของระบบประสาทในสมองของบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ ผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์มาตรฐานที่ขอให้คิดวิธีใช้งานใหม่ๆ สำหรับของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ไม้เบสบอลและแปรงสีฟัน นิวเบิร์กมุ่งจะเปรียบเทียบการเชื่อมโยงในสมองของบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงเหล่านี้กับของกลุ่มควบคุมเพื่อดูว่า ปฏิสัมพันธ์ในสมองส่วนต่างๆ มีประสิทธิภาพต่างกันหรือไม่

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คือตัวแทนของอัจฉริยะโดยแท้ เมื่อปี 1951 มีการบันทึกคลื่นสมองของนักฟิสิกส์ผู้นี้ไว้ และหลังจากเขาเสียชีวิตในปี 1955 นักพยาธิวิทยาได้นำสมองแผ่นบางๆของเขาไปติดและย้อมสีบนกระจกสไลด์ ซึ่งหลายแผ่นได้รับการเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์แห่งชาติในเมืองซิลเวอร์สปริง รัฐแมริแลนด์

การเปรียบเทียบเบื้องต้นระหว่างสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม “อัจฉริยะ” ซึ่งนิวเบิร์กใช้ในความหมายกว้างๆ เพื่อแยก กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม กับสมาชิกอีกคนจากกลุ่มควบคุม เผยให้เห็นความแตกต่างที่น่าสนใจ ผลการสแกนสมองของทั้งคู่พบปื้นสีแดง เขียว และน้ำเงิน สว่างเป็นลำในเนื้อขาว (white matter) ซึ่งเป็นส่วนของใยประสาทขาออกที่ยอมให้เซลล์ประสาทส่งผ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน ปื้นสีแดงในแต่ละภาพคือคอร์ปัสคอลโลซัม (corpus callosum) หรือกลุ่มใยประสาทตรงส่วนกลางกว่า 200 ล้านเส้นที่เชื่อมสมองซีกซ้ายกับซีกขวาและช่วยให้สมองสองซีกเชื่อมโยงถึงกัน นิวเบิร์กบอกว่า “ยิ่งเห็นปื้นสีแดงมากเท่าไร ก็แสดงว่าใยประสาทเชื่อมต่อกันมากเท่านั้นครับ” ความแตกต่างนั้นเห็นได้ชัด กล่าวคือพื้นที่สีแดงในสมองของ “อัจฉริยะ” ดูกว้างเกือบสองเท่าของพื้นที่สีแดงในสมองของกลุ่มควบคุม

ขณะที่นักประสาทวิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจว่า สมองส่งเสริมพัฒนาการของกระบวนการคิดแบบปรับกระบวนทัศน์ได้อย่างไร นักวิจัยคนอื่นๆ ก็พยายามหาคำตอบว่า ความสามารถนี้พัฒนาขึ้นเมื่อไรและพัฒนาขึ้นจากอะไร อัจฉริยะเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือฝึกฝนได้กันแน่ ฟรานซิส กอลตัน ญาติของดาร์วิน คัดค้านสิ่งที่เขาเรียกว่า“การเสแสร้งของความเสมอภาคทางธรรมชาติ” โดยเชื่อว่าอัจฉริยะสืบทอดทางสายเลือด เขาพิสูจน์ด้วยการไล่เรียงสายตระกูลของผู้นำด้านต่างๆของยุโรป ตั้งแต่โมซาร์ทและไฮเดินไปจนถึงไบรอน, ชอเซอร์, ตีตุส และนโปเลียน ในปี 1869 กอลตันตีพิมพ์ผลการศึกษาในหนังสือ อัจฉริยะทางกรรมพันธุ์ (Hereditary Genius) ซึ่งจะจุดประกายการถกเถียงเรื่อง “ธรรมชาติกับการเลี้ยงดู” (nature versus nurture) และทำให้เกิดสุพันธุศาสตร์ (eugenics) หรือการปรับปรุงลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์

หนึ่งร้อยปีหลังไอน์สไตน์ทำนายไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปว่ามีคลื่นโน้มถ่วง นักวิทยาศาสตร์อย่างคาซุฮิโระ ยะมะโมะโตะ (ขี่จักรยาน) ก็วางแผนใช้กล้องโทรทรรศน์ใต้ดินที่สามารถรับคลื่นโน้มถ่วง เพื่อศึกษาสิ่งที่เขาอนุมานได้ แต่ตรวจจับไม่พบ

ทว่าลำพังศักยภาพทางพันธุกรรมไม่อาจนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้เสมอไป มนุษย์ยังต้องอาศัยการเลี้ยงดูเพื่อบ่มเพาะอัจฉริยะ อิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรมอาจให้สารอาหารหล่อเลี้ยงจนเกิดกลุ่มอัจฉริยะขึ้นในบางยุคสมัยและบางสถานที่ในประวัติศาสตร์ เช่น แบกแดดช่วงยุคทองของอิสลาม โกลกาตาสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในเบงกอล และซิลิคอนแวลลีย์ในปัจจุบัน

พรสวรรค์และสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูยังอาจไม่มากพอที่จะสร้างอัจฉริยะได้ หากไม่มีแรงจูงใจและความมุ่งมั่นอย่างดื้อรั้นที่ส่งให้ใครสักคนก้าวไปข้างหน้า ลักษณะทางบุคลิกภาพเหล่านี้ซึ่งผลักดันให้ดาร์วินใช้เวลา 20 ปีขัดเกลา กำเนิดแห่งชีวิต (Origin of Species) จนสมบูรณ์แบบ และส่งให้ศรีนิวาสะ รามานุชัน นักคณิตศาสตร์ชาวอินเดีย คิดสูตรคำนวณหลายพันสูตร อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของแอนเจลา ดั๊กเวิร์ท นักจิตวิทยาผู้เชื่อว่า การผสมผสานระหว่างความรักกับความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่เธอเรียกว่า “ความอึด” ผลักดันให้ผู้คนประสบความสำเร็จ ดั๊กเวิร์ทเองเป็น “อัจฉริยะ” ของมูลนิธิแมกอาร์เทอร์และเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เธอเชื่อว่า มีความแตกต่างเมื่อพูดถึงพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะฉลาดแค่ไหน ความอดทนและการฝึกฝนคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ “เวลาที่เราเห็นใครบางคนทำเรื่องเจ๋งๆได้สำเร็จ นั่นไม่ใช่ว่าเขาไม่ใช้ความพยายามนะคะ” เธอบอก

ความเข้าใจที่แวบขึ้นมาอย่างไม่คาดฝันยังต้องอาศัยความคิดเป็นตัวโน้มนำ หลังเห็นแอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงลงสู่พื้นในแนวดิ่งเมื่อปี 1666 ไอแซก นิวตัน ก็ให้เหตุผล ตามคำบอกเล่าของเพื่อนว่า “ต้องมีพลังดึงดูดในสสารเป็นแน่” ต้นไม้ที่ จุดประกายให้เขาคิดกฎแรงโน้มถ่วงสากลยังคงหยั่งรากอยู่ใกล้คฤหาสน์วูลส์ทอร์ปในอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านที่นิวตันอาศัยอยู่ในวัยเด็ก

โอกาสของว่าที่อัจฉริยะอาจสะดุดถ้าไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะพวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้ผลิตผลงาน ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้หญิงไม่ได้รับโอกาสให้เล่าเรียนอย่างเป็นทางการ ถูกกีดกันจากความก้าวหน้าทางอาชีพ และไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร มาเรีย อันนา พี่สาวของโมซาร์ท เป็นนักดนตรีฮาร์ปซิคอร์ดดาวรุ่ง แต่ถูกบิดาตัดโอกาสทางอาชีพเมื่ออายุ 18 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่สมควรมีครอบครัว ผู้หญิงครึ่งหนึ่งในงานวิจัยของเทอร์แมนลงเอยด้วยการเป็นแม่บ้านคนที่เกิดมาจนหรือถูกกดขี่ไม่มีโอกาสทำงานใดๆ มากไปกว่าการประทังชีวิต “ถ้าคุณเชื่อว่าอัจฉริยะคือความโดดเด่นที่สามารถดึงออกมาและอบรมบ่มเพาะได้จริงๆ แล้วละก็” แดร์ริน แมกมาฮอน นักประวัติศาสตร์ บอก “ก็ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างเหลือเชื่อที่อัจฉริยะหรือว่าที่อัจฉริยะหลายพันคนต้องแห้งเหี่ยวและตายไป”

เรื่อง คลอเดีย คัลบ์

ภาพถ่าย เปาโล วูดส์

 

อ่านเพิ่มเติม

รวมคำทำนายของสตีเฟน ฮอว์คิง อัจฉริยะแห่งยุคผู้ล่วงลับ

เรื่องแนะนำ

ฮัมมิงเบิร์ด วิหคสายฟ้า

เรื่อง เบรนแดน บอร์เรลล์ ภาพถ่าย อานันท์ วรมา ในการตามหานกขนาดเล็กที่สุดในโลก เรามายังเมืองปัลปีเต ประเทศคิวบา คริสโตเฟอร์ คลาร์ก นักปักษีวิทยา มีข้าวของเต็มรถให้ยกลง ทั้งกล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์บันทึกเสียง และกรงโปร่งใสรูปทรงลูกบาศก์ ภายในเวลาไม่กี่นาทีที่มาถึง คลาร์กก็หมุนตัววนไปวนมา เขาพยายามติดตามเส้นทางการบินของ “กระสุนติดปีก” ตัวหนึ่ง ขณะมันพุ่งหวือจากดอกไม้ช่อหนึ่งไปยังอีกช่อหนึ่ง ตอนที่นกฮัมมิงเบิร์ดแวะเติมเชื้อเพลิงรสหอมหวานจากดอกไม้ ปีกของมันกระพือต่อเนื่องเห็นเป็นสีเทาพร่ามัว รวดเร็วเกินกว่าดวงตามนุษย์จะแยกแยะได้ ขนาดร่างกายที่ขาดหายไปของมัน ได้รับการชดเชยด้วยความกระตือรือร้น เมื่อมันเห็นว่ามีผู้มาเยือนในถิ่นของมันเป็นนกเพศเมียตัวงามอยู่ในกรงโปร่งใสที่คลาร์กนำมาวางบนหลังคาสังกะสี แม้นกเพศผู้จะสังเกตเห็นกรงขังนกเพศเมีย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความกระตือรือร้นของมันลดน้อยลงเลย มันโผจากคอนบนกิ่งไม้ บินลอยตัวนิ่งอยู่กลางอากาศ และส่งเสียงรัวๆไปยังทิศทางที่นกเพศเมียอยู่ มันไต่ระดับสูงขึ้นไปอีก จนกระทั่งเห็นเป็นจุดเล็กๆบนท้องฟ้าที่มีเมฆปกคลุม จากนั้นมันพุ่งตัวไปข้างหน้าเหมือนรถไฟเหาะที่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด แล้วทิ้งตัวดิ่งพสุธาลงมา เพียงชั่วครู่เดียว การแสดงผาดโผนท้าความตายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คือไต่ระดับขึ้นไป ทิ้งตัวดิ่งลงมา แล้วโผขึ้น การทิ้งตัวดิ่งเหล่านี้กินเวลาแค่หนึ่งวินาที จากนั้นมันก็หายตัวไป และร่องรอยเพียงอย่างเดียวของเส้นทางที่มันบินผ่าน คือใบไม้ที่สั่นไหวจากการเคลื่อนที่ของมัน แม้จะตั้งใจจ้องมองการเกี้ยวพาราสีนี้ แต่ผมก็ไม่เห็น คลาร์กก็ไม่เห็นเช่นกัน แต่เขาทำอะไรที่ดีกว่านั้น เขาบันทึกการเกี้ยวพาราสีนี้ด้วยกล้องถ่ายภาพความเร็วสูงซึ่ง     แต่ละวินาทีถ่ายได้ 500 […]

ลูกเห็บ (hails) เกิดจากอะไร

ลูกเห็บ ตกในพื้นที่ใจกลางกรุง ช่วงที่มีฝนฟ้าคะนองในเดือนตุลาคม เมื่อวันที 4 ตุลาคม 2019 ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. เกิดฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหนาคร และมีรายงานจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ JS100 Radio ว่า มี ลูกเห็บ ตกในเขตประตูน้ำ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ลูกเห็บคงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แล้วลูกเห็บเกิดขึ้นได้อย่างไร ลูกเห็บเกิดจากมวลอากาศร้อนที่ลอยตัวสูงขึ้น และพัดพาเม็ดฝนลอยขึ้นไปปะทะกับมวลอากาศเย็นด้านบน มักเกิดขึ้นในเมฆคิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus clouds) จากนั้น เม็ดฝนจับตัวเป็นเม็ดน้ำแข็งซึ่งตกลงมาเจอมวลอากาศร้อนที่อยู่ด้านล่าง ความชื้นจะเข้าไปห่อหุ้มเม็ดน้ำแข็งให้เพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น อ่านเพิ่มเติมเรื่อง เมฆชนิดต่างๆ ในชั้นบรรยากาศ จากนั้นกระแสลมก็พัดพาเม็ดน้ำแข็งวนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งระหว่างชั้นมวลอากาศร้อนและมวลอากาศเย็นภายในกลุ่มเมฆ จนกลายเป็นเม็ดน้ำแข็งมีน้ำหนักมากขึ้น และกระแสลมไม่สามารถพยุงไว้ได้จึงตกลงมายังพื้นดิน ลูกเห็บจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร หรือไม่เกิน 25 มิลลิเมตร เคยมีบันทึกลูกเห็บที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบันทึกของสหรัฐอเมริกา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ยาวถึง 8 นิ้ว และมีน้ำหนักเกือบ 2 ปอนด์ พบที่เมืองวิเวียน รัฐเซาท์ดาโกทา ในปี 2010 หากเราลองหยิบลูกเห็บมาดู เราจะเห็นลักษณะภายในของลูกเห็บเป็นลักษณะวงชั้นของน้ำแข็งลักษณะคล้ายหัวหอม นั่นเพราะว่า […]

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับไอน์สไตน์

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ ไอน์สไตน์ 1.เขาละทิ้งสัญชาติเยอรมันเมื่ออายุ 16 ในช่วงวัยรุ่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ รังเกียจความเป็นชาตินิยมทุกรูปแบบ และสนใจที่จะเป็น “พลเมืองของโลก” เสียมากกว่า  เมื่อเขาอายุ 16 เขาละทิ้งสัญชาติ และเป็นคนไร้สัญชาติจนกระทั่งเขาได้รับสัญชาติสวิสในปีค.ศ. 1901 2.ไอน์สไตน์แต่งงานกับนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสวิชาฟิสิกส์ของเขา มิเลวา มาริค เป็นเพียงนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสของไอน์สไตน์ ที่ซูริคโพลิเทคนิค เธอหลงใหลในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และ ปรารถนาเจะป็นนักฟิสิกส์ด้วยตัวเอง แต่เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปเมื่อเธอแต่งงาน และกลายเป็นแม่ของลูกๆไอน์สไตน์ 3.แฟ้มประวัติไอน์สไตน์ของเอฟบีไอมีจำนวนถึง 1,427 หน้า ในปี 1933 เอฟบีไอเริ่มเก็บแฟ้มประวัติของไอน์สไตน์ ไม่นานก่อนที่เขาจะเดินทางมาสหรัฐฯครั้งที่สาม แฟ้มประวัตินี้มีมากถึง 1,427 หน้า มุ่งเน้นไปยังชีวิตของไอน์สไตน์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสันติภาพและองค์กรสังคมนิยม แม้แต่ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งเอฟบีไอ) ยังแนะนำว่า ไอน์สไตน์ควรจะถูกห้ามเข้าอเมริกาตามพระราชบัญญัติกีดกันชาวต่างชาติ แต่เขาได้รับการปฏิเสธข้อหาเหล่านี้ 4.ไอน์สไตน์มีลูกนอกสมรส มิเลวาให้กำเนิดบุตรสาวนอกสมรสในปี 1902 ขณะที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอในเซอร์เบีย เด็กน้อยมีชื่อว่า ไลเซิล และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเธอตายตั้งแต่ยังเป็นทารกด้วยโรคไข้อีดำอีแดง (โรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย) หรืออาจจะถูกรับไปเลี้ยง […]